ข่าว

'วิกฤติ-โอกาส'จากบาทแข็ง!!

'วิกฤติ-โอกาส'จากบาทแข็ง!!

28 ม.ค. 2556

'วิกฤติ-โอกาส' จากบาทแข็ง ชี้จังหวะทองการลงทุน - ส่งออกผวาแข่งยาก

                          การแข็งค่าของเงินบาทยังคงเป็นประเด็นที่น่าจับตามองอย่างต่อเนื่อง แม้ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดูแลเศรษฐกิจ จะยืนยันว่า ยังไม่มีการโจมตีค่าเงินบาท ซึ่งเงินทุนเคลื่อนย้ายที่ไหลเข้ามาเป็นเพียงการเก็งกำไรระยะสั้นในตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ อย่างไรก็ตาม โดยรวมแล้วทิศทางของค่าเงินบาทในปีนี้ถูกมองว่าจะแข็งค่าขึ้นแน่นอน แต่จะมากหรือน้อยเพียงใดเป็นเรื่องที่ยากจะคาดเดา

                          "อยากให้มองค่าเงินในระยะยาวมากกว่าระยะสั้นที่มีความผันผวนสูง ที่มีการมองว่าจะแข็งค่าไปที่ 28 บาท หรือ 29 บาทต้นๆ ก็คิดว่ามีความเป็นไปได้ ซึ่งระยะยาวค่าเงินเอเชียจะแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับค่าเงินภูมิภาคอื่น" นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวและว่า ขณะนี้มองว่าเร็วเกินไปที่จะใช้มาตรการควบคุมเงินทุนไหลเข้า เพราะค่าเงินบาทแข็งขึ้น 1 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น จากสมัยก่อนที่มีการใช้มาตรการต้องแข็งค่า 3-4 บาท ซึ่งมาตรการปกติยังสามารถจัดการได้

                          แม้การที่เงินบาทแข็งค่าจะส่งผลกระทบต่อการส่งออก ซึ่งเป็นตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยก็ตาม แต่หากมองอีกมุม การที่เงินบาทแข็งค่าก็ถือเป็นการสร้างโอกาสทองในการลงทุนด้วยเช่นกัน เนื่องด้วยการที่เงินบาทแข็งค่าขึ้น หมายถึง การที่จำนวนเงินบาทเท่าเดิม แลกเป็นเงินตราต่างประเทศได้มากขึ้น โดยภาคการนำเข้าจะได้เปรียบหรือได้รับผลดี เพราะสามารถสั่งซื้อสินค้าในจำนวนเท่าเดิมแต่จ่ายเงินที่เป็นเงินบาทจำนวนน้อยลง ในทางตรงกันข้ามภาคการส่งออกจะเสียเปรียบ หรือได้รับผลกระทบในแง่ลบ เนื่องจากต้องขายสินค้าให้มากขึ้น เพื่อให้ได้เงินเท่าเดิม นั่นก็คือ รายได้เป็นเงินบาทลดลงจากการขายสินค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ผู้ซื้อจากต่างประเทศก็จะมองว่าราคาสินค้าของไทยแพงขึ้น

 

มองต่างมุมฉวยจังหวะลงทุน

 

                          นายมนตรี โสคติยานุรักษ์ ผู้อำนวยการหลักสูตร MPA สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กล่าวว่า ภาวะค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นในขณะนี้ จะส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจไทยมากกว่าจะไปกังวลกับตัวเลขการส่งออก เนื่องจากในช่วงนี้ถือเป็นช่วงที่ประเทศไทยอยู่ระหว่างขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ด้วยการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ที่รัฐบาลอัดฉีดเม็ดเงินลงทุนกว่า 2.27 ล้านล้านบาท จึงถือเป็นโอกาสดีที่ภาครัฐต้องเร่งลงทุน และเป็นจังหวะเหมาะในการนำเข้าสินค้าทุนจากต่างประเทศมาใช้ก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งจะนำเข้าได้ในราคาที่ต่ำลง ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนที่มีหนี้สกุลเงินตราต่างประเทศ สามารถเร่งรัดนำเงินไปชำระหนี้เพื่อลดเงินต้นและภาระดอกเบี้ยได้อีกด้วย

