ข่าว

'ปู'ชู4ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนปท.

'ปู'ชู4ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนปท.

22 ม.ค. 2556

'นายกฯ'มอบนโยบายขับเคลื่อนประเทศ เน้นย้ำ 4 ยุทธศาสตร์ ภายใต้เศรษฐกิจพอเพียง รองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน

                  22 ม.ค.56 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานมอบนโยบายสำหรับขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศและการชี้แจงการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2557 ให้กับคณะรัฐมนตรี ปลัดกระทรวง หัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ ผู้ว่าราชการจังหวัด หน่วยงานอื่นของรัฐ โดยนายกฯใช้เวลายืนบรรยายโดยมีสไลด์ฉายบนจอนานถึง 1.30 ชั่วโมง ซึ่งเป็นการพูดอย่างต่อเนื่องที่ใช้เวลานานที่สุดของน.ส.ยิ่งลักษณ์ตั้งแต่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมา

                ทั้งนี้ ในช่วงแรกนายกรัฐมนตรีได้เล่าย้อนไปถึงวันแรกที่เข้ามาทำงานว่า เจอกับอุปสรรควิกฤติหนี้ยุโรป และปัญหาอุทกภัยใหญ่ จากนั้นก็ได้เริ่มกล่าวตอนหนึ่งที่เน้นย้ำ 4 ยุทธศาสตร์เพื่อขับเคลื่อนประเทศในปี 2557 และการรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558 ว่า ประกอบด้วย1.ยุทธศาสตร์การสร้างความสามารถในการแข่งขัน เพื่อให้ประเทศหลุดพ้นจากประเทศรายได้น้อย เป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางและมีรายได้มากขึ้นต่อไป 2.ยุทธศาสตร์ลดความเหลี่อมล้ำ เพื่อสร้างโอกาสความเสมอภาค และความเท่าเทียมกับสังคม ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม 3. ยุทธศาสตร์สร้างความเติบโตบนพื้นฐานคุณภาพชีวิต เพื่อเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และ 4.ยุทธศาตร์การปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ ซึ่งรัฐบาล จังหวัดและท้องถิ่นต้องมีทิศทางเดียวกัน ทั้งนี้ตนเชื่อมั่นว่าทั้ง 4 ยุทธศาสตร์จะนำไปสู่การขับเคลื่อนประเทศ ตามนโยบายขับเคลื่อนประเทศอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวพระราชดำรัส เศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

                นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า การบริหาราชการกว่า 1 ปี ที่ผ่านมา ยอมรับว่ามีความท้าทาย เพราะมีปัจจัยทั้งภายในและภายนอกที่ไม่นิ่ง ทั้งด้านเศรษฐกิจที่มีความผันผวน ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะยุโรปที่ให้ความสำคัญกับความเป็นประชาธิปไตยและความเท่าเทียม เศรษฐกิจของประเทศที่ไม่สมดุล และสังคมขาดการดูแล แต่ด้วยความร่วมมือของหน่วยงานที่ร่วมบูรณาการ ทำให้เศรษฐกิจของประเทศฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ทุนสำรองระหว่างประเทศปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 48 ของจีดีพี ซึ่งถือว่าสูงกว่าคาดการณ์ และคาดว่าในปีนี้ จีดีพีประเทศจะอยู่ที่ร้อย 5.5 ส่วนภาวะเงินเฟ้อขณะนี้ถือว่าอยู่ในภาวะปกติ คือร้อยละ 3 ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องช่วยกันดูแลไม่ให้เงินเฟ้อเพิ่มมากไปกว่านี้ และที่ผ่านมาเราขาดดุลงบประมาณอยู่ที่ 4 แสนล้านบาท แต่วันนี้สามารถรักษาภาวะขาดดุลลดลงต่อเนื่อง ภาวะตกงานน้อยลง เพราะมีการปรับยุทธศาสตร์ในพื้นที่ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของประเทศ ดุลบัญชีเดินสะพัดเป็นบวก หนี้สาธารณะอยู่ที่ร้อยละ 43.9 ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีกว่าหลายประเทศในภูมิภาค

