
ต่างด้าวทะลักรับ300!!
อานิสงส์ค่าแรง 300 บาท แรงงานต่างด้าวทะลักจังหวัดชายแดน จับตามหาชัยขึ้นทะเบียน 2.6 แสนคน แรงงานเถื่อนแฝงในพื้นที่กว่า 5 แสนคน
เกือบหนึ่งเดือนที่รัฐบาล "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" กดปุ่มนโยบายปรับค่าแรงขั้นต่ำวันละ 300 บาท พร้อมกันทั้งประเทศ และครอบคลุมถึงแรงงานต่างด้าวนั้น ปรากฏว่า แรงงานต่างด้าวชาวพม่าที่ทำงานอยู่ในสถานประกอบการต่างๆ ใน จ.ระนอง มีการเคลื่อนย้ายสถานที่ทำงานมากขึ้น ขณะที่แรงงานหน้าที่ก็เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากระนองเป็นศูนย์กลางเพื่อเชื่อมโยงการเดินทางไปที่ 4 จังหวัดใหญ่ที่เป็นเป้าหมาย คือ ภูเก็ต สงขลา (หาดใหญ่) สุราษฎร์ธานี และสมุทรสาคร
"การปรับค่าจ้างขั้นต่ำตามกฎหมายที่ครอบคลุมแรงงานต่างด้าว กลายเป็นช่องโหว่ให้นายจ้างในท้องถิ่นหันไปว่าจ้างแรงงานนอกระบบ ที่เข้าเมืองผิดกฎหมาย ถือเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้วงจรของการเข้ามาของแรงงานเถื่อนฟื้นคืนชีพในที่สุด เพราะสามารถต่อรองอัตราค่าจ้างได้ เราจึงเพิ่มความเข้มงวดในการผ่านแดน" นายวิโรจน์ แสงศิวะฤทธิ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง ย้ำ
นายนิตย์ อุ่ยเต็กเค่ง อดีตประธานหอการค้าจังหวัดระนอง มองว่า หากภาครัฐไม่มีมาตรการที่ชัดเจนต่อการควบคุมและแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าว รวมถึงผู้อพยพชาวโรฮิงญา จะส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจการท่องเที่ยว เนื่องจากปัจจุบันในพื้นที่ จ.ระนอง 10 ชุมชน คือ บ้านเกาะพยาม บ้านเกาะช้าง บ้านเกาะคณฑี บ้านหินช้าง บ้านเกาะสินไห บ้านเขานางหงส์ บ้านเกาะเหลา บ้านล่าง บ้านเกาะทรายดำ และบ้านทรายแดง ถือเป็นพื้นที่สีแดงและเป็นแหล่งซ่องสุม เนื่องจากมีชาวพม่าอาศัยอยู่หนาแน่นไม่ต่ำกว่า 9 หมื่นคน ส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมประมงและเรือประมง
น่าสนใจว่า ที่ผ่านมาทางจังหวัดได้รับการเสนอแผนแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าว ภายใต้ชื่อ “ระนองโมเดล” เนื่องจากเป็นจังหวัดหน้าด่านที่มีปัญหามากที่สุด แต่โครงการกลับไม่คืบหน้า
"การทะลักเข้ามาของแรงงานต่างด้าวในระยะนี้ ไม่เฉพาะแต่กลุ่มที่ต้องการหางานทำ แต่ยังมีกลุ่มแรงงานแฝง แทรกตัวเข้ามาอยู่ในระบบประกันสุขภาพของไทย เพื่อเข้ามาใช้บริการของสถานพยาบาลของรัฐ โดยเฉพาะชาวพม่าระดับกลางในเขตพื้นที่ จ.เกาะสอง ทวาย และมะริด ทำให้ไทยการสูญเสียงบประมาณด้านสาธารณสุข” นพ.ธงชัย กีรติหัตถยากร อดีตนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดระนอง กล่าว
