
ปัญหาคนละแบบ
ปัญหาคนละแบบ : คอลัมน์วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]
มีคุณผู้ฟังโทรศัพท์มาถามในรายการ “เงินทองต้องรู้” ที่จัดคู่กับคุณวีระ ธีรภัทร ทาง FM 90.5 MHz และออกอากาศทาง www.nationradio.co.th ว่า ทุกวันนี้เกษียณจากการทำงานแล้ว มีภาระค่าใช้จ่ายเดือนละ 4 หมื่นบาท ปัจจุบันมีเงินอยู่ 19 ล้านบาท ในจำนวนนี้ลงทุนในกองทุนหุ้น 6 ล้านบาท คำถามคือ ส่วนที่เหลือจะนำไปบริหารจัดการอย่างไรดี
แม้คุณผู้ฟังท่านนี้ จะไม่ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับอายุ รวมถึงสถานภาพของครอบครัวมา แต่ก็พอคาดเดาได้ไม่ยากว่า ถ้าเกษียณจากการงานแล้ว อายุอานามก็คงล่วงเลยเข้าสู่วัย 50 ปลายๆ เป็นอย่างต่ำ และเมื่อพิจารณาจากจำนวนเงินออมและเงินลงทุนที่มีอยู่ในวัยขนาดนี้ เรื่องของสถานภาพของครอบครัวก็ดูเหมือนจะไม่มีความสำคัญเช่นกัน ด้วยเหตุที่ “เงิน” จำนวนดังกล่าวนั้น เพียงพอต่อการใช้ชีวิตหลังเกษียณสำหรับตัวเองและครอบครัวอย่างไม่เดือดไม่ร้อน
แต่เมื่อถามมา ก็ต้องตอบไป คุณวีระแนะนำคุณผู้ฟังท่านนี้ว่า เงินจำนวน 13 ล้านบาทที่เหลือ ให้แบ่งออกเป็น 3 ส่วนเพื่อนำไปหาผลตอบแทนในลักษณะที่ไม่ต้องดิ้นรนให้เกิดแรงกระเพื่อมมาก โดยส่วนแรกให้เก็บไว้ในบัญชีออมทรัพย์สำหรับการใช้จ่ายประจำ ซึ่งเมื่อคำนวณจากสิ่งที่คุณผู้ฟังท่านนี้บอก นั่นก็คือ ค่าใช้จ่ายเดือนละ 4 หมื่นบาท หรือปีละเกือบ 5 แสนบาท ก็สามารถจะกันเงินสำหรับฝากบัญชีออมทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ยที่ 0.75% ไว้ประมาณ 2 ล้านบาทสำหรับการใช้จ่ายในระยะเวลา 4 ปี
ส่วนที่ 2 ให้จัดสรรเงินจำนวน 3-5 ล้านบาทสำหรับเงินฝากประจำระยะเวลา 1-2 ปี ซึ่งอาจจะเลือกแคมเปญเงินฝากที่ให้อัตราดอกเบี้ยสูงกว่าเงินฝากประจำปกติ และเลือกรับผลตอบแทนจากดอกเบี้ยจากบัญชีดังกล่าว โดยให้แบงก์โอนดอกเบี้ยเข้าบัญชีออมทรัพย์ทุกเดือน ขณะที่เงินส่วนสุดท้ายจำนวน 6-8 ล้านบาทนั้น ให้เลือกลงทุนในหุ้นกู้บริษัทเอกชน อายุ 3-5 ปี รวมถึงพันธบัตรรัฐบาลอายุ 3-5 ปี อย่าเลือกลงทุนในหุ้นกู้หรือพันธบัตรที่อายุยาวนานเกินไป
ถ้าพิจารณาจากการจัดสรรเงินลงทุนแบบนี้ ก็ต้องยอมรับว่า ไม่ได้ใช้ผลตอบแทนเป็นตัวตั้ง เพราะไม่ว่าจะเป็นเงินฝากออมทรัพย์ เงินฝากประจำหรือหุ้นกู้บริษัทเอกชน รวมทั้งพันธบัตรรัฐบาล ต่างก็ไม่ได้ให้ผลตอบแทนในระดับที่ “เร้าใจ” เหมือนกับการลงทุนในหุ้น (ซึ่งคุณผู้ฟังท่านนี้ก็ลงทุนทางอ้อมผ่านกองทุนหุ้นอยู่แล้ว) ซึ่งเป็นไปได้ว่า การเลือกหาผลตอบแทนจากเงินฝากและตราสารหนี้อย่างหุ้นกู้-พันธบัตรรัฐบาลนั้น เพราะหนึ่ง อายุของคุณผู้ฟังท่านนี้ที่เข้าสู่วัยเกษียณควรพิจารณาลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ และสอง จำนวนเงิน 19 ล้านบาทมากเพียงพอกับชีวิตหลังเกษียณที่เหลืออยู่ โดยไม่จำเป็นต้องแสวงหาผลตอบแทนที่เร้าใจหรือโลดโผนเพื่อรับความเสี่ยงที่มากเกินไป
ขณะเดียวกัน ผลตอบแทนจากทั้งดอกเบี้ยเงินฝากประจำ ดอกเบี้ยเงินกู้และดอกเบี้ยพันธบัตร จะทยอยรับรู้ตลอดระยะเวลาของการลงทุน ซึ่งผลตอบแทนตรงนี้สามารถนำมาใช้จ่ายเพิ่มเติมจากที่กันไว้ในบัญชีออมทรัพย์ได้อีก และที่สำคัญ แต่ละสินทรัพย์ได้ถูกจัดวางโดยกำหนดระยะเวลาที่ลดหลั่น และเหลื่อมกันไป เมื่อครบรอบ ก็สามารถจะหมุนการลงทุนในแบบเดิมๆ เป็นรอบๆ ได้ตลอด
จริงๆ แล้วต้องบอกว่า การวางแผนทางการเงินของคุณผู้ฟังท่านนี้ “สมบูรณ์แบบ” มาตั้งแต่ต้น จนแทบไม่ต้องขอคำแนะนำเพิ่มเติมใดๆ ก็ได้ เพียงแต่มีข้อควรระวังเพิ่มเติมในเรื่องการเลือกลงทุนหรือเลือกออมที่ต้องเหมาะสมกับ “วัย” รวมถึงต้องพิจารณา “ความสามารถในการรับความเสี่ยง” ควบคู่ไปด้วย
ศูนย์ส่งเสริมการพัฒนาความรู้ตลาดทุน (TSI) ทำตารางเปรียบเทียบเรื่องของความสามารถในการรับความเสี่ยง และทัศนคติในการลงทุน เพื่อกำหนดสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ อย่างน่าสนใจ
ถ้าหากคุณค้นพบว่า คุณเป็นคนที่มีความสามารถในการรับความเสี่ยงในระดับ “ต่ำ” และมีทัศนคติในการลงทุนแบบอนุรักษ์นิยม พอร์ตการลงทุนของคุณก็ควรจะเป็นเงินฝาก 30% ตราสารหนี้ 40% และหุ้น 30%
แต่ถ้าหากคุณค้นพบว่า คุณเป็นคนที่มีความสามารถในการรับความเสี่ยงในระดับ “ปานกลาง” และมีทัศนคติในการลงทุนแบบทางสายกลาง พอร์ตการลงทุนของคุณก็ควรจะเป็นเงินฝาก 20% ตราสารหนี้ 30% และหุ้น 50%
ส่วนคนที่ค้นพบตัวเองว่า คุณเป็นคนที่มีความสามารถในการรับความเสี่ยงในระดับ “สูง” และมีทัศนคติในการลงทุนแบบทางสายกลาง พอร์ตการลงทุนของคุณก็ควรจะเป็นเงินฝาก 10% ตราสารหนี้ 20% และหุ้น 70%
โดยในช่วงเริ่มต้นหรือช่วงที่รู้สึกว่ายอมรับความเสี่ยงได้น้อย ก็ควรจัดพอร์ตระมัดระวัง โดยการลงทุนในหุ้นประมาณ 30% ตราสารหนี้ 40% และเงินสด 30% หลังจากนั้น เมื่อมีความชำนาญในการลงทุน และคุ้นเคยกับความผันผวนของผลตอบแทนมากขึ้นแล้ว (ความเสี่ยงและผลตอบแทนไม่มากไม่น้อย) ควรจัดพอร์ตปานกลาง โดยเพิ่มการลงทุนในหุ้นเป็น 50% ตราสารหนี้ 30% และที่เหลือเป็นเงินสด 20%
และเมื่อมีเงินออมมากขึ้นหรือเป็นมืออาชีพแล้ว (รับความเสี่ยงได้มาก) ผู้ลงทุนอาจจัดพอร์ตเชิงรุก โดยการลงทุนในหุ้นเพิ่มเป็น 70% ของเงินลงทุน ส่วนที่เหลือแบ่งลงทุนในตราสารหนี้ 20% และเงินสด 10%
TSI บอกว่า จากแนวทางการจัดสรรเงินลงทุนดังกล่าว จะเห็นว่า สัดส่วนการลงทุนในหุ้นนั้นจะแปรผันตามความสามารถในการรับความเสี่ยง กล่าวคือ หากคุณสามารถรับความเสี่ยงได้มาก ก็ควรแบ่งเงินไปลงทุนในหุ้นเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ทั้งนี้ เพราะหุ้นนั้นเป็นสินทรัพย์ที่ให้อัตราผลตอบแทนสูงกว่าตราสารการเงินประเภทอื่นๆ ในระยะยาว รองลงมาได้แก่ ตราสารหนี้ ส่วนเงินฝากนั้นจะให้อัตราผลตอบแทนต่ำสุด อาจจะใกล้เคียงหรือต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อเท่านั้น
แต่ทั้งหลายทั้งปวงแล้ว ต้องไม่ลืมกฎข้อสำคัญนั่นก็คือ ก่อนจะคิดว่า จะจัดสรรเงินแบบไหน ในสินทรัพย์ประเภทใด หรือก่อนจะถามตัวเองว่ารับความเสี่ยงได้แค่ไหน กฎข้อสำคัญที่ว่า ก็คือ “ต้องมีเงินให้จัดสรรก่อน” ประเภทชักหน้าไม่ถึงหลัง หรือเดือนชนเดือน งานนี้ต้องบอกว่า หลบไป
เพราะแบบนั้นก็มีปัญหาให้ต้องคิดเหมือนกัน แต่เป็นปัญหาคนละแบบกับคุณพี่ 19 ล้าน!
.............................................
(ปัญหาคนละแบบ : คอลัมน์วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected] )



