
ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.ประเดิมโชว์กึ๋น
'เนชั่นทีวี' จัดรายการพิเศษเปิดให้ผู้สมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. แสดงวิสัยทัศน์ 'สุขุมพันธุ์-เสรีพิศุทธ์-โฆสิต-โสภณ-สุหฤท' โชว์กึ๋น
22ม.ค.2556 สถานีโทรทัศน์เนชั่น แชนแนล จัดการแสดงวิสัยทัศน์ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ในหัวข้อเรื่อง "นโยบายของท่านจะสร้างกรุงเทพฯ ให้น่าอยู่ได้อย่างไร" โดยมีผู้สมัครที่เข้าร่วมรายการ ได้แก่ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร หมายเลข 16 พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส หมายเลข 11 นายโฆสิต สุวินิจจิต หมายเลข 10 นายโสภณ พรโชคชัย หมายเลข 4 และนายสุหฤท สยามวาลา หมายเลข 17
ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าวถึงนโยบายในการแก้ไขปัญหาการจราจรว่า หลังจากนโยบายรัฐบาลในการออกรถคันแรกที่กำลังทยอยออกมา จะต้องมีการบริหารจัดการรถจำนวนดังกล่าวให้ได้ ที่ผ่านมาตนนั่งในตำแหน่งผู้ว่าฯ ได้ประสานงานกับกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) อยู่ตลอดเวลา และการแก้ไขปัญหาในระยะสั้น หากเข้ามาเป็นผู้ว่าฯ อีกครั้งสิ่งที่สามารถดำเนินการได้ทันที คือ การจัดหาที่จอดรถเพิ่มเติม นโยบายในระยะกลาง คือ การขุดอุโมงค์ลอดใต้ทางรถไฟ 4 แห่ง ส่วนนโยบายในระยะยาว คือ กทม.มีอำนาจในการจัดหาการขนส่งในระบบรางขนาดเล็กได้ด้วยตนเอง เพื่อต่อเชื่อมไปยังระบบขนส่งในระบบใหญ่
ส่วนคดีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เรียกไปชี้แจงกรณีขยายสัมปทานรถไฟฟ้าบีทีเอสนั้น ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าวว่า หลายคนพยายามชักจูงให้ประชาชนเกิดความเข้าใจเหมือนกับคดีรถดับเพลิง เพราะคดีรถดับเพลิงนั้น องค์คณะที่ทำหน้าที่ตรวจสอบมีอำนาจที่ถูกต้องตามกฎหมาย และคดีรถดับเพลิง ทางคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ใช้เวลาในการดำเนินการถึง 4 ปีเต็มๆ ในการตรวจสอบข้อเท็จจริง ส่วนคดีขยายสัมปทานบีทีเอส องค์คณะที่เข้ามาตรวจสอบนั้นไม่มีอำนาจตามกฎหมาย อีกทั้งการตรวจสอบมีความรวบรัดอย่างมาก ไม่มีการอ้างถึงเอกสารพยานหลักฐานที่ กทม.ได้ส่งมอบไปให้เพื่อประกอบการพิจารณา รวมทั้งข้อกล่าวหาในครั้งนี้ ถือว่าเป็นการทำนอกอำนาจหน้าที่ มั่นใจว่าหากคดีนี้นำส่งขึ้นสู่ศาล ดีเอสไอแพ้คดีอย่างแน่นอน
"ผมทำงานร่วมงานกันกับรัฐบาลมาโดยตลอด แต่เวลาทำอะไรสำเร็จ ทำอะไรราบรื่น มักไม่เป็นข่าวออกมา แต่ที่เป็นข่าวที่มองว่าเป็นปัญหาก็มาจาก ส.ส.พรรครัฐบาลเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่เอาผมไปวิพากษ์วิจารณ์ในสภาผู้แทนฯ ทุกวันพฤหัส หรือเอาผมไปวิพากษ์วิจารณ์ในพรรคเพื่อไทยในทุกสัปดาห์ ที่ผ่านมาผมได้ทำงานร่วมกับรัฐบาลมาโดยตลอด ไม่มีปัญหา แต่ที่มีปัญหาถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่จะต้องมีการกระทบกันบ้างระหว่างหน่วยงานท้องถิ่นกับรัฐบาล" ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์กล่าว