เช่นเดียวกับ จ.สมุทรสาคร เป็นจังหวัดที่มีแรงงานต่างด้าวเข้ามาอยู่เป็นจำนวนมาก โดยมากเป็นสองเท่าของประชากรไทยที่อาศัยอยู่ในจังหวัด และแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาในจังหวัดกว่า 90% เป็นแรงงานจากประเทศพม่า ทั้งเชื้อสายมอญ เชื้อสายพม่า เชื้อสายกะเหรี่ยง เชื้อสายคะฉิ่น และเชื้อสายไทยใหญ่ โดยการเข้าเมืองผ่านทาง อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี อ.แม่สอด จ.ตาก และจ.ระนอง สำหรับตัวเลขของแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาในพื้นที่เมืองมหาชัยเมื่อปี 2552 ภายหลังรัฐบาลมีนโยบายให้แรงงานทำพาสปอร์ต โดยพิสูจน์สัญชาติ ปัจจุบันตัวเลขแรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ คือ พม่า ลาว และกัมพูชา ได้รับอนุญาตให้ทำงานใน จ.สมุทรสาคร ถูกต้องตามกฎหมายกว่า 2.6 แสนคน และยังมีแรงงานต่างด้าวที่ตกค้างรอพิสูจน์สัญชาติเพื่อขออนุญาตทำงานอีกประมาณ 4 หมื่นคน นอกจากนี้ยังมีแรงงานต่างด้าวที่ผิดกฎหมายสะสมอยู่อีกประมาณ 5 แสนคน
สำหรับแรงงานต่างด้าวใน จ.สมุทรสาคร ได้มีการขออนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมายเพียง 2 กลุ่ม คือ กลุ่มกรรมกร และกลุ่มคนรับใช้ในบ้าน แต่โดยความเป็นจริงมีการใช้แรงงานต่างด้าวในทุกกิจการ ทั้งคนงานก่อสร้าง ประมง โรงงานอุตสาหกรรม แม่บ้าน ร้านอาหาร ส่วนงานที่ไม่ได้อนุญาต เช่น งานในบาร์ อาบ อบ นวด ร้านคาราโอเกะ และสถานเริงรมย์ที่แอบแฝงบริการทางเพศ
"ต้องยอมรับว่า แรงงานต่างด้าวมีส่วนร่วมในการสร้างอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจ เพราะมูลค่าการผลิต หรือจีดีพี ใน จ.สมุทรสาคร ส่วนใหญ่เกิดจากแรงงานต่างด้าว โดยเฉพาะภาคประมง และธุรกิจแปรรูปอาหารทะเล เพื่อการส่งออกที่มีมูลค่าสูงถึง 6 หมื่นล้านบาทต่อปี หากไม่มีแรงงานต่างด้าวทุกภาคส่วนจะได้รับผลกระทบหมด โดยเฉพาะห้องเย็น และโรงงานปลาป่น" แหล่งข่าวจากหอการค้าสมุทรสาคร กล่าว
ส่วนที่ อ.แม่สอด จ.ตาก ถือเป็นด่านการค้าชายแดนที่มีบทบาทสำคัญ โดยมีมูลค่าการค้าสูงเป็นอันดับ 1 ของภาคเหนือ ด้วยมูลค่าการค้าที่มีมากกว่าปีละ 3 หมื่นล้านบาท นอกจากเป็นประตูการค้าชายแดน ยังเป็นพื้นที่หน้าด่านที่มีแรงงานต่างด้าวจากประเทศเพื่อนบ้านเดินทางเข้ามาเพื่อขายแรงงานมากที่สุด เพราะ อ.แม่สอด มีพรมแดนติดกับ จ.เมียวดี ประเทศพม่า โดยมีสะพานมิตรภาพไทย-พม่า เป็นเส้นทางคมนาคมหลักที่แรงงานต่างด้าวถูกกฎหมายเดินทางเข้ามา ซึ่งพรมแดนที่มีระยะทางยาวตลอดแนวชายแดนในหลายอำเภอของ จ.ตาก ล้วนแต่เป็นช่องทางให้มีแรงงานต่างด้าวลักลอบเข้ามา
จากข้อมูลของสำนักงานแรงงานจังหวัดตาก ระบุว่า ในปี 2555 มีแรงงานต่างด้าวมาขึ้นทะเบียนจำนวน 55,446 คน ในจำนวนนี้เป็นแรงงานต่างด้าวชาวพม่าถึง 99% ที่เหลือเป็นแรงงานลาว และกัมพูชา โดยแรงงานที่มาขึ้นทะเบียนทั้งหมดผ่านกระบวนการพิสูจน์สัญชาติและได้รับพาสปอร์ต รวมทั้งทำเรื่องขออนุญาตทำงานแล้วจำนวน 3 หมื่นคน ส่วนที่เหลือกว่า 2 หมื่นราย เป็นกลุ่มที่ต้องผลักดันออกไป เพราะไม่ผ่านกระบวนการพิสูจน์สัญชาติ โดยแรงงานต่างด้าวส่วนใหญ่ที่เข้ามาทำงานในพื้นที่ จ.ตาก อนุญาตให้ทำงานได้เฉพาะงานกรรมกรและคนรับใช้ในบ้านเท่านั้น
