ข่าว

'ผบ.ทบ.'ชี้ต้องร่วมมือแก้ปมพระวิหาร

'ผบ.ทบ.'ชี้ต้องร่วมมือแก้ปมพระวิหาร

25 ม.ค. 2556

'ผบ.ทบ.'ชี้แก้ปมพระวิหารทุกฝ่ายต้องหารือร่วมกัน เตรียมถกแนวทางปฎิบัติ หากคำตัดสินไม่เป็นไปตามที่ต้องการ ยันจะไม่ใช้ก้าวร้าวเพราะเป็นประเทศอารยชน

              25 ม.ค.56  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เรียกประชุมหน่วยงานด้านความมั่นคงประชุมเกี่ยวกับคดีเขาพระวิหารว่า ถือเป็นการประชุมคณะกรรมการดำเนินงานร่วมกันระหว่างรัฐบาลและฝ่ายความมั่นคง เพื่อติดตามความคืบหน้าของสถานการณ์ต่างๆ การดำเนินการในเรื่องของศาลโลกมีความคืบหน้าไปอย่างไร รวมถึงแนวทางในการดำเนินการต่อไป ทั้งนี้ทางทีมกฎหมายคดีปราสาทพระวิหารได้วิเคราะห์ว่าศาลโลกอาจจะมีคำตัดสินออกมาเป็น 4 แนวทาง แนวทางไหนที่ไม่ดีเราก็ไม่ต้องการให้เกิดขึ้น และต้องหาหนทางปฎิบัติต่อไป ต้องไม่ใช้ความก้าวร้าวต่อกัน เราเป็นประเทศอารยชนแล้ว

                พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงแนวทางการปฎิบัติงานของทหารตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า มีแนวทางปฎิบัติที่ชัดเจนอยู่แล้ว โดยดำเนินการตามแผนป้องกันชายแดน หากมีการปะทะกันก็จะก้าวเข้าสู่แผนเผชิญเหตุ ในวันนี้ก็วางกำลังตามนั้น แต่ทั้งหมดก็ต้องมาจบด้วยการพูดคุยเพราะทำสงครามกันไม่ได้ ต้องรักษากติกาในพื้นที่ที่ยังเป็นข้อพิพาทหากใครผิดก็ต้องประท้วงกัน สำหรับพื้นที่ที่มีเส้นเขตแดนชัดเจนอยู่แล้วก็รุกล้ำมาไม่ได้ ต้องมีการเจรจาบอกให้หยุดการดำเนินการ ต่างฝ่ายก็กลับเข้าพื้นที่ของตัวเอง อย่างไรก็ตามการดำเนินการต่างๆจะต้องถามความคิดเห็นของประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ด้วย เพื่อนำมาเป็นข้อมูลในการตัดสินใจว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป แนวทางการปฎิบัติของเจ้าหน้าที่ในปัจจุบันสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนในพื้นที่หรือไม่ หากมีความเดือดร้อนตรงไหนก็ต้องช่วยเหลือ รวมถึงหากมีเหตุการณ์กระทบกระทั่งกันตามแนวชายแดน ก็จะต้องเตรียมการดูแลประชาชนเหล่านี้ด้วย เพราะไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตามรัฐบาลจะต้องเข้าไปดูแล เรื่องการรบกันเป็นสิ่งสุดท้าย ไม่ใช่ใครอยากจะรบหรือบ้าสงคราม

                เมื่อถามว่า การหารือกับนายกฯในครั้งนี้จะเสนอแนวทางการปฎิบัติต่อคำตัดสินของศาลโลกไม่ว่าจะออกมารูปแบบใดหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า คงไม่ใช่ การแก้ปัญหาครั้งนี้อยู่ในระดับของรัฐบาลลงมา ที่ประกอบด้วยหลายกระทรวง ทบวง กรม ในด้านฝ่ายความมั่นคงอยู่ในส่วนของกำลังในการปฎิบัติ ซึ่งขั้นตอนนี้เลยขั้นตอนที่จะปฎิบัติตามแผนป้องกันประเทศในระดับแรก คือถ้าเป็นพื้นที่ที่มีเส้นเขตแดนชัดเจน มีการรุกล้ำเข้ามา จะสามารถใช้กำลังได้โดยทันทีตามอำนาจของกองทัพที่มีอยู่ แต่พื้นที่ที่ยังมีปัญหาก็ต้องพูดคุยกันก็ต้องใช้กระบวนการ ในวันนี้เป็นกระบวนการของศาลโลก ก็ต้องแก้กันในระดับศาลโลก เขาจะตัดสินว่าอย่างไร รัฐบาลก็ต้องมาหารือกันว่าจะทำอย่างไร จะต้องปฎิบัติตามหรือไม่ ถ้าไม่ปฎิบัติตามแล้วจะเกิดอะไรขึ้นซึ่งมีกติกามากมาย ไม่ใช่ว่าจะยังไงก็ได้ คิดตามใจตัวเอง อันไหนได้ประโยชน์ อันไหนถูกใจก็เอา คิดว่าไม่ได้เพราะผิดกติกา เอกสารมีมากมายไม่ใช่อ่านวันเดียวจบ อย่าคิดง่ายๆและอย่างใช้ความรู้สึกในการทำงาน เพราะปัญหาจะตามมา ทุกคนรักชาติอยู่แล้วและเป็นหน้าที่ของกองทัพ แต่ต้องหารือร่วมกันว่าจะทำอย่างไร

                

 

