
ธรรมาภิบาลสร้างได้ด้วยมือ
ที่นี่บัวแก้ว : ธรรมาภิบาลสร้างได้ด้วยมือ : โดย...นันทิดา พวงทอง
“การเสริมสร้างระบบธรรมาภิบาลท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลก” เป็นหัวข้อการประชุมหลักของโครงการแลกเปลี่ยนระหว่างหน่วยราชการพลเรือนไทย-สิงคโปร์ หรือ CSEP ครั้งที่ 11 ที่สิงคโปร์ซิตี้ เมื่อวันที่ 24 มกราคม ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นหัวข้อที่นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้เสนอต่อนายกรัฐมนตรีลี เซียน หลง ครั้งที่ได้เดินทางเยือนประเทศสิงคโปร์อย่างเป็นทางการ หวังจะให้ไทยได้เรียนรู้ระบบการบริหารจัดการ และเสริมสร้างธรรมาภิบาลในวงการราชการ การเมือง และหน่วยงานรัฐ จากประสบการณ์ของสิงคโปร์ ที่มีระบบธรรมาภิบาลที่โปร่งใส และมีการป้องกันปราบปรามคอร์รัปชั่นดี ติดอันดับ 8 ของโลก
สำหรับประเทศไทยแล้ว ถูกจัดให้อยู่ในอันดับ 88 ของสถานการณ์การคอร์รัปชั่นใน 176 ประเทศ ประจำปี 2555 ที่จัดทำขึ้นโดยองค์กรความโปร่งใสระหว่างประเทศ (ทีไอ) ซึ่งได้ให้ไทยอยู่ในอันดับร่วมกับ กรีซ โคลัมเบีย เอลซัลวาดอร์ โมร็อกโก และเปรู มีคะแนนความโปร่งใสเพียง 37 คะแนน จาก 100 คะแนน ที่สะท้อนให้เห็นว่า ประเทศยังมีปัญหาการคอร์รัปชั่นมาก
เรื่องนี้ คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ปัญหาคอร์รัปชั่นยังคงอยู่ และปัญหาเกิดจากจากตัวบุคคล และระบบที่เอื้ออำนวยให้กระทำผิด ส่วนหนึ่งมาจากเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการทุจริตคอร์รัปชั่น โดยเฉพาะการทุจริตภายในกระทรวง หน่วยงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการทุจริตเชิงนโยบาย การเบิกจ่ายงบประมาณ หรือการจัดซื้อจัดจ้าง นอกจากนี้ การกระทำทุจริตก็มีวิธีการซับซ้อนยิ่งขึ้น ทำให้การตรวจสอบเป็นไปได้ด้วยความยากลำบาก
นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงการดำเนินงานแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นของประเทศไทยในปัจจุบันว่า มีความก้าวหน้าอยู่มาก และรัฐบาลยิ่งลักษณ์ก็ได้ให้ความสำคัญกับนโยบายการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นมากขึ้น มีการจัดตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ การตั้งศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นเพื่อรับร้องเรียนจากประชาชน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน รวมทั้งการจัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบจริยธรรมข้าราชการในกระทรวงต่างๆ แสดงให้เห็นถึงการดำเนินงานเชิงรุก ให้ทุกกระทรวงและหน่วยงานราชการ ได้สำรวจช่องโหว่ที่จะเกิดคอร์รัปชั่นในหน่วยงานตัวเอง เพื่อจัดทำแผนงานแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นเข้ามาให้คณะกรรมการกลั่นกรอง ซึ่งประกอบไปด้วยกรรมการทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อให้ระดับหน่วยงานได้มีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นภายในองค์กร
ปลัดกระทรวงการต่างประเทศแสดงความหวังว่า ร่างกฎหมาย 2 ฉบับ ได้แก่ ร่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และร่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย ที่ผ่านมติจากสภาผู้แทนราษฎรแล้ว จะมีผลต่อการเสนอขอให้คณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อดำเนินมาตรการทางการเงิน (FATF) ถอนการขึ้นบัญชีไทยเป็นประเทศเสี่ยงการฟอกเงินก่อการร้าย
นอกจากนี้ยังต้องมีการออกอนุบัญญัติตามความใน พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับหลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงลูกค้า วิธีแสดงตนของลูกค้าสถาบันการเงิน และผู้ประกอบอาชีพเสี่ยง เป็นต้น โดยต้องให้แล้วเสร็จก่อนการประชุม FATF ที่กรุงปารีส ในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2556 หากประเทศไทยสามารถดำเนินการได้ทัน ก็เป็นที่มั่นใจได้ว่า ไทยจะได้รับการปลดออกจากรายชื่อกลุ่มประเทศเสี่ยงฟอกเงินหรือสนับสนุนเงินแก่การก่อการร้าย
สิ่งสำคัญที่ช่วยแก้ไขปัญหาการคอร์รัปชั่นให้เบาบางลงได้ คงต้องอาศัยจิตสำนึกของทุกคนในประเทศได้ร่วมมือกันสรรค์สร้าง โดยเฉพาะนักการเมือง และผู้มีอำนาจบริหาร ที่จะร่วมกันตระหนักถึงธรรมาภิบาล ที่เน้นการสร้างคุณค่าในหลักกฎหมาย การมีส่วนร่วม การมีความรับผิดชอบ และความโปร่งใส ไปพร้อมๆ กัน
---------------------
(ที่นี่บัวแก้ว : ธรรมาภิบาลสร้างได้ด้วยมือ : โดย...นันทิดา พวงทอง)