ผู้สมัครสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวในตอนท้ายว่า ดีใจที่มีความหลากหลายในกลุ่มผู้สมัครรับเลือกตั้งในครั้งนี้ ส่วนตัวแล้วต้องการให้การเลือกตั้งครั้งนี้มีประชาชนออกมาใช้สิทธิ์จำนวนมาก และขอให้การเลือกตั้งเป็นด้วยความบริสุทธิ์ หากการเลือกตั้งในครั้งนี้เป็นไปด้วยความบริสุทธิ์แล้ว ประเด็นใครจะมาเป็นผู้ว่าฯ ไม่ใช่เรื่องสำคัญที่สุด ซึ่งการหากเลือกตั้งเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์แล้วคนที่จะชนะการเลือกตั้งครั้งนี้ก็เป็นคนกทม.ทุกคน
พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า เห็นว่าเมืองน่าอยู่ตามความคิดของตนหมายถึงเมืองสีเขียว คือ 1.ที่อยู่อาศัยสะอาด น้ำใสไม่เน่าเหม็น ไร้ขยะและสิ่งมลพิษ 2.มีความปลอดภัยต่ออาชญากรรม ปลอดยาเสพติด และผู้อิทธิพล 3.ประชาชนมีการศึกษา มีรายได้ มีความพร้อมในปัจจัยสี่ 4.มีศูนย์การสาธารณสุข 5.ผู้สูงอายุ เด็ก และสตรี จะต้องได้รับการดูแลตามสิทธิขั้นพื้นฐาน 6.เดินทางสะดวก 7.ชุมชนต้องเข้มแข็ง 8.ประชาชนมีส่วนร่วมในการวางแผนพัฒนาเมือง 9.ประชาชนมีสิทธิและมีโอกาสในการรับรู้ข่าวสาร 10.ประชาชนมีสุขภาพดี 11.สิทธิของประชาชนและความยุติธรรมจะต้องได้รับการคุ้มครอง ซึ่งหาก 11 ข้อดังกล่าวมีครบจะเป็นเมืองที่น่าอยู่
นายโฆสิต กล่าวถึงนโยบายหาเสียงว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นกับกรุงเทพฯ ที่ผ่านมา คือ เราไม่มีมืออาชีพที่จะเข้ามาบริหารดูแลให้เมืองมีความน่าอยู่ พร้อมกับจำนวนคนที่กำลังหลั่งไหลเข้ามา ซึ่งไม่มีความสอดคล้อง ไม่ทันกับความเจริญ ในความจริงแล้วกรุงเทพฯ ของเราเป็นเมืองที่น่าอยู่แล้ว แต่เราควรบริหารเมืองให้เจริญและมีการพัฒนากับความต้องการของประชาชน โดยเฉพาะในช่วง 2 ปีข้างหน้านี้จะต้องเร่งดำเนินการโดยเร็ว เพราะประเทศจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ดังนั้นหากได้รับตำแหน่งผู้ว่าฯ จะทำงานในลักษณะของการนักบริหารประสาน 10 ทิศ
สำหรับนโยบายต่างๆ ของบรรดาผู้สมัครทุกคน ส่วนตัวแล้วถือว่าดีทั้งหมด แต่ที่มักเกิดปัญหาคือ ทำแล้วมีความล่าช้า สาเหตุหลักมาจากประสานงานกับภาครัฐไม่ได้ ดังนั้นเห็นว่ากรุงเทพฯ จะต้องนำเอานักบริหารเมืองที่มีความสามารถในการติดต่อประสานงานกับทุกฝ่ายเข้ามาดูแล ดังนั้นเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องมาปลดแอกกรุงเทพฯ ออกจากนักการเมือง และเอาผู้ที่เป็นนักบริหารประสานงานเข้ามาดูแล
นายโสภณ กล่าวว่า สำหรับกรุงเทพฯ มองว่าเป็นเมืองที่มีเสน่ห์ที่ใครก็อยากจะเข้ามาทำการค้าการลงทุน ดังนั้นการพัฒนาเมืองให้มีความสุขและมีความน่าอยู่ คือ เราจะต้องพยายามทำให้คนกรุงเทพฯ มีความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น และมีความสุขมากขึ้น ส่วนเรื่องความปลอดภัยในชีวิตของคนในเรื่องต่างๆ นั้น เราจะต้องเร่งดำเนินการแก้ไขในทันทีหากได้รับการแจ้ง หากหน่วยงานที่มีความรับผิดชอบเร่งเข้าไปดูแลแล้ว ความปลอดภัยของคนกรุงเทพฯ จะมีมากขึ้น สำหรับเรื่องพื้นที่สีเขียวเราจำเป็นที่จะต้องหาพื้นที่ที่อยู่กับประชาชนและชุมชนมากที่สุด โดยเฉพาะพื้นที่ในเมือง หากเราสามารถดำเนินการได้เช่นเดียวกับประเทศสิงคโปร์ได้จะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด
นายสุหฤท กล่าวว่า อยากให้แยกคำระหว่างเมืองน่าเที่ยวกับเมืองน่าอยู่ เพราะคำว่าน่าเที่ยวจะเกิดจากความเห็นของนักท่องเที่ยวที่ให้ความเห็นถึงความแปลกใหม่ในการท่องเที่ยวแต่ละคนที่ถูกสำรวจ แต่คำว่ากรุงเทพฯ น่าอยู่นั้นมีความแตกต่างจากคำว่ากรุงเทพฯ น่าเที่ยวอย่างมาก เพราะมีใครทราบหรือไม่ว่ากรุงเทพฯ ของเรานั้นอยู่กับรั้งท้ายๆ ของเมืองน่าอยู่จากทั่วโลก ปัญหานี้เราจะทำอย่างไร โดยสิ่งแรกที่เราสามารถทำได้ทันที คือ การใช้พื้นที่สาธารณะได้อย่างปลอดภัย การทำ 50 สำนักงานเขต 50 เสน่ห์ การรณรงค์การใช้จักรยาน สร้างกรุงเทพฯ ให้ผู้หญิงมีความสุข และนโยบายโฆษณาสีเขียวของในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้ จะไม่ใช้ป้ายโฆษณาหาเสียงเลย
พท.ชุดใหญ่ประเดิมหาเสียง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 16.30 น. ที่ลานคนเมือง พรรคเพื่อไทย เปิดเวทีใหญ่ปราศรัยหาเสียงช่วยพล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. พรรคเพื่อไทย หาเสียงท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด จัดเจ้าหน้าที่ตำรวจปราบจลาจล 1 กองร้อย หน่วยตรวจกู้วัตถุระเบิด (อีโอดี) 1 ชุดปฏิบัติการมารักษาความปลอดภัยบริเวณรอบเวทีปราศรัย มีพล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบช.น. มาอำนวยการความปลอดภัยในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม มีประชาชนทยอยมาฟังการปราศรัยอย่างคึกคัก ทั้งในส่วนของคนเสื้อแดงและประชาชนทั่วไป
โดยมีแกนนำพรรค-รัฐมนตรี-ส.ส.-ส.ก.-ส.ข.ร่วมจำนวนมาก อาทิ นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ หัวหน้าพรรค นายภูมิธรรม เวชยชัย ผอ.เลือกตั้ง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.พาณิชย์ ซึ่งบรรยากาศการปราศรัยบนเวที ส.ส.ของพรรคได้สลับขึ้นปราศรัยบนเวที พร้อมทั้งประธานโซนทั้ง 3 โซน ทั้ง นายจารุพงศ์ น.อ.อนุดิษฐ์ ร.ต.อ.เฉลิม ได้ขึ้นเวทีปราศรัยขอโอกาสชาวกทม.ในการบริหารกทม.อย่างไร้รอยต่อของ พล.ต.อ.พงศพัศ
นายจารุพงศ์ กล่าวปราศรัยว่า การทำงานของม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร อดีตผู้ว่าฯ กทม. ที่ทำนโยบายต่างๆ ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะมัวแต่นั่งเอ๋อ จึงเห็นว่า หมดเวลาของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์แล้ว
ด้าน น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวปราศรัยว่า ขอให้ผู้ว่าฯ กทม.คนต่อไปทำงานร่วมกับรัฐบาลอย่างไร้รอยต่อ ก้าวหน้า ก้าวไกล เลือกผู้ว่าเพื่อไทยเบอร์ 9
โวขุดอุโมงค์ให้ผู้ค้าขายของ
