
'สุกำพล'โบ้ยถาม'ปู'ปมปรับครม.
'สุกำพล' โบ้ยถาม 'นายกฯ' ตัดสินใจปรับครม. หลัง 'ชุมพล' เสียชีวิต ยินดีรับเรื่อง 'เสื้อแดง' กดดันออกพรก.นิรโทษฯ ขู่ฟันโทษหนักทหารเอี่ยวลอบขน 'โรฮิงญา'
23 ม.ค.56 พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงความจำเป็นที่จะต้องปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายหลังนายชุมพล ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาเสียชีวิตว่า เรื่องนี้ต้องไปถาม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ เพราะตนคงตอบไม่ได้ ซึ่งคงต้องมีคนมาทำหน้าที่แทนก็เท่านั้น ส่วนกระแสข่าวต่างๆต้องเป็นหน้าที่ของนายกฯ ถามตนตนคงตอบแทนไม่ได้
เมื่อถามถึงกรณีกลุ่มคนเสื้อแดงกดดันให้รัฐบาลออก พรก.นิรโทษกรรม พล.อ.อ.สุกำพล กล่าวว่า รัฐบาลถูกกดดันมาหลายครั้งในเรื่องนี้ ทั้งเสื้อเหลือง เสื้อแดง ก็กดดันทั้งนั้น เราก็รับไว้ดู อย่างไรก็ตามกองทัพและรัฐบาลก็มีจุดยืนของตัวเองเสมอในการทำให้ดีที่สุดเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน
'สุกำพล' ปัดตอบปม 'ปชป.' เจรจาลับ 'ฮุนเซน'
พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีสำนักต่างประเทศรายงานว่าสมเด็จ ฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ระบุว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ต้องการเจรจาลับในเรื่องพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลกับทางกัมพูชาที่ประเทศฮ่องกงว่า ตนก็รับทราบ แต่เชื่อนายฮุนเซนหรือไม่ หากเชื่อก็เป็นแบบนั้นแหละ ตนคงตอบแทนหรือวิเคราะห์ไม่ได้ในเรื่องนี้ หากถามว่าตนเชื่อหรือไม่แล้วสื่อเชื่อเรื่องนี้หรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้ไม่ต้องไปหารือกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นากยกฯ ในการประชุมวันที่ 25 มกราคม ในเรื่องคดีพระวิหาร เพราะเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกัน
'สุกำพล' ชี้ลอบเผา 'ซีซีทีวี' เป็นเรื่องขัดแย้งธุรกิจ
พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงการลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เมื่อวันที่ 22 ม.ค.ที่ผ่านมาว่า ยืนยันเหมือนเดิมว่า ดีขึ้น ไม่ว่าช่วงวันปีใหม่ วันครู วันเด็ก ซึ่งถือว่า ทหารเราทำงานหน้าที่ได้ดีขึ้น ปัญหาน้อยลง ส่วนเหตุการณ์ยิงกันในพื้นที่อาจเป็นเรื่องการแก้แค้นกันบ้าง การโยนปัญหาดังกล่าวมาเป็นเรื่องการก่อความไม่สงบ มันง่าย
ทั้งนี้ตำรวจจะต้องมีการสอบสวนให้ชัดเจนว่า เป็นคดีความมั่นคงหรือไม่ หรือเป็นเรื่องการแก้แค้น ฆ่ากันตายธรรมดา ในช่วงปีใหม่สามารถจับกุมอาวุธได้จำนวนมากประมาณ 48 กระบอก ตำรวจมีการสอบสวนได้ดีมากจึงได้รู้ว่า นำอาวุธไปฝัง ซ่อนที่ไหนบ้าง ถือเป็นความร่วมมือที่ดีมาก ซึ่งขณะนี้นโยบายนิ่งมานานมากแล้ว ทำให้การปฏิบัติง่ายขึ้น ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงกันทุกวัน ส่วนการเผากล้องวงจรปิด (ซีซีทีวี) คงเป็นไปตามที่ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี เคยพูดไว้ว่า เป็นเรื่องขัดแย้งทางธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยบ้าง แต่จะเกี่ยวข้อง 100 % หรือไม่คงตอบไม่ได้
