
'หลวงพ่อคูณ'บ่นอยากกลับวัด
'หลวงพ่อคูณ'บ่น'กูอยากกลับวัดบ้านไร่'แพทย์เผย ฉันอาหาร 3 มื้อได้เต็มที่ ระบุสัปดาห์หน้าจะรู้วันกลับวัดแต่ยังห่วงภาวะแทรกซ้อนทางเดินหายใจ
ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าอาการอาพาธของพระเทพวิทยาคม หรือหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ เจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ อ.ด่านขุนทด ที่เข้าพักรักษาอาการอาพาธด้วยภาวะปอดอักเสบ ที่ห้องผู้ป่วยพิเศษ 9821 ชั้น 8 อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ตั้งแต่เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2555 ที่ผ่านมา
ล่าสุดเมื่อเวลา 09.50 น. เมื่อวันที่ 23 มกราคม ที่ห้อง 9821 ชั้น 8 อาคารเฉลิมพระเกียรติ รพ.มหาราชนครราชสีมา นายแพทย์พินิศจัย นาคพันธุ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจ และหลอดเลือด โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา แพทย์ประจำตัวหลวงพ่อคูณ พร้อมด้วย นพ.นิพนธ์ ศุภรัตน์ชาติพันธ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญระบบทางเดินปัสสาวะ รพ.มหาราชฯ ได้เข้าตรวจอาการหลวงพ่อคูณ ภายหลังจากพยาบาลได้ทำการพ่นยาขยายหลอดลม ให้ฉันยาละลายเสมหะ และฉันภัตตาหารเช้าทางสายยางผ่านช่องท้อง ซึ่งหลวงพ่อคูณได้บ่นกับแพทย์ว่า "อยากจะกลับวัดบ้านไร่เต็มทีแล้ว"
นายแพทย์พินิศจัย กล่าวต่อว่า วันนี้อากาศยังคงเปลี่ยนแปลงหนาวสลับร้อนตลอด แต่จากการตรวจอุณหภูมิร่างกายไม่มีไข้แล้ว หลวงพ่อรู้ตัวและพูดจารู้เรื่องทุกอย่าง ซึ่งแพทย์ได้ให้ยาฆ่าเชื้อทางเดินปัสสาวะมาเป็นวันที่ 13 ทั้งในรูปยาฉีดทางหลอดเลือดดำและในยาฉัน ทำให้ท่อปัสสาวะเริ่มดีขึ้น แต่สีปัสสาวะยังขุ่นเล็กน้อย ซึ่งได้ อ.นพ.นิพนธ์ มาช่วยดูแลอบย่างใกล้ชิด และยังได้ทำการล้างกระเพาะปัสสาวะด้วยน้ำเกลือ โดยให้ทางสายสวนเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะโดยตรง อย่างไรก็ตามโอกาส 90% ที่หลวงพ่อจะต้องใส่สายสวนไปตลอด ซึ่งคณะแพทย์ก็กำลังหาแนวทางหรือวิธีที่จะไม่ต้องใส่สายสวนไปตลอด แต่ดูเหมือนว่าวิธีใส่สายสวนจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด โดยหลวงพ่อเริ่มใส่สายสวนมาตั้งแต่วันที่ 29 พ.ย. 2555 มาแล้ว ฉะนั้นคงจะเอาออกไม่ได้ ซึ่งการใส่สายสวนทำให้คณะแพทย์กลัวเรื่องการติดเชื้อ เพราะมีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย ฉะนั้นต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ และต้องดูแลใกล้ชิด
"สำหรับการฉันภัตตาหารคณะแพทย์และพยาบาลให้ให้อาหาร 3 ครั้ง ในเวลา เช้า กลางวัน เย็น เหมือนปกติ หลวงพ่อรับอาหารทางช่องท้องได้ดี โดยรับได้ครั้งละ 400 ซี.ซี. พอท่านรับอาหารได้เต็มที่ทำให้ดูท่านแข็งแรงขึ้น น้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์ที่ดี โดยเราให้อาหารด้วยเครื่องค่อยๆให้ลงสู่กระเพาะอาหารช้าๆ เพราะเรากลัวจะเกิดการสำลักได้ แต่ปัญหาตอนนี้เรื่องทางเดินหายใจหรือถุงลมโป่งพองต้องดูแลใกล้ชิดมากที่สุด เนื่องช่วงนี้สภาพอากาศยังคงเปลี่ยนรุนแรงตลอด ทั้งนี้จากการตรวจประเมินพบว่า ระบบทางเดินหายใจรู้สึกดีขึ้น แต่เสมหะยังมีอยู่พอสมควร เนื่องมาจากอากาศเปลี่ยน แต่ถือว่าลดลงไปมากเหมือนกัน ส่วนการทำกายภาพยังคงทำอยู่บนเตียง อาการเพลียยังมีอยู่ งดเยี่ยมเช่นเดิม และกำหนดวันจะได้กลับวัดบ้านไร่ยังไม่ได้หารือกัน ซึ่งคงประมาณปลายสัปดาห์หน้าจะประเมินกันอีกครั้ง ทั้งนี้ในช่วง 3 วันมานี้หลวงพ่อคูณฯบ่น "กูอยากจะกลับวัดบ้านไร่เต็มทีแล้ว"ตลอดเวลา" นายแพทย์พินิศจัย กล่าว