ทั้งนี้ แรงงานต่างด้าวที่ถือหนังสือผ่านแดน ตามกฎหมายยังไม่อนุญาตให้ทำงานในประเทศไทยได้ และต้องเดินทางกลับประเทศในวันเดียวกับที่เดินทางเข้ามา พบว่าต่างด้าวที่ถือหนังสือดังกล่าวข้ามแดนที่ด่านสะพานมิตรภาพไทย-พม่า อ.แม่สอด เฉลี่ยวันละ 2,000 คน ส่วนใหญ่เดินทางเข้ามาซื้อสินค้าอุปโภค-บริโภค
น่าสนใจว่า ปัจจุบันตัวเลขแรงงานต่างด้าวใน อ.แม่สอด มีสัญญาณลดลง ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นคือ เดิมมีแรงงานต่างด้าวกระจายอยู่กับโรงงานผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูป ที่เข้ามาตั้งฐานอยู่ในแม่สอดกว่า 200 คน โดยมีแรงงานต่างด้าวที่อยู่ในภาคการผลิตขณะนั้นที่ 2 แสนคน แต่หลังมีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท ในปี 2555 ทำให้แรงงานต่างด้าวกลุ่มนี้พากันย้ายไปทำงานใน 7 จังหวัด ที่มีการปรับขึ้นค่าจ้าง 300 บาท ตั้งแต่รอบแรก และเคลื่อนย้ายมีทั้งแรงงานต่างด้าวที่ได้รับพาสปอร์ตแล้ว และแรงงานที่ลักลอบเข้าเมือง
นายทวีกิจ จตุรเจริญคุณ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ทีเค การ์เม้นท์ จำกัด ผู้ผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปรายใหญ่ใน อ.แม่สอด กล่าวว่า แรงงานต่างด้าวมีความสำคัญ โดยเฉพาะกับอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น จะเห็นว่า แม้จะมีการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท แต่ยังมีปัญหาขาดแคลนแรงงานอยู่ใน จ.ตาก แรงงานต่างด้าวพากันเคลื่อนย้าย หรือไหลเข้าทำงานในพื้นที่ชั้นในของประเทศและกระจายอยู่ในหลายจังหวัดทางภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพฯ
ขณะที่พื้นที่ตะเข็บชายแดนภาคอีสานอย่าง จ.สุรินทร์ ซึ่งมีพรมแดนติดกับประเทศกัมพูชา ตัวเลขแรงงานจากสำนักงานจัดหางานจังหวัดสุรินทร์ ก่อนหน้าที่จะมีการปรับค่าแรงเป็น 300 บาท มีผู้ประกอบการพาแรงงานมาขึ้นทะเบียนตัวเลขอยู่ที่ 1,000 คน แต่หลังจากมีการปรับค่าแรง 300 บาท ตัวเลขกลับลดลงเหลือเพียง 693 คนเท่านั้น ที่มาขอขึ้นทะเบียน เกินครึ่งเป็นชาวเขมร เพราะนายจ้างไม่สามารถที่จะแบกรับภาระค่าแรงที่เพิ่มขึ้นได้ อย่างโรงงานและร้านอาหารเดิมจ่ายค่าจ้างเดือนละ 5,000 บาท แต่ค่าแรงใหม่กำหนดเฉลี่ยเดือนละ 9,000 บาท
"ส่วนฤดูที่แรงงานต่างด้าวนิยมลักลอบเข้ามาทำงาน จะเป็นช่วงตัดอ้อย และขุดมันสำปะหลัง ซึ่งเป็นระยะเวลาสั้นๆ โดยส่วนใหญ่ลักลอบเข้ามาเพื่อไปทำงานที่นครราชสีมา และบุรีรัมย์" พ.ต.ท.ชัชชัย สำเนียง สารวัตรตรวจคนเข้าเมืองกาบเชิง จ.สุรินทร์ ระบุ
ด้าน นายเกรียงศักดิ์ ปาลีคุปต์ ประธานหอการค้าจังหวัดสุรินทร์ กล่าวว่า จ.สุรินทร์ ไม่ใช่เมืองอุตสาหกรรม มีโรงงานในพื้นที่น้อยมาก จึงมีการจ้างแรงงานต่างด้าวน้อย
นี่คือภาพรวมจากการสำรวจแรงงานต่างด้าว หลังจากรัฐบาล "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ประกาศเดินหน้าค่าแรง 300 บาท อย่างเต็มสูบ



