
ความสง่างามของ'นักวิชาการ'รักษากันไว้ให้ดี
ความสง่างามของ'นักวิชาการ'รักษากันไว้ให้ดี : ต่อปากต่อคำ โดยดร.อมร วาณิชวิวัฒน์ [email protected]/ twitter@DoctorAmorn
ความเป็นนักวิชาการมีโอกาสดีกว่าอาชีพอื่นๆ ตรงที่สามารถแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ผู้อื่นแล้วมีคนรับฟังใคร่ครวญ เพราะพวกเราได้รับเกียรติเป็นอย่างยิ่งจากสาธารณะ โดยเฉพาะในสังคมไทย ถ้าเราวิเคราะห์วิจารณ์ด้วยหลักเหตุผลและบนพื้นฐานความเป็นวิชาการจริงๆ
แต่วันนี้ ผมเองเป็นหนึ่งในนักวิชาการ ผู้ยึดมั่นกับจรรยาบรรณในวิชาชีพอย่างค่อนข้างเข้มข้นคนหนึ่ง ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างที่รู้สึกห่วงใย และไม่อาจวางเฉยโดยไม่บอกกล่าวให้ท่านทั้งหลายรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเหล่านั้น
อย่างที่เห็นได้ชัดเจนมากเรื่องหนึ่ง คือ ความย่อหย่อนของระบบการศึกษา ที่เคยเล่าให้ฟังก่อนหน้านี้ว่า World Economic Forum เคยสำรวจคุณภาพการศึกษาของเด็กไทย กับเพื่อนบ้านอีก 8 ประเทศ ไม่รวมลาว กับ กัมพูชา เขาสรุปว่า เราได้ที่ 8 จะภูมิใจหรือคิดเป็นอย่างอื่นอย่างไรคงตอบคำถามกันเองได้ สิ่งที่เกิดขึ้นคงไม่สามารถไปกล่าวโทษว่าเป็นความผิดพลาดของเด็กหรือระบบการศึกษาแต่เพียงอย่างเดียว คุณภาพครูซึ่งจะต้องทำหน้าที่ขัดเกลา บ่มเพาะลูกศิษย์ลูกหา ยังคงเป็นปัญหาที่รัฐบาลส่วนมากทราบดีว่าอะไรเป็นอะไร แต่มักจัดความสำคัญไว้ท้ายๆ เพราะถึงครูจะมีจำนวนมากทั่วประเทศเป็นฐานเสียงที่สำคัญ แต่ในแง่อำนาจหน้าที่ให้คุณให้โทษคนอื่นไม่หนักหนาสาหัสเหมือนบางองค์กร อย่างตำรวจ ดีเอสไอ ป.ป.ท. ทำให้การจะให้นักการเมืองหันมาสนใจแก้ไขปัญหาถูกละเลยมายาวนาน
ประการสำคัญ แนวคิด "การประกันคุณภาพการศึกษา (quality assuarance)" ซึ่งมีตัวชี้วัดต่างๆ มากำหนดนั้น ส่วนใหญ่เป็นแบบแผนปฏิบัติเพื่อให้เป็นไปตามเป้าประสงค์ในกรอบงบประมาณแผ่นดินที่ได้รับจัดสรร หรือมองในการบรรลุวัตถุประสงค์องค์รวมมากกว่าการลงไปเจาะถึงแก่นในเชิงพฤติกรรมกับตัวผู้เรียนและตัวผู้สอน ทำให้ระบบที่ออกแบบมาเหมาะกับเอาไปขึ้นเงินเดือนรับโบนัส มากกว่าจะสามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชนในแง่การพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างจริงจัง
ยิ่งกว่านั้น วันนี้หลายสถาบันหันมาทำกิจกรรมนอกหลักสูตรกันมากมาย เหมือนสถาบันการเงินอย่างพวกธนาคาร ปัจจุบันได้ขยายเครือข่ายทำธุรกิจเรื่องอื่นๆ ที่มองว่าเกี่ยวเนื่องมีศักยภาพทำได้ แต่ถึงที่สุด งานรับฝาก ปล่อยกู้ น่าจะเป็นภารกิจหลักของธนาคารที่ควรทำให้ได้ดุล ควบคุมให้กระแสไหลเวียนของเงินในตลาดเงินสามารถดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าการจับงานหลายๆ ด้าน
เช่นเดียวกัน ในเรื่องภารกิจทางวิชาการที่มีงานสอนงานวิจัยไม่ค่อยทำกัน แต่กลับไปเน้นกิจกรรมว่าด้วย "การสำรวจความคิดเห็น หรือ เรียกง่ายๆ ว่า เป็นการทำโพลล์" ณ วันนี้ พากันผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด และยากต่อการตรวจสอบความแม่นตรง และความอิสระทางความคิดกรรมวิธีในการสำรวจความคิดเห็นเป็นอย่างยิ่ง เพราะไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่า การหยั่งเสียงต่างๆ เป็นเครื่องมือที่สำคัญทางการเมืองหากทำกันอย่างถูกต้องตามระเบียบวิธีวิจัย ทำให้การเมืองได้เข้าไปแทรกแซงอยู่หลายโพลล์อย่างที่รู้กันดี
บางสำนัก ถึงกับกล้าออกมาระบุผลแพ้ชนะกันได้ล่วงหน้า ผมเองไม่ขัดข้องต่อการทำโพลล์ของสถาบันต่างๆ แต่ปัญหาที่พบเห็น คือ หลายสำนักโพลล์ต้องยอมรับกับสาธารณชนว่า ตนเองมีสังกัด และทำโพลล์ตอบสนองต่อฝ่ายการเมืองอย่างชัดเจน สิ่งเหล่านี้ต้องเตือนถึงผู้เกี่ยวข้องด้วยความหวังดีว่า การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กรุงเทพมหานครอาจเป็นสนามการแข่งขันที่อาจดูไม่หวือหวาเหมือนการเลือกตั้งสนามใหญ่ แต่ "เดิมพัน" สูงยิ่งอย่างที่เคยบอก ทำให้การแพ้ชนะของแต่ละพรรคการเมืองย่อมมีผลต่อการอยู่รอดของพรรคในอนาคต
เมื่อเป็นเช่นนี้นักวิชาการไม่ควรถูกหลอกใช้หรือยอมให้เขาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อแลกกับเบี้ยยังชีพเศษเงินเหล่านั้น ผมอยากให้ทุกคนเชื่อมั่นว่าศักดิ์ศรีความเป็นนักวิชาการไม่สามารถซื้อหาได้ ต้องสร้างบ่มเพาะมายาวนาน เมื่อได้เห็น "หลายคนเปลี่ยนไป" ไม่แตกต่างไปจากข้าราชการประจำบางหน่วยงานที่รักจะก้าวหน้าต้องวิ่งเต้น หรือทำอะไรก็ได้เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายเป็นหลักใหญ่ จึงต้องนำมาพูดคุยกันให้ช่วยสำนึกและหาทางร่วมกันแก้ไขให้สังคมนี้พัฒนาสูงขึ้นกว่านี้



