
'ศปช.'หนุนเเก้รธน.ฉบับ'นิติราษฎร์'
'ศปช.' และเครือข่ายสันติประชาธรรม หนุนเเก้รธน.ฉบับ 'นิติราษฎร์' นัดชุมนุมหลักหมุดคณะราษฎร 29 ม.ค. ขณะที่ 'ญาติวีรชน35' ดัน 'พรบ.นิรโทษฯ' ฉบับ 'อุกฤษ'
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 27 ม.ค. 56 ศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมเมษา-พฤษภา 2553 (ศปช.) และเครือข่ายสันติประชาธรรม ออกแถลงการณ์ สนับสนุนการนิรโทษกรรมนักโทษการเมือง ตาม "ร่างรัฐธรรมนูญว่าด้วยนิรโทษกรรมและการขจัดความขัดแย้ง" ของคณะนิติราษฎร์ ใจความว่า
นับเป็นเวลา 2 ปี 8 เดือน ตั้งแต่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ใช้กำลังทหารเข้าสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดง จนนำไปสู่การเสียชีวิตและบาดเจ็บของประชาชนจำนวนมาก และต่อมารัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ขึ้นมาบริหารประเทศ กระบวนการรับผิดชอบต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บในรูปของเงินเยียวยา รวมทั้งการดำเนินคดีอาญากับผู้ที่เกี่ยวข้อง ก็ได้เริ่มไปบ้างแล้ว แต่ปรากฏว่าในส่วนของผู้ชุมนุมที่ถูกดำเนินคดีอย่างไม่เป็นธรรมจำนวนมาก กลับไม่ได้รับการเหลียวแลจากรัฐบาลพรรคเพื่อไทยอย่างจริงจังเลย
ศปช.และเครือข่ายสันติประชาธรรม ขอเตือนความทรงจำของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย พรรคร่วมรัฐบาล และแกนนำ นปช. ด้วยข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นกับประชาชนที่ถูกจับกุมคุมขังหลังเหตุการณ์เมษายน-พฤษภาคม 2553 ดังต่อไปนี้
- หลายกรณีเจ้าหน้าที่ใช้อำนาจเกินขอบเขตเข้าจับกุมและคุมขังตามอำเภอใจ ตั้งข้อหาร้ายแรงเกินจริง เป็นการจับกุมแบบเหวี่ยงแห ขาดหลักฐาน บางกรณีมีเพียงภาพถ่ายผู้เข้าร่วมชุมนุมเป็นหลักฐานเท่านั้น
- มีการซ้อมและทรมานผู้ต้องขัง ซึ่งหลายรายเป็นเยาวชน
- ผู้ต้องขังส่วนใหญ่ไม่ได้รับสิทธิการประกันตัว อันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ พวกเขาและครอบครัวต้องเดือดร้อนขาดรายได้จากการประกอบอาชีพ หลายคนเป็นผู้สูงอายุ และเยาวชนที่ยังศึกษาอยู่
- ช่วงแรกของการจับกุม ผู้ต้องขังส่วนใหญ่ไม่มีโอกาสเข้าถึงทนายความ เพราะเจ้าหน้าที่ตัดการสื่อสาร จำนวนมากถูกจับกุมด้วยข้อหาละเมิด พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และศาลพิพากษาตัดสินอย่างรวดเร็วโดยใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมง
- ผู้ต้องขังหลายรายไม่มีทนายความ และถูกเจ้าหน้าที่บังคับ หรือเกลี้ยกล่อมให้รับสารภาพ โดยทำให้หลงเชื่อว่าจะได้รับการบรรเทาโทษ แต่เมื่อรับสารภาพ พวกเขากลับถูกลงโทษอย่างรุนแรง โดยไม่มีโอกาสนำพยานหลักฐานฝ่ายตนเข้าต่อสู้คดี
- มีการใช้ข้อหาก่อการร้ายต่อผู้ต้องขัง 44 ราย ในลักษณะครอบจักรวาล โดยไม่มีนิยามและขอบเขตของคำว่าก่อการร้ายที่ชัดเจนและเหมาะสม
- ผู้ชุมนุมจำนวนมากถูกคุมขังเกินกว่าคำพิพากษา
- จำนวนมาก ถูกขังฟรีเป็นเวลาปีกว่า หลังจากศาลเห็นว่าหลักฐานไม่เพียงพอและพิพากษายกฟ้อง