'สุกำพล' ขู่ฟันโทษหนัก! ทหารเอี่ยวลอบขน 'โรฮิงญา'
พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงการแก้ไขปัญหาชาวโรฮิงญาที่อพยพเข้ามายังประเทศไทยว่า เป็นเรื่องของหลายหน่วยงานที่ต้องเข้ามาพูดคุยกัน ไม่ใช่กระทรวงกลาโหมหน่วยงานเดียว ชาวโรฮิงญาเป็นปัญหาที่อยู่ปลายน้ำ เมื่อมาถึงบ้านเราแล้วจะไล่ไปก็ลำบากจึงต้องรับเอาไว้ จะเห็นว่าภายในระยะเวลาเพียง 3 เดือนที่ผ่านมา ตั้งแต่งบประมาณปี 2556 มานี้มีชาวโรฮิงญาอพยพมาประเทศไทยแล้วถึง 4,000 คน ถือว่าสูงมาก ถามว่า มีชาติอื่นอยากรับไหม ตอบได้เลยว่า ไม่มี นั่นคือข้อเท็จจริง ส่วนที่มีคนออกมาแนะนำว่า ให้ไปคุยกับประเทศพม่า ตนบอกว่า มีคนไปคุยมาแล้วหลายรอบ ตั้งแต่ก่อนที่ตนจะมาเป็นรมว.กลาโหมอีก ทางพม่าพูดคำเดียวว่าชาวโรฮิงญา ไม่ใช่ชาวพม่า เขาจึงไม่ยอมรับ ทำให้เกิดปัญหา เมื่อเกิดปัญหามาก็ต้องแก้กัน
“เวลาคุยกันต้องใช้องค์กรระหว่างประเทศ เพราะปัญหาการอพยพจากการสู้รบของประเทศเพื่อนบ้านและหลบหนีเข้ามายังประเทศไทย มีจำนวนถึงประมาณ 140,000 คน ใน 7 ค่ายที่มีอยู่ในประเทศ เพราะเราเป็นม้าอารี รับมาตั้งแต่สมัยที่ยูเอ็นบอกให้รับไว้ แต่มีบางส่วนส่งไปประเทศที่ 3 บ้างแล้ว ปัญหานี้สะสมมากว่า 20 ปี คนที่อพยพเข้ามาอยู่ในค่ายอพยพของประเทศไทย คนแรกๆก็ตายไปบ้างแล้ว ส่วนที่ยังอยู่ก็มีลูกมีหลาน บางคนเกิดในค่าย ยังไม่รู้ว่า ตนเองมีสัญชาติอะไร ปัญหามีมากมายจะให้กระทรวงกลาโหมแก้เพียงหน่วยงานเดียวคงไม่ได้ ดังนั้นต้องมีการพูดคุยกันหลายๆภาคส่วน” รมว.กลาโหม กล่าว
วันนี้เราควบคุมตัวชาวโรฮิงญาเป็นบุคคลหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ต้องดูแลกันไปจะถามว่า จะทำอย่างไรต่อไป ตอนนี้คงตอบยาก มีอีกปัญหาหนึ่งถือว่า เป็นดาบสองคม หากเราพูดแล้วเหมือนว่าจะโหดร้าย ถ้าเราดูแลพวกเขาดี คราวนี้ก็ยกหูโทรกันเข้ามากันมาก เท่านี้ถือว่าเยอะแล้ว 3-4 เดือน เข้ามาถึง 4,000 คน ปีก่อนมาเพียง 100 -200 คนเท่านั้น เราจะผลักดันออกไปเลยก็ไม่ได้ ส่วนที่มีข่าวว่ามีทหารเข้าไปเกี่ยวข้องกับการอพยพหลบหนีของชาวโรฮิงญานั้น ถ้าเราตรวจสอบและพบว่ามีการกระทำดังกล่าวจริงจะต้องลงโทษสถานหนักอยู่แล้ว เพราะถือว่าเป็นพวกไม่รักชาติ ไม่ถูกต้องกับการมาหากินอย่างนี้ ซึ่งกรณีนี้กองทัพภาคที่ 4 ได้ตรวจสอบแล้ว แต่ตนยังไม่ได้รับรายงาน
'สุกำพล' โปรยยาหอม 'สทป.' พร้อมหนุนวิจัย
พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม เป็นประธานเปิดงานเนื่องในโอกาสครบรอบวันสถาปนา 4 ปี ก้าวสู่ปีที่ 5 ของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (องค์การมหาชน) หรือ สทป. พร้อมทั้งกล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง“อีกก้าว...ในการสร้างแสนยานุภาพให้กองทัพไทยด้วยการพึ่งพาตนเอง” โดยพล.อ.อ.สุกำพล กล่าวว่า กระทรวงกลาโหมมีความชื่นชมและขอสนับสนุนสทป. ที่ถือว่าเป็นหน่วยงานภาคเอกชนที่เข้าร่วมกับกระทรวงกลาโหมที่สามารถพึงพาตนเองได้ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติ รวมถึงสร้างแสนยานุภาพให้กองทัพของไทย พร้อมทั้งเสริมสร้างกำลังรบของชาติ ทั้งนี้สำหรับแนวทางการวิจัยที่ผ่านมาประเทศไทยอยู่ในลำดับที่รั้งท้ายหากเปรียบเทียบกับชาติอื่น ๆ ทั้งที่พื้นฐานอยู่ในทำเลที่ดี และมีทรัพยากรมากมายจนไม่จำเป็นต้องกักตุน เราจะต้องให้ความสำคัญเรื่องนี้ เช่นการวิจัยไบโอเทคโนโลยีถือว่ามีความเข้มแข็งและเหมาะสมกับประเทศไทย เพราะรัฐบาลมีนโยบายให้ไทยเป็นครัวโลก
พล.อ.อ.สุกำพล กล่าวว่า สำหรับผลงานการวิจัยที่ผ่านมาของแต่ละเหล่าทัพมีจุดอ่อนที่ต่างฝ่ายต่างดำเนินการเองหรือบางอย่างของบประมาณไปแล้ว เมื่อผลิตยุทโธปกรณ์ออกก็ใช้ประโยชน์ไม่ได้ตามต้องการ ทำให้เปลืองงบประมาณ ต่อจากนี้ไปจะให้ทั้ง 3 เหล่าทัพได้บูรณการการวิจัยร่วมกัน เพื่อได้ทราบความต้องการของแต่ละเหล่าทัพและมองว่าเหล่าทัพไหนจะสนับสนุนเหล่าทัพอื่นได้บ้าง ทั้งนี้ในส่วนของรัฐบาลได้ให้ความสำคัญเรื่องการวิจัยและการส่งเสริม เพราะเคยแถลงต่อรัฐสภาว่าจะทำงานวิจัยให้ได้ร้อยละ 2 ต่อค่าจีดีพี ซึ่งถือเป็นความรับผิดชอบที่ต้องทำให้ได้ และต้องมีผลงงานออกมา หากทำไม่ได้ต้องชี้แจงเหตุผลให้ได้ว่าเพราะอะไร ถ้าเรามองในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สิงคโปร์ที่มีความก้าวหน้าเรื่องการวิจัยยุทโธปกรณ์ทั้งที่ประเทศของเขามีพื้นที่เล็ก แต่เขาอาศัยความร่วมมือกับบริษัทต่างชาติผลิตยุทโธปกรณ์จนสามารถส่งออกได้ จากการที่ตนเคยลงไปตรวจเยี่ยมหน่วยทหารในภาคอีสานก็พบว่าหน่วยทหารของเราใช้ปืนที่ผลิตจากสิงคโปร์ และประเทศมาเลเซียที่เป็นพื้นที่เหมาะแก่การตั้งนิคมอุตสาหกรรมในลักษณะนี้และรูปแบบการผลิตเลียนแบบมาจากสิงคโปร์
“ในฐานะที่สทป.จะย่างก้าวสู่ปีที่ 5 ผมต้องการเห็นสทป.เป็นศูนย์กลางชั้นนำในการผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพในประเทศและในอาเซียน โดยจะให้อยู่ในรูปแบบครบวงจร ทั้งการวิจัย ศูนย์ซ่อม การผลิตและการส่งออก เพราะหากไทยเข้าสู้ประชาคมอาเซียนก็เปรียบเสมือนเป็นไข่แดง นอกจากนี้ยังต้องการให้สทป.เป็นพ่องานหลัก เพราะต่อไปงบประมาณการวิจัยของแต่ละเหล่าทัพจะต้องมีการปรับลดให้น้อยลง โดยให้ดัดแปลงต่อเติมได้เล็กน้อย ส่วนเรื่องใหญ่จะให้สทป.เป็นผู้รับผิดชอบ และส่งต่อให้บริษัทเอกชนหรือโรงงานของกระทรวงกลาโหมที่มีอยู่ดำเนินการต่อ ทั้งนี้กองทัพถือเป็นลูกค้ารายใหญ่ อยากให้สทป.ผลิตยุทโธปกรณ์ตามความต้องการของกองทัพ เพราะกองทัพมีงบประมาณที่ชัดเจน เช่นรถหุ้มเกราะเฟิร์สบริด ซึ่งเป็นรถที่เราผลิตเองและกำลังใช้งานอยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และมีเป้าหมายส่งออกต่างประเทศ ซึ่งเรื่องนี้ทางภาคเอกชนมีความสนใจมาก เราต้องทำให้ได้ วันนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นอยากให้ภาคเอกชนเดินหน้าไปยังเป้าหมาย ซึ่งอาจต้องใช้เวลา โดยเฉพาะเรื่องความต่อเนื่อง เพราะต่อไปคนที่มาดูแลอาจจะเป็นรมว.กลาโหมคนอื่น ทั้งนี้อยากให้สปท.เป็นองค์กรที่พัฒนาประเทศให้มีความมั่นคง” รมว.กลาโหม กล่าว