รับระหว่างวันอาจเกิดช่องว่างเปิดโอกาสโจรใต้ทำร้ายครู

               พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ ถึงกรณีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ต้องการให้เจ้าหน้าที่หาช่องว่างกรณีที่ผู้ก่อความไม่สงบเข้าไปทำร้ายครูในโรงเรียนว่า เราได้มีการปรับแผนกันมาโดยตลอด ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็ถามมา ตนก็ได้ชี้แจงและท่านก็ไม่ได้ติดใจหรือสงสัยอะไร เพราะในหลายพื้นที่เรามีกติกาข้อตกลงร่วมกับครูทั้งไทยพุทธและมุสลิม แต่พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ชุมชนมุสลิม ครูก็เป็นมุสลิมที่สอนลูกหลานของเขา แต่เขาก็ยังทำได้ เราต้องประณามคนพวกนี้ ในส่วนของเจ้าหน้าที่ก็ทำหน้าที่ของตัวเอง           

               “สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโรงเรียนบ้านตันหยง หมู่ 4 ต.บาเระใต้ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส นั้น เขาไม่ได้ร้องขอทหารให้ไปอยู่ในโรงเรียน ตามข้อตกลงทหารดูแลเพียงภายนอกโดยบูรณาการร่วมกับ ตำรวจ ชรบ.อรบ. ลาดตระเวนไปมา ซึ่งต้องยอมรับว่า ตลอดทั้งวันอาจจะมีช่องว่างนิดหนึ่งที่สามารถทำให้ก่อเหตุได้ แต่ถ้าต้องการให้อุดช่องว่างให้หมดก็ต้องเอาทหารลงไปให้เต็มพื้นที่และต้องให้กำลังพลประมาณแสนนาย และในเมื่อมีช่องว่างอยู่ก็ต้องไม่ดูว่าเกิดจากอะไร เพราะโรงเรียนจ้างคน 2 คนดูแลโรงเรียน เขาต้องการแค่นั้น แต่ปรากฏว่า ในเวลาเกิดเหตุ 2 คนนั้นไปละหมาดนั้นคือ ช่องว่าง จึงต้องไปแก้ที่ระบบว่าต้องทำอย่างไร เพราะทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับทางโรงเรียนและเป็นความพอใจของเขา ทั้งนี้ทางโรงเรียนก็ไม่ได้มาต่อว่าเจ้าหน้าที่ แต่เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดชอบ” ผบ.ทบ.กล่าว

               พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า ได้สั่งการให้กองทัพภาคที่ 4 ส่วนหน้า บูรณาการร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ กำลังฝ่ายพลเรือนให้ได้ ทุกอย่างเราทำเต็มที่ อย่างไรก็ตามทุกสิ่งทุกอย่างไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า มีเจ้าหน้าที่มากหรือน้อย แต่อยู่ที่ความเอาใจใส่ ความร่วมมือของเป้าหมายที่มีความเสี่ยง ตนไม่ได้โทษคนเสียชีวิตและไม่ได้ต้องการให้ใครตายแม้แต่คนเดียว แต่การเสียชีวิตทุกครั้งจะส่งผลกระทบต่อเจ้าหน้าที่ ก็ต้องไปหาสาเหตุกันมาว่า มาจากตรงไหน เมื่อวันที่ 24 ม.ค.ที่ผ่านมา ก็มีเจ้าหน้าที่ถูกยิง ซึ่งเขาก็ไปทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัยครู เมื่อครูกลายเป็นเป้าหมาย ครูมีกี่พันคน กี่ร้อยโรงเรียน เกิดเหตุมา 1 เหตุการณ์ ก็ต้องแก้กัน

               "เหตุการณ์ในภาคใต้ที่ยังมีอยู่เพราะยังมีคนพวกนี้ และสามารถกำจัดได้คือ 1.กฎหมาย 2.ทำความเข้าใจเอาเขากลับมาร่วมกันพัฒนา มีแค่ 2 วิธีนี้เท่านั้น และถ้ายังทำไม่ได้ก็จะมีคนลอบมาทำร้ายแบบนี้ เราก็ต้องป้องกัน การสั่งการแต่ละครั้งตนคิดว่า ครอบคลุมแล้ว นโยบายของรัฐบาล กอ.รมน. หรือหน่วยงานอื่นๆ สั่งละเอียดหมดทุกเรื่อง เหลือเพียงแค่ต้องไปยืนอยู่กับเขา ปัญหาอยู่ที่การดำเนินการไปสู่ขั้นตอนการปฎิบัติ บางครั้งยังไม่ได้ 100% เพราะต้องสั่งคน 6 หมื่นคนเพื่อทำงาน และอยู่คนละหน่วยงานกันไม่ใช่เรื่องง่าย ตนย้ำเสมอทุกเรื่องที่เป็นนโยบายต้องลงไปให้ถึงพลทหาร ให้เขารู้ว่าต้องทำอะไร แต่ต้องมีบางจุดที่รั่วไหล ผิดพลาด ต้องแก้และลงโทษ แต่ไม่ใช่ว่าล้มเหลวทั้งหมด อย่างไรก็ตาม อยากให้ทุกคนระมัดระวัง ช่วยเจ้าหน้าที่ ลดเป้าหมายตัวเอง ไม่ใช่สถานการณ์ไม่ดีแต่ยังสัญจรไปมา พอเจ้าหน้าที่จะไปด้วยก็ไม่ให้ไป กลัวอันตราย" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว