
นิรโทษกรรมกับการปรองดอง
นิรโทษกรรมกับการปรองดอง : คลุกวงใน โดยอรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ
นาทีนี้การเมืองคงไม่มีเรื่องไหนที่จะร้อนเกินไปกว่าข้อเสนอเรื่องการ "นิรโทษกรรม" ให้แก่บรรดามวลชนที่ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองตั้งแต่หลังเหตุรัฐประหาร "19 กันยา 49"
ข้อเสนอที่ออกมามีทั้งในระดับดีกรีแรงอย่างการให้ใส่ไปใน "รัฐธรรมนูญ" ตามข้อเสนอของ "นิติราษฎร์" หรือการออกเป็น "พระราชกำหนด" ตามแบบฉบับของคนเสื้อแดง และล่าสุดให้ออกเป็น "พระราชบัญญัติ" ตามวิธีคิดของ คอ.นธ.
แต่จากการตกผลึกแล้ว ทางออกที่น่าจะสวยที่สุดกับกรณีนี้คือการออกเป็นพระราชบัญญัติ เพราะหากทำเป็น พระราชกำหนดนั้น ยากที่จะหลบเลี่ยงการถูกกล่าวหาว่าใช้อำนาจในฐานะผู้บริหารตัดสินใจออกกฎหมายโดยไม่ผ่านสภา ขณะที่การแก้รัฐธรรมนูญเพื่อการนิรโทษกรรมนั้นยังถูกตั้งคำถามว่าจำเป็นต้องทำขนาดนั้นเลยหรือไม่
อย่างไรก็ตามที่เสนอมานั้นล้วนมีเหตุผลที่อ้างตรงกันว่าต้องการสร้างความปรองดอง หากแต่จะแตกต่างกันในเรื่องรายละเอียดและเป้าประสงค์ที่แท้จริงเท่านั้น อาทิ จะนิรโทษกรรมเฉพาะฝั่งม็อบหรือจะนิรโทษกรรม กับเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการด้วย และที่ต้องจับตาคือจะนิรโทษกรรมให้แกนนำด้วยหรือไม่ รวมถึงการจะตีความว่าระดับไหนถึงเรียกว่าแกนนำ และการกระทำไหนเข้าข่ายว่ามีแรงจูงใจมาจากการเมือง
นอกจากนี้ยังมีการอ้างว่า การนิรโทษกรรมนั้นเคยมีตัวอย่างมากจากเหตุการ "ตุลา 16" "ตุลา 19" และ "พฤษภา 35" และใช้การได้ผลมาโดยตลอด
แต่ใช่ว่าโมเดลเดิมๆ ในวันนั้นจะใช้กับครั้งนี้ได้ เพราะต้องไม่ลืมว่าความขัดแย้งและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้มีความซับซ้อนและหลากหลาย การกระทำผิดด้วยการฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินนั้น ยังมิสามารถตีความแบบเหมารวมได้ เพราะหลายคนนอกจากจะฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ยังก่ออาชญากรรมในรูปแบบอื่นๆ ด้วย ดังนั้นหากจะนิรโทษกรรม จำต้องแยกแยะให้ดีความผิดแบบไหนควรที่จะได้ และความผิดแบบไหนไม่ควรจะได้
การนิรโทษกรรมแบบยกเข่ง แทนที่จะเป็นการสร้างความปรองดอง อาจจะสร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้กับคนที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำเหล่านั้น
อย่างไรก็ตามที่สำคัญและน่านำกลับไปคิดคือควรจะย้อนกลับมาถามกันเองว่า การสร้างความปรองดองนั้น จำเป็นต้องนิรโทษกรรมหรือไม่ หรือให้ชัดไปกว่านั้นคือ เราไม่สามารถสร้างความปรองดองโดยไม่นิรโทษกรรมกันได้เลยหรือ