จากนั้นพล.อ.อ.สุกำพล ให้สัมภาษณ์ว่า ที่ผ่านมาเราได้ทำจรวดระยะไกลที่สามารถยิงได้ประมาณ 200 กม. โดยได้พัฒนาเรื่องความแม่นย้ำจากจรวดธรรมดาเป็นจรวดนำวิถี ส่วนที่จะพัฒนาต่อไปคือรถเกราะ สาเหตุเพราะกองทัพบกยังมีความต้องการอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 200 คัน เนื่องจากก่อนหน้านี้ได้ดำเนินการจัดซื้อรถเกราะจากประเทศยูเครนมาแล้ว แต่ยังขาดอยู่อีก 2 กรม ที่มีความต้องการใช้งาน ซึ่งจะเกิดประโยชน์มากมาย เพราะบ้านเรามีจุดแข็งเรื่องยานยนต์ ทั้งนี้ปัจจุบันได้ตั้งชมรมขึ้นมาชื่อว่า ชมรมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่มี40 บริษัทเข้ามาร่วม ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการที่กองทัพจะทำและใช้อุปกรณ์เอง ซึ่งเริ่มจากรถยานเกราะ รวมทั้งยานไร้คนขับ (ยูเอวี) ที่จะดำเนินการต่อยอดจากที่มีใช้อยู่ โดยไม่ได้ดำเนินการเริ่มต้นจากศูนย์ เป็นความตั้งใจของเราและมีเอกชนเข้ามาร่วมด้วย เพื่อความก้าวหน้าต่อไป
พล.อ.อ.สุกำพล กล่าวต่อว่า สำหรับการแก้ไขปัญหาการวิจัยที่แต่ละเหล่าทัพต่างคนต่างทำนั้นสามารถแก้ไขได้ โดยงบประมาณด้านการพัฒนาที่จะให้แต่ละเหล่าทัพนั้นก็จะน้อยลงและมารวมอยู่สทป. ส่วนที่มีการมองว่าใช้งบประมาณวิจัยและพัฒนาสูงมากกว่าการซื้อจากประเทศนั้น ตนมองว่าไม่ เพราะยุทโธปกรณ์บางชิ้นต้องมี เช่นกระสุน ไปซื้อเขา หากรบกันแล้วเขาไม่ขายให้จะทำอย่างไร ซึงเป็นความจำเป็นที่ต้องมี บางอย่างถึงแม้ว่าจะแพงกว่าข้างนอกแต่จำเป็นต้องมี
"จริงอยู่ว่ารถเกราะมีขายข้างนอกมากมาย เราทำเองไม่ได้แพงกว่าแน่นอน เพราะเรามีความต้องการใช้จำนวนมากพอสมควร กองทัพบกต้องการใช้จำนวนกว่า200 คัน รวมทั้งยังมีกองทัพเรือ กองทัพอากาศ และตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) อีก หากมีเหลือก็ยังนำไปขายให้กับต่างประเทศได้อีก อีกทั้งรถเกราะไม่ได้มีเทคโนโลยีมาก และไม่ได้ทำยาก ทำไมจะทำรถเกราะเองไม่ได้ ส่วนยูเอวีเราก็จะต้องตาม เพราะที่ซื้อมาใช้ก็ทันสมัยแต่เราต้องต่อยอดจากที่มีอยู่ให้ดีขึ้นอาจจะมีการดัดแปลงในสิ่งที่เราขาดอยู่ เช่นระบบเซ็นเซอร์ " พล.อ.อ.สุกำพล กล่าว
เมื่อถามว่าแต่กองทัพบกมีรถเกราะยูเครนอยู่ในใจแล้ว พล.อ.อ.สุกำพล กล่าวว่า สามารถทำได้ เพราะยังไม่ครบ ไม่มีปัญหาซึ่งเขาต้องการ 1 กองพลทหารราบ แต่เขามีแต่ 1 กรม ขาดอีก 2 กรมประมาณ 200 กว่าคัน ทำไมจะต้องซื้ออีกก็อยากให้ทำเองบ้าง ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 2 ปี จะเริ่มการผลิตได้ อย่างไรก็ตามกองทัพบกถือเป็นหน่วยงานหนึ่งที่เข้ามาร่วมกับสทป.ที่เป็นผู้กำหนดความต้องการหากสามารถทำได้ตามความต้องการก็ไม่น่าจะมีปัญหา ซึ่งสเป็คต่างๆ ต้องเหมือนต่างประเทศ



