ข่าว

เมืองที่หวือหวากับนโยบายและโครงการแต่ลืมผังเมือง

เมืองที่หวือหวากับนโยบายและโครงการแต่ลืมผังเมือง

29 ม.ค. 2556

ในเมืองที่หวือหวากับนโยบายและโครงการ แต่ลืมเรื่องผังเมือง : ประชาธิปไตยฯที่รัก โดยพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

               ในฐานะที่ร่ำเรียนมาจากหนึ่งในสำนักสำคัญในการวางผังเมืองในประเทศสหรัฐอเมริกา ผมยังจำได้ถึงวลีสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการวางแผนเมืองของปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนักวิชาได้

               ท่านกล่าวว่า "แผนแม่บทในการพัฒนาเมืองและผังเมือง คือ รัฐธรรมนูญประจำท้องถิ่น"

               ที่ต้องใช้คำนี้ก็เพราะ ถอดมาจากคำว่า General Plan ซึ่งรวมตั้งแต่แผนว่าเมืองนี้จะใช้ที่ดินอย่างไร และการระบุการใช้ที่ดินอย่างไรด้วย

               คำถามที่สำคัญในวันนี้ก็คือ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. แต่ละทั่นนั้นทั่นมีวิสัยทัศน์ที่ว่าด้วยเรื่องของผังเมืองอย่างไร

               และก่อนที่จะตอบ ต้องขอความกรุณาว่า อย่าได้เอา กกต.มาอ้างว่า มันไม่ใช่หน้าที่ของผู้ว่าฯ

               ทั้งที่เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับอำนาจในท้องถิ่นอย่างเต็มที่ ถ้าไม่ใช่ทางตรง ซึ่งเป็นแนวคิดใหม่ในกฎหมายใหม่ ก็คือ ทางอ้อม ซึ่งหมายถึงการต้องรวมพลังผู้คนให้มาคิดพัฒนาเมืองในฝัน

               แต่ที่สำคัญไม่ใช่การพัฒนาเมืองในฝันด้วย "โครงการ" และ "นโยบาย" เท่านั้น

               สิ่งที่สำคัญในการเรียนเรื่องการพัฒนาเมืองก็คือ ตัวผังเมือง หรือว่ากันตรงๆ ก็คือ ตัวที่ว่าด้วยเรื่องการใช้ที่ดินในเมือง

               ซึ่งว่าทั้งเรื่องสิทธิในการใช้ที่ดินนั่นแหละครับ

               ในการวางผังเมืองนั้น มันก็จะต้องเกี่ยวพันกับเรื่องสองเรื่องง่ายๆ (ที่ทำยากมาก) นั่นก็คือ หนึ่ง การกำหนดทิศทางการพัฒนาเมือง และ สอง การควบคุมการพัฒนาเมืองให้เป็นไปตามทิศทางดังกล่าว

               ตรงนี้จึงอาจจะแตกต่างจากนโยบายและโครงการในระดับชาติ

               ทีนี้สิ่งที่ต้องมาดูก็คือ ที่ผ่านมามีคนให้ความสนใจในเรื่องการผังเมืองน้อยมาก เห็นจะมีล่าสุดที่ให้ความสนใจก็คือ เมื่อมีเรื่องเกี่ยวกับน้ำท่วม และเริ่มมาถกเถียง และค้นเจอว่า มันมีสิ่งที่เรียกว่า ทางระบายน้ำท่วม (floodway) นั่นแหละครับ

               แต่ก็เงียบหายไปอีก

               ดังนั้นผมจึงคิดว่า เรื่องใหญ่คือเราไม่ต้องไปสนใจมากนักว่าผู้ว่าฯ นั้นสัญญาว่าจะทำอะไรที่เกินขอบเขตผู้ว่าฯ หรือไม่ เพราะส่วนหนึ่งถ้าเขาทำไม่ได้ เขาก็จะถูกลงโทษทางการเมืองคือไม่โดนเลือกอีก หรือถูกกดดันจากสภากทม. เอง

               หรือเขาก็อาจทำได้จากการประสานงานกับหน่วยงานอื่น (อันนี้ทั้งในแง่ไร้รอยต่อ หรือรอยต่อที่สร้างสรรค์)

               แต่ต้องมาทำความเข้าใจว่า เราจะนำเอานโยบายและโครงการเหล่านั้นมาเชื่อมโยงต่อเนื่องกันกับตัวผังเมืองมากน้อยได้แค่ไหน และสิ่งนี้เองแหละครับที่จะทำให้คนในท้องถิ่นเขาเข้าใจมากขึ้นว่าเขามีอำนาจ และเข้าใจเหตุผลแค่ไหนว่าทำไมบ้านเขาจึงถูกกำหนดว่า จะพัฒนาพื้นที่อะไรได้บ้าง หรือจะมีการทุบเอาดื้อๆ ว่าผังเมืองกำหนดสีพื้นที่บางอย่างไว้ แต่สุดท้ายไม่เคยทำตามแล้วก็มาเปลี่ยนรูปแบบการใช้ที่ดินเอาในภายหลัง

               นอกจากนั้นเราก็ควรต้องมาคิดเอาด้วยว่าผังเมืองนั้น สร้างความเป็นธรรมมากน้อยแค่ไหน เช่น การกำหนดผังเมืองที่เป็นอยู่นั้นมีพื้นที่สีเขียวอย่างเพียงพอไหม และใช้หลักการคำนวณอะไร ไม่ใช่มีแต่การคำนวณระยะของบ้านให้มีกั้นหน้ากั้นหลังอย่างเดียว

               เราจะต้องมีสัดส่วน และสถานที่ตั้งของพื้นที่สีเขียวแค่ไหนเพียงไร

               และเรามีพื้นที่ให้คนยากคนจนอยู่ไหม? เรามีพื้นที่ธุรกิจขนาดเล็กไหม? เรามีการวางพื้นที่ที่คำนึงถึงความร้อนในเมืองไหม?

               นี่คือหนึ่งในวิธีในการตรวจสอบว่าผู้ว่าฯ มีวิสัยทัศน์จริงจังกับเมืองแค่ไหน และทดสอบพลังของสังคมเมืองเองว่าเขายอมให้เมืองถูกกำหนดโดยผู้รู้มากน้อยแค่ไหน และเขาต่อต้านและต่อรองกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้มากน้อยแค่ไหนครับผม