                " ถือเป็นโอกาสที่ดีที่ได้ชี้แจงกับส่วนราชการในการจัดทำยุทธศาตร์ให้ไปในทิศทางเดียวกันและมีการจัดสรรงบประมาณได้เต็มศักยภาพ เพราะการจัดทำยุทธศาสตร์จะมีปัจจัยและอุปสรรค 2 ด้าน คือ ปัจจัยภายนอกประเทศ จากเศรษฐกิจ-สังคมโลกที่กระทบประเทศไทย เนื่องจากรายได้ของไทยส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับการส่งออก และปัจจัยภายในประเทศจากการทำงานของส่วนราชการและการบริหารจัดการน้ำต้องเดินหน้าอย่างเต็มศักยภาพ เพราะปัจจุบันสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงมากขึ้น หากต้องการให้เศรษฐกิจในประเทศเติบโตจำเป็นต้องพัฒนาภายในประเทศด้วย ทั้งการพัฒนาการศึกษา แก้ปัญหายาเสพติด แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม แก้ปัญหาคอร์รัปชั่น โดยเฉพาะการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน เพื่อให้เกิดการลงทุนขนาดใหญ่ในโครงการโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เนื่องจากที่ผ่านมาไทยไม่ได้มีการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่เลย ถึงขนาดแพ้มาเลเซีย มีเพียงการลงทุนตามปีงบประมาณแบบปีต่อปีเท่านั้น ทำให้ขีดความสารถทางการแข่งขันประเทศลดลง ทั้งนี้จากการเดินหน้านโยบายและการใช้จ่ายงบประมาณระหว่างปี 2555-2556 พบว่า ประสบความสำเร็จตามแผนที่วางไว้ ไม่ว่าจะเป็นการจัดสรรงบประมาณร้อยละ 10 จากทุกกระทรวงเพื่อช่วยเหลือเยียวยาประชาชนที่ประสบอุทกภัย การเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท การขยายตัวของยอดการท่องเที่ยวของไทย โครงการรถคันแรกที่เกินกว่าเป้าที่ตั้งไว้ที่ 1,250,000 คัน โดยต้องคืนเงินภาษีจำนวน 90,000 ล้านบาท รัฐบาลจะมีการจัดสรรงบประมาณเพื่อคืนให้กับประชาชน ทั้งนี้รถคันแรกแบ่งเป็น ของกทม.26%ที่เหลือเป็นต่างจังหวัด ถือว่าเศรษฐกิจฐานรากเริ่มดีขึ้น คนต่างจังหวัดมีรถกระบะไว้ประกอบอาชีพทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น"น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าว

                นายกรัฐมนตรี กล่าวต่ออีกว่า หลังจากรัฐสามารถจัดเก็บภาษีได้เกินเป้า ทำให้นักธุรกิจและนักลงทุนมีความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้น ดูจากตัวเลขนักลงทุนที่ขอรับการสนับสนุนการลงทุนจากบีโอไอเพิ่ม 2,500 ราย ขณะที่ทุนสำรองประเทศมีความมั่นคงและเพียงพอ โดยรัฐบาลมั่นใจว่าปีนี้จะสามารถทำให้เศรษฐกิจประเทศเติบโตขึ้นภายใน 6 เดือน คาดว่า จีดีพี่ประเทศจะเติบโตร้อยละ 5.5 ส่วนอัตราเงินเฟ้อต้องไม่เกินร้อยละ 3 ของจีดีพี โดยให้กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการคลังดูแล

                "รัฐบาล จำเป็นต้องมีการปรับยุทธศาตร์การจัดสรรงบประมาณให้สอดคล้องกับยุทธศาตร์ประเทศ เริ่มตั้งแต่การปรับนโยบายรัฐไปยังกระทรวงก่อนลงไปยังจังหวัดให้มีความสอดคล้องกัน เพื่อให้เกิดการจัดสรรและเบิกจ่ายงบประมาณอย่างเต็มศักยภาพ โดยเฉพาะการลงทุนในด้านโครงสร้างพื้นฐานประเทศ และการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน เพื่อก้าวสู่การเป็นประชาคมอาเซียนอย่างสมบูรณ์ การส่งเสริมอุตสาหกรรมการเกษตรและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ ในการเพิ่มรายได้ให้ประชาชน ด้วยการรักษาฐานตลาดประเทศท่องเที่ยวเดิมไว้แล้วเจาะตลาดประเทศท่องเที่ยวใหม่เพิ่มเติม อย่างตลาดในอาเซียน และการจัดการที่ดินประเทศ(โซนนิ่ง) ด้วยการกำหนดการใช้ที่ดินให้ชัดเจนในแต่ละประเภทการใชังาน ทั้งนี้ขอให้ทุกฝ่ายคิดบวก ก็จะได้เห็นรัฐบาลทำงานร่วมกับภาคเอกชนและภาคประชาชน ร่วมกันพัฒนาประเทศและสร้างความมั่นคง ยั่งยืนและสมดุลต่อไป" น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าว