ข่าว

ตะเข็บความคิด

ตะเข็บความคิด

23 ม.ค. 2556

ตะเข็บความคิด : วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ โดยประภัสสร เสวิกุล

               เหลือเวลาอีกเพียงเดือนเศษ คน กทม.ก็จะมีโอกาสได้เลือกผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่แล้ว ซึ่งแม้ขณะนี้จะมีผู้สมัครลงชิงตำแหน่งร่วมยี่สิบคนแล้ว แต่เชื่อว่าสุดท้ายแล้วก็จะเป็นการต่อสู้ระหว่างพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งครองตำแหน่งอยู่เดิม กับพรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นพรรครัฐบาล

              ปัญหาสำคัญๆ ของกรุงเทพฯ เช่นรถติด การดูแลความสะอาด มลภาวะ หรือความปลอดภัยนั้น เป็นปัญหาพื้นฐานที่ทราบกันดีโดยทั่วไป และการหาเสียงทุกครั้งที่ผ่านมา ผู้สมัครแทบทุกคนก็มักจะชูปัญหานี้ และกล่าวอ้างว่ารู้ปัญหาดี สามารถแก้ไขปัญหาได้ทันทีให้แล้วเสร็จภายในเวลาที่ตนเป็นผู้ว่าฯ แต่ 4 ปีผ่านไป 8 ปีผ่านไป หรือ 16 ปีผ่านไป ก็ไม่เคยเห็นว่ามีใครจะทำได้ตามที่ให้สัญญากับชาว กทม.ไว้ในตอนที่หาเสียง หนำซ้ำปัญหาดังกล่าวกลับเพิ่มพูนขึ้น และแถมปัญหาน้ำท่วมเข้ามาอีกด้วย

              กรุงเทพฯ เป็นเมืองใหญ่ระดับมหานคร แต่ระบบการบริหารของ กทม.พัฒนาไม่ทันความเจริญปัจจุบัน และการเติบโตอย่างพรวดพราดที่ขาดการวางแผนรองรับไว้ล่วงหน้า ตัวอย่างเช่น ในสมัยก่อนนั้น ความเจริญของกรุงเทพฯ จะอยู่ตามสองฟากถนนสายใหญ่ๆ แต่ในเวลานี้ความเจริญวิ่งตามเส้นทางของรถไฟฟ้า ที่มีอาคารชุดที่พักอาศัยขนาดใหญ่ขึ้นเรียงรายทั่วไป ซึ่งแน่นอนว่าย่อมมีคนกรุงเทพฯ จำนวนมหาศาลพักอยู่ตามอาคารเหล่านี้ และมีปัญหาต่างๆ ติดตามมามากมาย ตั้งแต่การจราจร ระบบขนส่ง ระบบระบายน้ำ ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน การสาธารณสุข การแพทย์ การศึกษา การกำจัดขยะ จนถึงระบบการป้องกันสาธารณภัย เช่น ไฟไหม้ แผ่นดินไหว หรือการทรุดตัวของกรุงเทพฯ เป็นต้น

              ดังนั้น สิ่งที่คนกรุงเทพฯ ต้องการเห็นจากผู้ว่าฯ คนใหม่ก็คือวิสัยทัศน์ในการรังสรรค์กรุงเทพฯ ในระยะเวลา 4 ปีจากนี้ไป และความสามารถในการบริหารจัดการให้เป็นไปตามภาพที่วาดฝันเอาไว้ งานของผู้ว่าฯ ไม่ใช่งานประจำวันที่ทำกันแบบวันต่อวันเช่นผู้บริหารองค์กรทั่วไป แต่เป็นงานสร้างสรรค์ที่ต้องมองไปข้างหน้าและเตรียมการดักรอสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ทำอย่างไรที่จะให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ทันสมัย สะอาด ปลอดภัยและน่าอยู่ รวมทั้งทำอย่างไรให้คนกรุงเทพฯ มีจิตสาธารณะ ร่วมกันรักษ์และดูแลกรุงเทพฯ

              คนกรุงเทพฯ นั้น ก็เหมือนกับคนในเมืองใหญ่ๆ ของโลกโดยทั่วไป คือยากที่จะคาดเดาการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งได้ชัดเจน เพราะประกอบด้วยคนที่มีความแตกต่างกันทางสังคม เศรษฐกิจ การศึกษา อาชีพ ฯลฯ แม้จะมีความใกล้ชิดกับข่าวสาร แต่ก็มีความเปลี่ยนแปลงอย่างวูบไหวได้ตลอดเวลา แม้แต่จำนวนฐานเสียง 9 ล้านเสียง ของพรรคประชาธิปัตย์ หรือ 6 ล้านเสียงของพรรคเพื่อไทย ที่พูดๆ กันอยู่นั้น ก็มิใช่คำตอบสุดท้ายเสมอไป และอาจเปลี่ยนแปลงได้หากมีปัจจัยอื่น เช่น ความโดดเด่นของผู้สมัครคนอื่น เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดบางอย่าง หรือกระแสสังคม ณ ขณะนั้น เข้ามาเป็นตัวร่วม

              อย่างไรก็ตาม การจะเป็นผ้าที่มีตะเข็บหรือไม่มีตะเข็บ จะมีรอยต่อหรือไม่มีรอยต่อนั้น ไม่ใช่เรื่องสำคัญหรอกครับ ข้อใหญ่ใจความอยู่ที่ทั้งรัฐบาลและผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่จะต้องเล็งเห็นประโยชน์สุขของคน กทม.และความเจริญของกรุงเทพฯ มากกว่าการเล่นเกมทางการเมือง และทุกวันนี้ โลกก้าวไปถึงขั้นผลิตผ้าด้วยนาโนเทคโนโลยีกันแล้ว ถ้าพรรคการเมืองไทยยังงมโข่งอยู่กับเรื่องรอยต่อหรือตะเข็บผ้าอยู่อีก ก็เท่ากับเป็นการประจานตัวเองในเรื่องวิสัยทัศน์ และแนวคิดที่เร่อร่าล้าหลังของตน