- ผู้ชุมนุมจำนวน 22 คน ยังถูกคุมขังอยู่ ณ เรือนจำชั่วคราว ร.ร.พลตำรวจ บางเขน
ข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้น ชี้ให้เห็นถึง "ความอยุติธรรม" ที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ และเจ้าหน้าที่รัฐ ปฏิบัติต่อคนเสื้อแดง ประหนึ่งศัตรูของชาติ หรืออาชญากรร้ายแรง ทั้งๆ ที่การชุมนุมของคนเสื้อแดงมีสาเหตุมาจากความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่าง ซึ่งเริ่มก่อตัวขึ้นนับแต่การรัฐประหารปี 2549 พวกเขามุ่งต่อต้านอำนาจฉ้อฉลที่สนับสนุนและมาพร้อมกับการรัฐประหาร และเรียกร้องให้สังคมเคารพในสิทธิการเมืองตามแนวทางประชาธิปไตยของพวกเขา ฉะนั้นผู้ต้องขังชาวเสื้อแดงก็คือ "นักโทษการเมือง" ที่อาชญากรรมร้ายแรงของพวกเขาก็คือ "การมีความคิดทางการเมืองที่แตกต่างจากกลุ่มอนุรักษ์นิยมไทย"
และนอกจากกรณีผู้ที่ถูกจับกุมคุมขังอันสืบเนื่องมาจากการชุมนุมทางการเมืองแล้ว นับตั้งแต่การรัฐประหาร 2549 ยังมี "นักโทษการเมือง" อีกประเภทหนึ่ง ที่เพิ่มจำนวนสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ ผู้ที่ถูกจับกุมคุมขังด้วยความผิดตามกฎหมายอาญา ม.112 ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว จะไม่ได้รับความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรมทุกระดับชั้น แม้กระทั่งสิทธิในการได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว ซึ่งรัฐธรรมนูญรับรองไว้ก็ถูกปฏิเสธ เนื้อหาและการบังคับใช้กฎหมายมาตรานี้ ยังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ทั้งในและต่างประเทศ ว่าละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของพลเมือง ทั้งนี้นักโทษการเมือง "ม.112" เกือบทั้งหมดนั้น เป็นผู้ที่สนับสนุนการสร้างประชาธิปไตย และมีความคิดเห็นทางการเมืองขัดแย้งกับฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการรัฐประหาร 2549
กระนั้นก็ตาม นับแต่พรรคเพื่อไทยและแกนนำ นปช. ได้เข้ามาเป็นรัฐบาล กลับไม่ได้มีความพยายามอย่างจริงจังใดๆ ที่จะเยียวยาผู้ที่ถูกกระทำจากกระบวนอยุติธรรมเลย ทั้งๆ ที่อำนาจที่พวกท่านยึดครองอยู่ในขณะนี้ เป็นผลโดยตรงจากการต่อสู้ของประชาชนเสื้อแดง และผู้รักประชาธิปไตยโดยแท้
บัดนี้ กลุ่มองค์กรประชาชนต่างๆ ในนามของ "แนวร่วม 29 มกรา ปลดปล่อยนักโทษการเมือง" ภายใต้การนำของ "กลุ่มปฏิญญาหน้าศาล" เห็นความสำคัญที่จะต้องผลักดันให้มีการนิรโทษกรรมนักโทษการเมืองอย่างเร่งด่วน ตามข้อเสนอ "ร่างรัฐธรรมนูญว่าด้วยนิรโทษกรรมและการขจัดความขัดแย้ง" ของคณะนิติราษฎร์ อันมีสาระสำคัญดังนี้
- ให้ผู้ที่มีความผิดจากการฝ่าฝืนคำสั่งหรือประกาศ สืบเนื่องจาก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ หลังวันที่ 19 กันยายน 2549 พ้นจากความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง
- ผู้ที่มีความผิดจากการชุมนุมในท้องที่ หรือพื้นที่ที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ตามกฎหมายทั้งสองฉบับข้างต้น หลังจากวันที่ 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมา นับเฉพาะความผิดลหุโทษ หรือโทษปรับสถานเดียว หรือโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ให้พ้นจากความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง
- ความผิดอื่นๆ ของผู้ชุมนุม และประท้วงทางการเมือง นอกเหนือจากสองกรณีข้างต้น ที่เกิดขึ้นระหว่าง 19 ก.ย. 2549 ถึง 9 พ.ค. 2554 (วันที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประกาศยุบสภา) และความผิดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมืองของบุคคลที่ไม่ได้เข้าร่วมการชุมนุม ต้องผ่านการวินิจฉัยจาก "คณะกรรมการขจัดความขัดแย้ง" ว่าเป็นความผิดโดยมีเหตุจูงใจทางการเมืองหรือไม่ ถ้ามีเหตุจูงใจทางการเมือง ให้พ้นจากความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง
ศปช. และเครือข่ายสันติประชาธรรม จึงขอประกาศสนับสนุนต่อการรณรงค์ของ "แนวร่วม 29 มกรา ปลดปล่อยนักโทษการเมือง" ที่จะนัดชุมนุม "หมื่นปลดปล่อย" ในวันที่ 29 ม.ค.นี้ ณ หมุดคณะราษฎร เพื่อคืนสิทธิเสรีภาพและความยุติธรรมให้แก่นักโทษการเมืองทุกคน เราขอเรียกร้องให้รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ พรรคเพื่อไทย และ นปช. ถือเป็นความรับผิดชอบและภารกิจเร่งด่วนของตนที่จะต้องคืนสิทธิเสรีภาพและความยุติธรรมให้แก่นักโทษการเมืองเหล่านี้ ด้วยการผลักดันการนิรโทษกรรมให้สัมฤทธิ์ผลในการประชุมสภาสมัยหน้า ซึ่งจะถือเป็นก้าวย่างสำคัญในการสร้างสันติภาพและประชาธิปไตยที่แท้จริงในสังคมไทย
'ญาติวีรชนพฤษภา35' ดัน 'พรบ.นิรโทษฯ' ฉบับ 'อุกฤษ'
คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา' 35ได้ออกแถลงการณ์ ฉบับที่ 3 ผ่าทางตันประเทศไทย สร้างประชาธิปไตยเพื่อประชาชน เรื่อง การออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมตามแนวทางของ ศ.ดร.อุกฤษ มงคลนาวิน โดยเนื้อหา ระบุว่า
สืบเนื่องจากวิกฤติความขัดแย้งในประเทศไทยที่ต่อเนื่องมาจนถึงปี 2556 มีการอ้างประชาธิปไตยเพื่อประโยชน์ของแต่ละฝ่าย ท่ามกลางความขัดแย้งกันของกลุ่มการเมืองต่างๆ อันอาจนำมาสู่ความรุนแรงและทางตันที่ไร้ทางออกของประเทศไทยในอนาคตอันใกล้ ดังนั้น คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา' 35 และภาคประชาชนจึงได้ร่วมมือกันที่จะออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้อง เพื่อหาทางออกจากทางตันของประเทศไทยร่วมกันและสร้างประชาธิปไตยเพื่อประชาชนที่แท้จริง เพื่อส่งมอบอนาคตที่ดีให้แก่ลูกหลานและคนรุ่นต่อไป
ทั้งนี้ตามที่ ศ.ดร.อุกฤษ มงคลนาวิน ประธานกรรมการอิสระว่าด้วยการส่งเสริมหลักนิติธรรมแห่งชาติ (คอ.นธ.) ได้เสนอร่างเอกสารกฎหมาย พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแก่ภาคประชาชนโดยตรงที่ปรากฏความผิดในการมาชุมนุมทางการเมืองในทุกๆ เหตุการณ์ ต่อสาธารณะและสมาชิกรัฐสภา คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา' 35 มีความเห็นและข้อเสนอ ดังนี้