                          “ค่าเงินบาทที่แข็งขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลทั้งแง่บวกและลบ อยู่ที่จะมองมุมไหน และบริหารจัดการอย่างไรเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งในช่วงที่ประเทศจำเป็นต้องลงทุนเป็นจำนวนมากเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การที่เงินบาทแข็งค่าก็ถือเป็นช่วงที่เหมาะสม เพราะเราสามารถนำเข้าสินค้าทุนในราคาที่ถูกลง เช่น นำเข้ารถไฟฟ้าได้ในราคาที่ถูก หรือสินค้าที่เราจำเป็นต้องนำเข้าจำนวนมากอย่างเช่นน้ำมัน ที่เมื่อบาทแข็งค่า ต้นทุนพลังงานก็ไม่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยกดตัวเลขเงินเฟ้อไม่ให้สูงอีกด้วย” นายมนตรี กล่าว

                          ผู้อำนวยการหลักสูตร MPA นิด้า กล่าวด้วยว่า ส่วนภาคเอกชนที่มีความจำเป็นต้องลงทุนนั้น ช่วงนี้จึงถือเป็นโอกาสที่ดีที่จะลงทุนพัฒนาด้านเทคโนโลยีด้านการผลิต โดยสั่งซื้อเครื่องจักรที่ทันสมัยจากต่างประเทศเข้ามาใช้เพื่อลดใช้แรงงานคนเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการด้านการผลิตให้ต้นทุนต่อหน่วยต่ำที่สุด หรือจะเลือกใช้ลงทุนขยายกิจการด้วยรูปแบบการร่วมทุนหรือซื้อกิจการ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขัน รองรับการเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558

                          สอดคล้องกับความเห็นของนายสมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ที่แนะนำว่า รัฐบาลควรอาศัยช่วงที่เงินบาทแข็งค่าในการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการเพิ่มศักยภาพของผลิตภาพในการผลิต เนื่องจากการลงทุนในส่วนนี้ จำเป็นต้องอาศัยเครื่องจักรหรือสินค้าทุนจากต่างประเทศ ดังนั้น การที่เงินบาทแข็งค่าจึงเป็นโอกาสดี

                          “เงินบาทที่แข็งค่าถือเป็นสัญญาณดี รัฐบาลหรือภาคธุรกิจ ควรฉวยโอกาสนี้ในการดูว่าจะปรับตัวเองได้อย่างไรบ้าง เพราะเงินบาทที่แข็งไม่ได้กระทบทุกเรื่อง อย่างคนที่ต้องการลงทุน ซึ่งส่วนใหญ่ต้องนำเข้า ก็สามารถทำได้โดยมีต้นทุนที่ต่ำลง” นายสมชัยกล่าว

                          นายมนตรียังกล่าวถึงผลกระทบต่อการส่งออกด้วยว่า ที่มีความกังวลว่า หากเงินบาทแข็งค่า สินค้าไทยจะส่งออกไม่ได้นั้น ไม่เป็นความจริงทั้งหมด เพราะสินค้าส่งออกของไทยมีหลายประเภท จึงจำเป็นต้องมีการวิเคราะห์เป็นรายอุตสาหกรรม หากเป็นสินค้าที่นำเข้าวัตถุดิบมาผลิตภายในประเทศ เช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ หรือกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ต้องนำเข้าวัตถุดิบกว่า 50-70% เพื่อใช้ผลิตและส่งออก ก็ถือเป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากค่าเงินบาทแข็ง ขณะที่กลุ่มสินค้าเกษตรที่มีความเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอาหารอาจจะได้รับกระทบมากหน่อย แต่เนื่องจากสินค้ากลุ่มนี้เป็นสินค้าจำเป็นต่อการดำรงชีวิต แม้ราคาสินค้าจะแพงขึ้น แต่ก็เชื่อว่าจะด้วยคุณภาพของสินค้าไทยยังทำให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลกได้อย่างแน่นอน

 

ผู้ส่งออกจี้ดูแลด่วนห่วงแข่งขันยาก

 

                          ขณะที่ฟากเอกชนในภาคส่งออกได้เริ่มออกมาเรียกร้องให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้ามาโดยเร็ว เนื่องจากขณะนี้การส่งออกเริ่มได้รับผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาทแล้ว  นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ระบุว่า ภาคเอกชนต้องการให้ภาครัฐจับตาดูประเทศที่มีบทบาทต่อเศรษฐกิจโลก เพราะเริ่มมีนโยบายอ่อนค่าลงเพื่อสนับสนุนการส่งออก และนโยบายนี้จะกระทบค่าเงินบาท ดังนั้น ภาครัฐควรมีมาตรการช่วยเหลือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ

                          ส.อ.ท.ระบุด้วยว่า จากการสำรวจกลุ่มอุตสาหกรรม 25 กลุ่ม เกี่ยวกับผลกระทบค่าเงินบาท พบว่ามีกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่ามากมี 10 กลุ่ม คิดเป็น 40% ของกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งกลุ่มที่กระทบมากมีกลุ่มเครื่องสำอาง เซรามิก รองเท้า โรงเลื่อย และโรงอบไม้ หนังและผลิตภัณฑ์หนัง อาหาร อัญมณีและเครื่องประดับ ยานยนต์ และ น้ำตาล ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบปานกลาง มี 7 กลุ่ม คิดเป็น 28% เช่น เฟอร์นิเจอร์ ชิ้นส่วนยานยนต์ และกลุ่มที่ไม่มีผลกระทบมี 8 กลุ่ม คิดเป็น 32% เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ พลาสติก

                          ขณะเดียวกันในสัปดาห์นี้ ส.อ.ท.เตรียมข้อเสนอ 7 ข้อเกี่ยวกับสถานการณ์ค่าเงินบาท เพื่อเสนอให้ผู้ว่าการ ธปท. ได้แก่ 1.ดูแลค่าเงินบาทไม่ให้ผันผวน 2.ไม่ควรให้ค่าเงินบาทแข็งค่าไปกว่าประเทศคู่แข่ง เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย 3.ภาครัฐควรประชาสัมพันธ์ให้เอสเอ็มอีมีบัญชีเงินฝากสกุลต่างประเทศ (เอฟซีดี) เพื่อให้ เอสเอ็มอี ที่มีรายได้จากการส่งออกเก็บเงินสกุลต่างประเทศไว้ชำระค่าสินค้าหรือวัตถุดิบ ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบอัตราแลกเปลี่ยนและช่วยบริหารความเสี่ยง

                          4.ให้ภาครัฐหาแนวทางให้เอสเอ็มอีเข้าถึงการประกันความเสี่ยงค่าเงินได้มากขึ้น 5.ต้องการให้ภาครัฐแยกดูแลบัญชีเงินต่างประเทศระหว่างบัญชีเงินต่างประเทศที่ได้จากการส่งออกและบริการ กับบัญชีเงินต่างประเทศที่เข้ามาเพื่อเก็งกำไรระยะสั้นหรือเงินร้อน 6.ให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เร่งแก้ พ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุนเพื่อให้มีเครื่องมือในการกำหนดสิทธิประโยชน์จูงใจผู้ประกอบการไทยไปลงทุนในต่างประเทศ 7.ให้ภาครัฐเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในช่วงที่เงินบาทแข็งค่า

 

ชี้ช่องรับมือเงินบาทแข็ง

 

                          ด้าน นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงเทพ แนะนำแนวทางในการปรับตัวรับมือกับการแข็งค่าของเงินบาท ว่า การปรับตัวนั้นสามารถทำได้ 2-3 มาตรการ คือ 1.ปัจจุบันคนไทยซื้อขายกับคนในเอเชียมากขึ้น เพราะฉะนั้นก็ทำไมต้องไปทำเป็นเงิน สกุลดอลลาร์ ก็สามารถทำเป็นโลคอลอินวอยซิ่ง ก็คือว่า เป็นเงินริงกิตบ้าง เงินอินโดฯ บ้าง เป็นเงินในภูมิภาคบ้าง เป็นเงินจีนบ้าง ทุกคนแข็งเท่าๆ กัน ถ้าเกิดแข็งเท่ากัน ปัญหาค่าเงินแข็งในรูปของรีจินอลก็ไม่มากนัก

                          2.พอเห็นจังหวะที่เหมาะสม คือ เห็นค่าเงินบาทกลับมาอ่อนลงบ้าง ที่คิดว่ารับได้อาจจะ 29 .80 หรือ 29.90 บาท ก็ทำการเฮดจิ้งไปบางส่วน ปกป้องตัวเอง โดยดูช่วงเวลาที่เหมาะสม โดยไม่ต้องเร่งทำวันนี้ เพราะอาจเกิดการเหยียบกันตายเอง หากไปแย่งทำพร้อมๆ กัน ค่าเงินบาทก็จะแข็งค่าขึ้นไปอีก และ 3.ช่วงทำการค้าก็ขอเพิ่มราคา หรือ ไพรซ์อิน เข้าไป อาจเป็น 5% ในอดีตก็มีการทำไพรซ์อินถึง 10% แต่ว่าในช่วงที่มันแข่งขันเยอะขนาดนี้ อาจจะทำได้ไม่ถึงขนาดนั้น