
3อดีต'ขุนคลัง'วิพากษ์'รบ.ปู'ก่อหนี้!!
'กับดักประชานิยม' ฉุดไทยเสี่ยง 3 ขุนคลังเตือนรัฐขาดวินัยสัญญาณอันตราย
ในงานเสวนาประจำปีของสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ในหัวข้อ "โจทย์ท้าทาย อนาคตเศรษฐกิจไทยปี 2556" มีผู้ร่วมเสวนาซึ่งเป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้แก่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล, นายกรณ์ จาติกวณิช และนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ต่างมีมุมมองสอดคล้องว่า เศรษฐกิจไทยในอนาคตยังมีความเสี่ยงสูงจากการดำเนินนโยบายประชานิยมของรัฐบาล ทั้งในส่วนของการก่อหนี้ภาครัฐและภาคประชาชน โดยการละเมิดวินัยการคลัง
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล กล่าวว่า การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ถือว่ามีความจำเป็นในการเตรียมพร้อมรับมือการเป็นศูนย์กลางทางการค้า ซึ่งหากรัฐบาลจะเร่งเดินหน้าใช้เงินลงทุน 2.2 ล้านล้านบาท ก็ขอให้เป็นการใช้เงินอย่างมีศักยภาพสูงสุด เพราะขณะนี้หนี้สาธารณะของรัฐบาลกำลังมีสัญญาณอันตราย แม้ปัจจุบันจะมีภาระหนี้เพียง 43.9% หรือ 4.9 ล้านล้านบาท แต่จากนโยบายประชานิยมที่ส่อเค้าว่าจะเพิ่มหนี้ในอนาคตอีกมาก เช่น การคืนเงินภาษีรถยนต์คันแรกอีก 6 หมื่นล้านบาท การจ่ายหนี้คืนให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) อีก 1.99 แสนล้านบาท รวมถึงการเพิ่มทุนธนาคารเฉพาะกิจของรัฐอีกประมาณ 1 แสนล้านบาท
นอกจากนี้ รัฐบาลยังเดินหน้ากู้เงินนอกงบประมาณ ทั้งการกู้เงินให้กองทุนประกันภัยพิบัติ 5 หมื่นล้านบาท กู้เงินลงทุนป้องกันน้ำท่วม 3 แสนล้านบาท และกู้เงินลงทุนโครงส้รางพื้นฐานอีก 2.2 ล้านล้านบาท หากนับรวมจะมีหนี้ภาครัฐเพิ่มเป็น 7.96 ล้านล้านบาท อย่างไรก็ตาม ในอนาคตมองว่าจะมีหนี้เพิ่มเข้ามาอีกจากการเดินหน้าโครงการจำนำข้าว โดยหากคิดรวมผลขาดทุนของปี 2555 อีก 1.4 แสนล้านบาท และจากปี 2556 จนถึงปี 2562 คาดว่าจะขาดทุนอีก และเป็นภาระหนี้อีก 1.47 ล้านล้านบาท ส่งผลให้หนี้สาธารณะอาจขึ้นไปแตะที่ระดับ 10.3 ล้านล้านบาท หรือ 63.7% ของจีดีพีในปี 2562 ซึ่งมองว่าในจีดีพีช่วงนั้นจะอยู่ที่ 16 ล้านล้านบาท
"นโยบายประชานิยมคงจะไม่หมดไป เพราะรัฐบาลนี้ไม่มีใครยึดวินัยการคลังแม้แต่คนเดียว แถมยังขาดความละอาย รู้อยู่แล้วว่ามีความเสียหายจริง แต่ยังมักง่ายไม่คำนึงถึงประเทศชาติ ที่สำคัญเรากำลังเข้าสู่กับดักของประชาธิปไตยที่ทุกพรรคจะเอาแต่นโยบายประชานิยมมาหาเสียงแข่งขันกัน" ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าว
ด้าน นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ที่ผ่านมา ประเทศไทยเติบโตมาได้อย่างดี และมีแนวโน้มว่าอีก 20 ปีข้างหน้า ไทยน่าจะก้าวขึ้นเป็นผู้นำในด้านต่างๆ ได้ ทั้งด้านการผลิตสินค้าที่สำคัญ เพราะไทยมีความพร้อมทั้งเรื่องการผลิตและเป็นแหล่งวัตถุดิบ จึงตั้งความหวังได้ที่จะเห็นจีดีพีขึ้นไปถึง 50 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 5 เท่าจากปัจจุบัน และมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 5% บวกเงินเฟ้อ 3% รวมเป็น 8% แต่สิ่งที่เป็นอุปสรรคสำคัญคือการดำเนินนโยบายของรัฐบาลบางประการที่ไม่สนับสนุนการพัฒนาดังกล่าว เช่น การกู้เงินลงทุนด้านน้ำ ที่ออกเป็น พ.ร.ก. แต่มาถึงวันนี้ครบรอบ 1 ปี มีการใช้เงินไปเพียง 4 พันล้านบาท จาก 3 แสนล้านบาท ทั้งๆ ที่เคยท้วงติงแล้วว่ารัฐบาลจะใช้เงินไม่ทันและควรไปใช้เงินจากงบประมาณจะเหมาะสมกว่า
"การลงทุน 2 ล้านล้านบาทนั้น หากเงินไม่ตกหล่นรายทางมากจนเกินไปก็อาจจะเกิดประโยชน์กับระบบเศรษฐกิจจริง แต่มองว่าอาจกลายเป็นข้ออ้างให้รัฐบาลออกกฎหมายกู้เงินมาใช้โดยไม่ยึดถือวินัยการคลังอีกในอนาคต" นายกรณ์กล่าวและว่า รวมทั้งเห็นว่าการดำนินนโยบายเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมของรัฐบาลนั้น น่าผิดหวังที่สุด มีแต่เน้นช่วยคนชั้นกลางบางส่วนกับคนรวยมากกว่า ทั้งการลดภาษีนิติบุคคลและการปรับภาษีบุคคลธรรมดา ขณะที่ภาษีอื่นๆ ที่ควรจะปรับขึ้นก็ไม่เร่งดำเนินการ
ขณะที่ นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อีกหนึ่งอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ปัจจัยเสี่ยงต่อความยั่งยืนของเศรษฐกิทยไทยมีทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยระยะสั้นคงไม่พ้นเรื่องของเงินทุนจากต่างประเทศที่ไหลเข้ามา จนส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น ซึ่งจะกระทบต่อการส่งออก ทำให้แผ่วลงเรื่อยๆ เพราะเดิมก็มีปัญหามาจากการปรับค่าแรงและเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าอยู่แล้ว ดังนั้น หากมาผสมกับนโยบายของรัฐบาล ยิ่งทำให้การแก้ปัญหายากขึ้น
"การใช้นโยบายประชานิยมกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงนี้เป็นการใช้ยาโด๊ปในภาวะที่ไม่ได้ป่วยไข้ จึงไม่ได้ผล เพราะปีก่อนมีการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบและมือประชาชนไปมากแล้วจนเกิดการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย จนกลายเป็นหนี้ครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้นมากและเป็นปัญหาที่ต้องระมัดระวังในปีนี้ต่อเนื่องปีหน้า" นายธีระชัยกล่าว
ส่วนความเสี่ยงระยะยาวนอกจากเรื่องหนี้สาธารณะแล้ว ยังมีเรื่องปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นที่ปัจจุบันมีการรับสินบนใต้โต๊ะกันสูงมาก และการไม่มีระบบคุ้มครองข้าราชการ ทำให้ไม่กล้าท้วงติงหากเห็นว่าไม่เหมาะสม จึงขอเสนอให้รัฐบาลมีการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ กำหนดกรอบต่างๆ ให้ชัดเจน ทั้งเรื่องการก่อหนี้ ต้องมีเพดานชัดเจนต้องรายงานสภา และต้องมีการหารายได้ที่ชัดเจนมาใช้ในนโยบายประชานิยม



