ข่าว

วัดใจ ป.ป.ช.-ทุจริต กบข.

วัดใจ ป.ป.ช.-ทุจริต กบข.

31 พ.ค. 2552

เป็นข่าวฉาวโฉ่ไปทั่วกับเรื่อง กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ซึ่งมีเงินมากมายมหาศาลนับหมื่นล้านบาท

เมื่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เข้าไปตรวจสอบถึงความไม่ชอบมาพากล ตามที่มีข้าราชการจำนวนมากร้องเรียนต่อ ป.ป.ท.และนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.ยุติธรรม ถึงการบริหารงานของกองทุน กบข.ที่ขาดทุน ทำให้ผลประโยชน์ตอบแทนของข้าราชการที่เป็นสมาชิกพากันติดลบกันถ้วนหน้า 

 และจากการเข้าไปตรวจสอบของ ป.ป.ท. ก็ทำให้ถึงกับต้อง "ช็อก" ไปตามๆ กัน

 เพราะพบว่า การบริหารงานของ กบข.เข้าข่ายผิดกฎหมายหลายฉบับ รวมทั้งผิดระเบียบของ กบข.เอง และผิดต่อจริยธรรมและจรรยาบรรณของผู้บริหารองค์กรตามหลักการบริหารงานที่ดีอีกด้วย 

 เนื่องจากมีข้อเท็จจริงในทางคดีว่า มีการซื้อขายหลักทรัพย์ของผู้บริหาร กบข.บางคน ในลักษณะของการซื้อตัดหน้า กบข. โดยเมื่อผู้บริหาร กบข.คนดังกล่าวรู้ว่า กบข.จะเข้าซื้อหุ้นตัวไหน ก็รีบเข้าไปช้อนซื้อหุ้นตัวนั้นไว้ก่อน ซึ่งเข้าข่ายการใช้ "ข้อมูลภายใน" หรือ "อินไซเดอร์ เทรดดิ้ง" ทำให้ผู้บริหารคนดังกล่าวได้รับประโยชน์จากราคาหุ้นที่สูงขึ้น

 นอกจากนี้ ยังพบการกระทำของผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ระดับสูงบางคนของ กบข. ที่ชิงเทขายหุ้น ที่ได้ช้อนซื้อไว้ตัวเดียวกันกับ กบข. ก่อนที่กองทุน กบข.จะขายหุ้นตัวดังกล่าวเพียงไม่กี่วัน ทำให้ กบข.ได้รับความเสียหายจากราคาหุ้นที่ตกลง   

 พฤติกรรมเหล่านี้ ทำให้ กบข.ต้องได้รับความเสียหายประมาณ 18,000-24,000 ล้านบาท

 การกระทำข้างต้นจึงเข้าข่ายผิด พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และมีความผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่รัฐทำให้เกิดความเสียหายต่อองค์กร ซึ่งมี โทษทางอาญา ถึงขั้นจำคุก

 อีกทั้งก่อนหน้านี้ กบข.เองก็ได้ออกระเบียบและข้อบังคับเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ระดับสูง กบข.ไว้เพื่อป้องกันในเรื่องของ "ผลประโยชน์ทับซ้อน" โดยระบุว่า การที่ผู้บริหารหรือเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนใดจะเข้าซื้อหุ้นตัวใด ต้องได้รับอนุญาตจากฝ่ายกำกับกิจกรรมองค์กรของ กบข.ก่อน ซึ่งผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ระดับสูงได้เซ็นรับทราบระเบียบดังกล่าวนี้ไว้ด้วย

 ดังนั้นการที่เข้าไปซื้อขายหุ้นโดยไม่ได้มีการขออนุญาตจากฝ่ายกำกับของ กบข.ก่อน จึงเป็นการฝ่าฝืนระเบียบดังกล่าว ซึ่งมี โทษวินัยถึงขั้นถูกเลิกจ้าง

 นอกจากนี้ กบข.ยังมีข้อกำหนดเกี่ยวกับเรื่อง "จรรยาบรรณ" ของผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ กบข. ไว้ด้วย โดยห้ามในเรื่องการเข้าซื้อหุ้นตัดหน้า กบข. ห้ามการซื้อขายหุ้นในลักษณะที่ทำให้ กบข.เสียหาย หรือใช้ข้อมูล "อินไซเดอร์" ในการหาผลประโยชน์เข้าตัวเอง การกระทำข้างต้นจึงผิดต่อ "จรรยาบรรณ" อีกด้วย