ขณะที่ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวปราศรัยว่า ถ้าพล.ต.อ.พงศพัศ เป็นผู้ว่าฯ ไม่มีร้องไห้ มีแต่ก้าวหน้า ก้าวไป ไม่เหมือนม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ที่ร้องไห้วันละสามเวลา ขอให้พรรคประชาธิปัตย์อย่าชกใต้เข็มขัด ให้ตรงไปตรงมา ทั้งนี้มีคนพยายามบิดเบือนว่า ผู้ว่าฯ กทม.ต้องมาจากคนละพรรคกับรัฐบาล ทั้งที่กทม.ต้องได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล หากประชาชนมาใช้สิทธิน้อยคะแนนจัดตั้งจะเหนือกว่า แต่ถ้าประชาชนมาใช้สิทธิมาก พรรคเพื่อไทยจะชนะแน่นอน และจะพัฒนาเมืองหลวงร่วมกันกับรัฐบาลแบบไร้รอยต่อทั้งการแก้ปัญหาจราจร น้ำท่วม ความสะอาด ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
ส่วนเรื่องยาเสพติดมีนโยบายให้ผู้กำกับฯ ทุก สน. ร่วมกับสำนักงานเขตแก้ปัญหายาเสพติด แบบเอกซเรย์ทุกพื้นที่ เพราะกทม.เป็นแหล่งเสพและแหล่งค้าที่ใหญ่ที่สุด และตนยังมียุทธศาสตร์สำคัญ ที่จะเสนอต่อที่ประชุมพรรคในวันที่ 22 มกราคมคือ จะทำให้กทม.เป็นเมืองหลวงของอาเซียนและระดับสากล จะเป็นท้องถิ่นของไทยอย่างเดียวไม่ได้ รวมถึงเสนอให้มีการขุดอุโมงค์ใต้ดินเป็นพื้นที่ให้พ่อค้า แม่ค้าขายของ ไม่ต้องถูกไล่จับ และจะนำสายไฟฟ้าลงใต้ดินให้หมดทุกพื้นที่
"พงศพัศ"ปราศรัยใหญ่นัดแรกแจกแหลก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นเวลา 19.30น. พล.ต.อ.พงศพัศได้ปราศรัยและปราศรัยผลักดันนโยบาย 1.รถเมล์ฟรีทุกคันทั้งปรับอากาศและไม่ปรับอากาศ รัฐบาลและกทม.ออกค่าใช้จ่ายคนละครึ่ง 2.สานต่อโครงการฝากบ้านไว้กับตำรวจโดยจะขยายเวลาเฝ้าระวังความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินตลอด365 วันโดยร่วมกับกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์พัฒนาพื้นที่เสี่ยงต่อการเป็นแหล่งเสพและค้ายาเสพติดให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และกระทรวงแรงงานในการจัดหา สร้างงานแก่ผู้กลับตัวและผู้มีความเสี่ยง 3.จัดระเบียบการขายของบนทางเท้าโดยจะทำให้ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่าย ทั้งผู้ขายและประชาชน 4.จัดสร้างรถราง 2 สายติดแอร์วิ่งรอบเกาะรัตนโกสินทร์โดยไม่คิดค่าโดยสาร 5.ติดตั้งกล้องวงจรปิดจริง ทุกชุมชน และตามจุดเสี่ยงไม่จำกัดจำนวนและเชื่อมโยงระบบระหว่าง กทม.กับตำรวจเป็นศูนย์เดียวกัน ทำงานตลอด 24 ชม.
6.จัดระบบให้รถเมล์วิ่งบริการทุก 5 นาทีถึงหน้าหมู่บ้าน 7.เช่าที่ราชพัสดุและกรมธนารักษ์เป็นจุดจอดสำหรับรถแท็กซี่เพื่อรอผู้โดยสารพร้อมทั้งสำหรับประชาชนทั่วไป 8.ติดไฟส่องสว่างและสร้างห้องน้ำทุกป้ายรถเมล์ 9.ยกระดับศูนย์สาธารณสุขชุมชน 68 แห่งให้เป็นโรงพยาบาลชุมชน และโรงพยาบาลสังกัด กทม. 8 แห่งจัดทีมแพทย์เคลื่อนที่รักษาพยาบาลถึงบ้าน พร้อมทำหน้าที่คอยดูแลคนแก่ที่อยู่กับบ้านเมื่อลูกหลานออกไปทำงาน 9.ทำทางเท้าให้เสมอกับบันไดรถเมล์เพื่ออำนวยความสะดวกคนพิการ 10.ใช้บริการเรือข้ามฝากและเรือในคลองแสนแสบฟรี
“ที่ผมพูดมาทั้งหมดนี้ไม่ใช่นโยบายประชานิยม แต่เป็นนโยบายของผู้ว่าฯ คนใหม่ที่ต้องการลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน ซึ่งเป็นหน้าที่ของตน ทุกนโยบายไม่ใช่เรื่องโกหกไม่ใช่เพ้อเจ้อ แต่เอาความจริงมาเล่าและตราบใดที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยังเป็นนายกรัฐมนตรีและผู้ว่าฯ กทม.มาจากพรรคเดียวกับรัฐบาล” พล.ต.อ.พงศพัศ กล่าว



