
ส.ว.-สูงวัย
ส.ว.-สูงวัย : วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ กับ ประภัสสร เสวิกุล
พี่ไมตรี ลิมปิชาติ นักเขียนอารมณ์ดี มักบอกกับใครต่อใครเสมอว่า ท่านเป็น ล.ม.ต. และเป็น ส.ว.ด้วย ฟังแล้วครึ้มดี แต่ ล.ม.ต.ไม่ใช่รัฐมนตรีนะครับ หากหมายถึงอาการลูกหมากโต และ ส.ว. ก็ไม่ได้ย่อมาจากสมาชิกวุฒิสภา แต่หมายถึง สูงวัย
ตามสถิติเมื่อปี พ.ศ.2553 จากจำนวนประชากร 67 ล้านคน ประเทศไทยจะมีผู้สูงอายุซึ่งอยู่ในวัย 60 ปีขึ้นไปประมาณร้อยละ 11 และในปี 2673 ขณะที่ประชากรไทยสูงขึ้นเป็น 70 ล้านคน ผู้สูงอายุก็จะขยับขึ้นเป็น 17 ล้านคนหรือในราวร้อยละ 25 ซึ่งเป็นจำนวนที่ทำให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมของผู้สูงอายุ
แต่ที่น่าเป็นห่วงก็คือ ผู้สูงอายุในบ้านเรายังขาดหลักประกันที่มั่นคง และรัฐก็มิได้มีการเตรียมตัวรับสภาพการณ์ที่จะเกิดขึ้นอย่างเป็นเรื่องเป็นราว เพราะปัญหาของผู้สูงอายุนั้นเป็นปัญหาใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับหลายภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือด้านเศรษฐกิจ และสังคม
เราคงต้องยอมรับว่า ก่อนหน้าที่จะถูกจัดให้เป็นผู้สูงอายุนั้น คนเหล่านี้จำนวนมากคือกำลังในการผลิตและบริการของประเทศ แต่เมื่อถึงเกณฑ์อายุ 60 ปี ก็จะถูกปลดออกจากระบบ ทั้งๆ ที่ในปัจจุบัน ด้วยการโภชนาการ ชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ความก้าวหน้าทางการแพทย์ รวมทั้งวิทยาการสมัยใหม่ ก็ทำให้คนในวัย 60 ปี ไม่ได้แก่หง่อม และหลายต่อหลายคนก็ยังมีเรี่ยวแรง สติปัญญา ความรู้ ความสามารถและประสบการณ์ที่สั่งสมมาช้านาน ที่จะทำประโยชน์แก่บ้านเมืองได้ แต่ก็กลับถูกมองข้ามไป กลายเป็นทรัพยากรมนุษย์อันมีค่าที่สูญเปล่าอย่างน่าเสียดาย
โครงสร้างของครอบครัวไทย ซึ่งเป็นครอบครัวใหญ่ มีลูกหลานอยู่ร่วมกัน ได้กลายเป็นภาพอดีต เพราะปัจจุบันครอบครัวของคนไทยมีขนาดเล็กลง ตามสภาพของเศรษฐกิจและสังคม ทำให้ผู้สูงอายุซึ่งเคยเป็นหลักของครอบครัว และได้รับความอบอุ่นจากลูกหลาน ก็ถูกทอดทิ้งให้อยู่ตามลำพังอย่างโดดเดี่ยว - ผู้สูงอายุตามชนบทก็มีชีวิตอย่างแร้นแค้น เฝ้ารอคอยเงินทองที่ลูกหลานจะเจียดไปจุนเจือ ส่วนผู้สูงอายุในเมืองใหญ่ หากไม่จมอยู่ในบ้าน ก็อาจจะคอยรอวันที่เพื่อนเก่าที่ร่อยหรอลงไปทุกวันจะนัดพบปะกัน หรือนานๆ ครั้ง ที่ลูกหลานจะมีเวลามารับไปกินข้าวข้างนอก
ถ้าจะกล่าวว่า ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ในประเทศไทยมีปัญหาด้านการเงิน ก็คงจะไม่ผิดหรอกครับ เพราะขนาดที่อยู่ในวัยทำงานก็ยังชักหน้าไม่ถึงหลังแล้ว เมื่อเกษียณอายุ รายได้ลดลง แต่รายจ่ายยังเท่าเดิม จะให้มีเงินมีทองได้อย่างไร? และระบบสวัสดิการ หรือระบบการออม การลงทุน ของเราก็ยังไม่เอื้อประโยชน์แก่ผู้สูงอายุอย่างเพียงพอ ดังนั้น ความเจ็บไข้ได้ป่วย ความยากจน และความแก่ จึงเป็นสิ่งที่อยู่คู่กันของผู้สูงอายุในเมืองไทยมาโดยตลอด
อย่างไรก็ตาม ผู้สูงอายุนั้น ย่อมไม่ใช่วัตถุที่ชำรุดแล้ว หากเป็นวัตถุโบราณที่ทรงคุณค่า ซึ่งสมควรได้รับการดูแลรักษาและจัดวางในที่ที่เหมาะสม อย่างน้อยที่สุดก็ในองค์กรที่ท่านเคยทำงาน ในชุมชนที่ท่านพำนัก สถาบันการศึกษาในท้องถิ่น ฯลฯ ซึ่งนอกจากสถานที่เหล่านั้นจะได้รับประโยชน์จากความรู้ ความคิด และประสบการณ์ในด้านต่างๆ ของท่านเหล่านั้นแล้ว ก็เท่ากับสังคมได้มีส่วนในการดูแลผู้ที่เคยรับใช้บ้านเมืองและสังคมมาอย่างมากมายด้วย
ผู้สูงอายุก็มีจิตใจและความรู้สึกไม่ต่างจากหนุ่มๆ สาวๆ และสิ่งที่ท่านต้องการย่อมไม่ใช่เงินยังชีพเพียงเดือนละ 500-600 บาท ที่ไม่พอยาขี้ฟันนั่นหรอก หากแต่เป็นความรัก ความเอาใจใส่ และความรู้สึกว่าตนเองยังมีค่าต่อคนอื่น ต่างหาก
ครับ วันนี้ขอเขียนถึงพี่ไมตรี เอ้ย ผู้สูงวัยสักวัน