 แม้ว่าเรื่องนี้ผู้บริหาร กบข.ได้ออกแถลงการณ์โต้แย้งอำนาจของ ป.ป.ท.ว่าไม่มีอำนาจเข้าตรวจสอบ เพราะ ป.ป.ท.ยังไม่มี "คณะกรรมการ" หรือ "บอร์ด"
 
   แต่ก็ได้รับการสวนกลับจาก "ธาริต เพ็งดิษฐ์" เลขาธิการ ป.ป.ท.อย่างชนิดทันควันว่า เรื่องที่ว่า ป.ป.ท.จะมีอำนาจเข้าตรวจสอบหรือไม่ ไม่ใช่เป็นประเด็นสำคัญ เพราะถ้าผู้บริหารหรือเจ้าหน้าที่ กบข.กระทำผิดกฎหมาย มันก็ผิดอยู่ดี ไม่สามารถที่จะกลายเป็นถูกไปได้ 

 และเรื่อง "กองทุน กบข." นี้ เป็นเรื่องน่าเห็นใจข้าราชการ ซึ่งเป็น "คนจนรุ่นใหม่" จริงๆ เพราะต้องถูกหักเงินเข้ากองทุนทุกเดือน ทั้งที่เงินเดือนก็น้อยอยู่แล้ว และแทนที่จะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนจากเงินปันผลกลับมาบ้าง แต่กลับ "ติดลบ" ไปเสียอีก

 ในเรื่องนี้ "ข้าราชการ" เอง ก็มีความไม่พอใจต่อการบริหารงานของ กบข.ที่ผิดพลาดอย่างมาก

 เห็นได้จากการเคลื่อนไหวของนายกสมาคมข้าราชการพลเรือนของกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธานองค์กรเครือข่ายสมาชิก กบข.แห่งประเทศไทย รวมทั้งสมาพันธ์ครูภาคใต้ที่ได้ยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล ทั้งการให้ยุบ กบข.ทิ้ง หรือให้เลขาธิการ กบข.ลาออก และให้ "หน่วยงานอื่น" สามารถเข้าไปตรวจสอบการใช้เงินของ กบข.ได้

 พร้อมกับยื่นคำขาดว่า หากนายกรัฐมนตรีไม่ปฏิบัติตามข้อเรียกร้อง สมาชิก กบข.ทั่วประเทศ กว่า 1 ล้านคน จะลาออกจากการเป็นสมาชิก กบข.และไม่จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุน กบข.อีกต่อไป

 เรื่องนี้นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ออกอาการขึงขังว่า ถ้าผลสรุปออกมาว่าผู้บริหารเข้าไปเกี่ยวข้อง ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย
 ในส่วนของกระทรวงยุติธรรม หลังจากได้รับรายงานผลสอบของ ป.ป.ท. รมว.ยุติธรรม "พีระพันธุ์" ก็เตรียมเรียกเลขาธิการ ป.ป.ท.และคณะทำงานเข้าพบเพื่อหารือกันในวันที่ 3 มิถุนายนนี้

 ซึ่งแน่นอนว่า เรื่องนี้จะมีการ "ส่งไม้ต่อ" ให้แก่ "คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพราะว่าผู้เข้าข่ายกระทำความผิดเป็นผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ระดับสูง ซึ่งอยู่ในอำนาจของ ป.ป.ช.ที่จะชี้มูลความผิด 

 แต่เรื่อง กบข.นี้ เป็นเรื่องใหญ่กว่าที่ทุกคนคาดคิด !!!

 เพราะหากสาวลงลึกกันจริงๆ แล้วจะหนาว เพราะผู้ที่เข้าข่ายทำผิด เป็นถึงระดับ "บิ๊ก" ในวงการกฎหมายของเมืองไทยหลายคนเลยทีเดียว และ ป.ป.ท.ก็จะส่งข้อมูลในส่วนนี้ให้ ป.ป.ช.รับทราบด้วย

 งานนี้จึงต้องวัดใจ ป.ป.ช. ว่า "จะกล้าฟันหรือเปล่า"

** โต๊ะข่าวการเมือง**