
'ทีดีอาร์ไอ'ห่วงจีนชนวนวิกฤติโลกรอบใหม่
ทีดีอาร์ไอมองเศรษฐกิจไทยปี 56 โตถึง 5% เชื่อบริโภค-ลงทุนภาคเอกชนหนุน ขณะที่ส่งออกส่งสัญญาณดีขึ้น แต่ต้องจับตาเศรษฐกิจจีน ชี้อาจเป็นชนวนก่อวิกฤติโลกรอบใหม่
25ม.ค.2556 นายสมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยว่า ทีดีอาร์ไอ ประเมินการเติบโตเศรษฐกิจไทยในปีนี้ไว้ที่ 5% โดยที่การลงทุนและการบริโภคภาคเอกชนจะเป็นตัวสนับสนุนหลัก ขณะที่การส่งออกเองเริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้น ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก จึงมองว่ามีความเป็นไปได้ที่ภาคส่งออกไทยในปีนี้จะเติบโตได้ประมาณ 8-9% เพียงแต่ประเด็นที่ต้องติดตาม คือ เศรษฐกิจจีนที่อาจเป็นชนวนนำไปสู่ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจโลกในรอบใหม่ได้
“ตอนนี้มันมีสัญญาณที่ไม่ค่อยดีออกมาในเศรษฐกิจจีน ทั้งภาคการธนาคารและธุรกิจ และที่น่าห่วง คือ ความเหลื่อมล้ำของจีนมีสูงมาก ที่จีนกลัวตอนนี้ คือ กลัวการมีประชาธิปไตย เพราะเมื่อไหร่ที่จีนมีประชาธิปไตยที่มากขึ้น ปัญหาพวกนี้จะยิ่งรุนแรงขึ้น”นายสมชัยกล่าว
นอกจากนี้ช่วงที่ผ่านมาจะเห็นว่า เงินลงทุนต่างชาติที่ไหลเข้าลงทุนโดยตรงในประเทศจีน(เอฟดีไอ) เริ่มลดลงอย่างชัดเจน ภาคอสังหาริมทรัพย์แม้จะยังมีมูลค่าการเติบโตเพิ่มขึ้น แต่ระดับการเติบโตเริ่มชะลอตัวลงชัดเจน ประกอบกับสินเชื่อของภาคธนาคารพาณิชย์ก็เริ่มขยายตัวในอัตราที่ชะลอลง สะท้อนถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้กับจีนในอนาคต
นายสมชัย กล่าวว่า หากภาคธนาคารและธุรกิจของจีนอ่อนแอลง อาจทำให้ปัญหาฟองสบู่ที่เกิดขึ้นกับหลายตลาดในขณะนี้มีโอกาสแตกได้ ซึ่งภาวะฟองสบู่ในประเทศจีนที่ยังไม่แตกลง เป็นเพราะที่ผ่านมารัฐบาลพยายามจะโหมในเรื่องการลงทุน ดังนั้นถ้าน้ำยังไม่ลด ตอตรงนี้ก็ยังไม่ผุด อีกทั้งถ้าดูสภาพคล่องในภาคการธนาคารจะเห็นว่า มีลดลงค่อนข้างมากด้วย
สำหรับการรับมือกับวิกฤติเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตนั้น เขากล่าวว่า รัฐบาลควรมีพื้นที่การคลังที่มากพอในการรองรับ ซึ่งควรขาดดุลงบประมาณต่อเมื่อจำเป็น และเกินดุลทุกครั้งเมื่อมีโอกาส ดังนั้นแล้วการบริหารหนี้สาธารณะถือเป็นสิ่งจำเป็น
ส่วนนโยบายประชานิยมของภาครัฐนั้น เขายอมรับว่า มีความน่าเป็นห่วงเช่นกัน เพราะในกรณีเลวร้ายสุด คือ ถ้าเศรษฐกิจไทยเติบโตเพียงปีละ 4% ในขณะที่รัฐบาลมีรายจ่ายประจำปีเพิ่มเติมปีละ 10% บวกกับมีโครงการประชานิยมใหม่ๆ เพิ่มเติมก็อาจทำให้หนี้สาธารณะต่อจีดีพีปรับเพิ่มเกินกว่า 60-70% ต่อจีดีพี ในปี 2560 ได้เช่นกัน
อย่างไรก็ตามในกรณีที่เศรษฐกิจไทยสามารถเติบโตได้ในระดับ 5-6% ขึ้นไป และรัฐบาลคุมรายจ่ายประจำปีไว้ไม่เกินปีละ 7% รวมทั้งไม่มีโครงการประชานิยมใหม่ๆ เพิ่มเติม ก็น่าจะทำให้ หนี้สาธารณะต่อจีดีพีของไทยอาจไม่ได้เกินกว่า 60% ก็ได้ในอนาคต
สำหรับโครงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน 2.2 ล้านล้านบาทนั้น หากรัฐบาลมีการลงทุนในส่วนนี้จริง เชื่อว่าจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยในอนาคตมีแนวโน้มว่าจะเติบโตได้ปีละ 6% ซึ่งกรณีนี้ยังช่วยให้หนี้สาธารณะต่อจีดีพีของไทยระยะยาว หรือประมาณปี 2566 มีโอกาสลดลงต่ำกว่า 50% ได้ และมีแนวโน้มว่าจะต่ำกว่า 30% หากมีการคุมรายจ่ายประจำไว้ไม่เกิน 7% ต่อปี



