ข่าว

'กลุ่มคนต้านไม่เอาม.112'เผาตำรากม.

'กลุ่มคนต้านไม่เอาม.112'เผาตำรากม.

25 ม.ค. 2556

'กลุ่มคนต่อต้านไม่เอาม.112'เผาตำรากฎหมายประท้วงหน้าศาลอาญา หลังพิพากษาจำคุก'สมยศ' ด้าน'อธิบดีศาล' เมินม็อบ แต่ห่วงดึงต่างชาติกดดัน

                   25 ม.ค.56 เครือข่ายกิจกรรมทางสังคมประชาธิปไตย หรือ กลุ่มคนต่อต้านไม่เอา มาตรา 112 ประมาณ 20 คน ได้เดินทางมาทำกิจกรรมประท้วง กรณีศาลอาญาพิพากษาลงโทษจำคุกนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข อดีตบรรณาธิการนิตยสาร วอยซ์ ออฟ ทักษิณ จำเลยคดีหมิ่นเบื้องสูงเป็นเวลา 10 ปี ด้วยการจุดไฟ“เผาตำรากฎหมายเชิงสัญลักษณ์” ซึ่งเป็นประมวลกฎหมายอาญาฉบับสำเนา พร้อมทั้งชูป้ายข้อความประท้วง

                จากนั้นมีการอ่านแถลงการณ์ ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจจากสน.พหลโยธินบก.น.2 และเจ้าหน้าที่ รปภ.ของศาลอาญาได้มาดูแลความสงบเรียบร้อย ภายหลังเสร็จสิ้นกิจกรรมแล้วทั้งหมดจึงแยกย้ายกันเดินทางกลับ               
 

"อธิบดีศาล"เมินม็อบแต่ห่วงดึงต่างชาติกดดัน  
 
                 นายทวี ประจวบลาภ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา กล่าวถึงกรณีที่เครื่อข่ายกลุ่มคนต่อต้านไม่เอา ม.112 มาประท้วงหน้าศาลอาญา ว่า ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ของศาลอาญาดูเเลรักษาความสงบ ซึ่งก็ไม่มีเหตุการณ์ร้ายเเรงหรือลุกลาม ส่วนที่มีการเผาตำรา หรือเเจกเอกสารนั้นก็เป็นการเเสดงความไม่เห็นด้วยในกระบวนการยุติธรรมเเละเเสดงออกทางสัญลักษณ์ ทางศาลอาญาก็จะไม่มีการดำเนินคดีอะไรกับคนกลุ่มนี้ เพราะจะเป็นการต่อความยาว ผู้ชุมนุมก็ชุมนุมบริเวณข้างหน้าศาลไม่ได้เข้ามาชุมนุมในเขตรั้วของศาล โดยตนคิดว่า คงจะไม่มีเหตุการณ์ลุกลามไปกว่านี้เเล้ว เพราะทางศาลอาญามีการชี้เเจงผ่านสื่อมวลชนไปเเล้วถึงคดีของนายสมยศ เเละเชื่อว่าประชาชนทั่วไปซึ่งเป็นคนส่วนมากเเละมีความคิดเป็นกลางจะมีความเข้าใจ   แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือ คนบางกลุ่มมีการปลุกระดมเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือโดยการดึงต่างประเทศ เช่น สหภาพยุโรป(อียู)เข้ามา ซึ่งตนก็ไม่เเน่ใจว่าทางต่างประเทศจะมีความเข้าใจในวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมของประเทศไทยหรือไม่ เเต่ที่ตนเชื่อว่าจะไม่บานปลายเพราะกระบวนการยุติธรรมเรามีบทบัญญัติชัดเจนเเละตรวจสอบได้

                นายทวี กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีบทความของนาย วีรพัฒน์ ปริยวงศ์ นักกฎหมายอิสระ นั้นหลังจากที่ทางสื่อมวลชนได้ลงข่าวไปเเละมีบทความชี้เเจงมาจากวีรพัฒน์อีกครั้งนั้น ทางศาลก็ไม่ติดใจที่จะถือสาหาความอีก เเละจะถือเป็นการเเสดงความคิดเห็นทางวิชาการ ซึ่งบทความในครั้งเเรกมีลักษณะที่สั้นเกินเเละมีความเเข็งกร้าว ส่วนบทความชี้เเจงครั้งที่สองมีการอธิบายรายละเอียดของเจตนาที่ต้องการจะสื่อสารมากขึ้น ก็ถือเป็นบทเรียนไป ซึ่งทั้งฝ่ายศาลเเละนักวิชาการต้องมองให้ละเอียดมากขึ้น เเต่ในส่วนของกรณีอื่นๆ ก็จะดำเนินการตรวจสอบต่อไป อาทิเช่น กรณีของ นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็มีลักษณะเเข็งกร้าวเกินพอสมควรมีเเนวคิดเเละบทความที่สื่อออกมาที่จะเสียหายต่อสถาบันเเละศาล รุนแรงและแข็งกร้าวมากว่านายวีรพัฒน์เป็นสิบเท่า ซึ่งตนมองว่าสุ่มเสี่ยงมาก ทางศาลกำลังดำเนินการตรวจสอบ เเละพิจารณาต่อไปว่าจะออกหมายเรียกมาสอบถามหรือไม่