1) พวกเราขอชื่นชม ศ.ดร.อุกฤษ มงคลนาวิน ซึ่งเป็นผู้ใหญ่และเป็นหลักของชาติบ้านเมืองมาโดยตลอด ยอมเสียสละตัวเองเพื่อนำเสนอทางออกให้กับภาคประชาชนทุกฝ่าย เราเห็นว่า พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับดังกล่าว เป็นกฎหมายที่มีความชัดเจน และสามารถนำไปดำเนินการได้จริง แม้จะมีเงื่อนไขของเวลาอาจจะเป็นที่ถกเถียงอยู่ก็ตาม แต่ก็ไม่ได้เป็นสาระที่เป็นอุปสรรค และเพื่อไม่ให้ทุกฝ่ายนำไปเป็นเงื่อนไขเพื่อสร้างอุปสรรคในการดำเนินการ จึงขอเรียกร้องให้ภาคการเมืองที่เกี่ยวข้องทุกส่วน ซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชนได้ออกมาทำหน้าที่ผลักดันสนับสนุนกฎหมายดังกล่าวของ ศ.ดร.อุกฤษ มงคลนาวิน รวมถึงคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) ซึ่งได้แสดงท่าทีความพร้อมในการที่จะสนับสนุนเรื่องดังกล่าวอยู่แล้ว เพื่อให้กฎหมายดังกล่าวยุติความทุกข์ทรมานของภาคประชาชนและครอบครัวที่กำลังรอคอยความยุติธรรมอยู่ในขณะนี้ และเราขอเรียกร้องให้ภาคประชาชนทุกส่วน ได้ออกมาสนับสนุนและเร่งรัดช่วยเหลือโดยเร่งด่วน เนื่องจากไม่เคยมี พ.ร.บ.นิรโทษกรรมใด ที่ยกประโยชน์ให้กับประชาชนที่มาร่วมชุมนุมมาก่อน นอกจาก พรก.ที่ยกเว้นเฉพาะผู้มีอำนาจรัฐที่ทำให้ประชาชนเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินในหลายๆ เหตุการณ์ที่ผ่านมา
2) ตามที่ศาลอาญานัดให้คู่ความ คือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี กับนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. เจรจาไกล่เกลี่ยคดีพิพาทตามที่ปรากฏเป็นข่าว ในวันที่ 29 มกราคมนี้ นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา' 35 เห็นว่า คู่กรณีทั้งสองมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งต่อเหตุการณ์พฤษภาทมิฬมาโดยตลอด เกี่ยวข้องผูกพันเคยได้ร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่ต่อสู้ในเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 มาด้วยกันทั้งคู่และเข้าใจความทุกข์ยากของผู้เสียหายอย่างดี จึงขอเรียกร้องคู่กรณีทั้งสอง ขอให้ใช้ความเจ็บปวดในอดีตมาเป็นบทเรียนเพื่อฝ่าข้ามวิกฤติ โดยได้ใช้โอกาสดังกล่าวหันหน้าเข้าหากันเพื่อทำความเข้าใจกัน เพื่อเป็นตัวอย่างของความสามัคคี ความรัก ความสมานฉันท์ของสังคมไทย โดยทั้งสองฝ่ายไม่จำเป็นต้องละทิ้งจุดยืนทางการเมืองของตนแต่อย่างใด
"ผมเชื่อว่า ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมภาคประชาชนฉบับนี้ เป็นร่างที่มีความชัดเจน และสามารถปฏิบัติได้มากกว่าร่างของทุกฉบับที่เคยกล่าวถึง และไม่เชื่อว่าจะมีกลุ่มการเมืองหรือแกนนำกลุ่มใดๆ จะออกมาคัดค้านหรือไม่สนับสนุนการออก พ.ร.บ.ฉบับนี้ และฐานะผู้เสียหายจากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬปี 35 หากจะร้องขอต่อนายอภิสิทธิ์ และนายจตุพรได้ ก็ขอให้ทั้งสองท่าน ช่วยกันสร้างบรรทัดฐานความรักสามัคคี"



