
'วันนอร์'ชมจุฬาราชมนตรีช่วย'โรฮิงญา'
'วันมูหะมัดนอร์ มะทา' กล่าวด้วยเสียงสะอื้นและน้ำตาซึม ขึ้นบรรยายชม'จุฬาราชมนตรี'ที่แสดงจุดยืนดูแล'โรฮิงญา'ด้าน'ตัวแทนโรฮิงญา'ในไทยร้องขอไทยและชาติอาเซียนช่วย
21 ม.ค.56 นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา อดีตประธานรัฐสภา เดินทางเป็นประธานพิธีเปิดสภาอูลามา (นักปราชญ์อิสลาม) ฟาฎอนี ดารุสสลาม มูลนิธิ ท่ามกลางผู้นำศาสนามาร่วมประมาณเกือบหมื่นคน โดยมีนายอับดุลอาซิส พิทักษ์คุมพล จุฬาราชมนตรี พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ผอ.ศอ.บต. นายประมุข ลมูล ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี ตัวแทนเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง และตลอดจนผู้มีเกียรติที่มาร่วมเป็นจำนวนมาก
ทั้งนี้ การจัดงานครั้งนี้เพื่อเป็นศูนย์กลางการเผยแพร่ศาสนาอิสลามที่ถูกต้องตามกุรอ่านและซุนนะห์ ไม่อยู่ภายใต้บงการของใคร เพื่อให้ข้อชี้ขาดในประเด็นข้อขัดแย้งทางศาสนา และชี้นำสังคมอย่างเป็นกลางบนพื้นฐานอิสลามอย่างเคร่งครัด ตลอดจนเพื่อสนับสนุนการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ มีความสามัคคี นอกจากนั้นเป็นศูนย์รวมของอูลามาอ หรือผู้รู้ศาสนาในจังหวัดปัตตานีและจังหวัดใกล้เคียง
ก่อนที่ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา จะเปิดพิธีได้บรรยายถึงปัญหาโรฮิงญาที่เกิดขึ้น ที่หนีภัยมาพึ่งประเทศไทย ตามหลักการแล้ว ขอให้ทุกคนช่วยเหลือตามมนุษยธรรม เพราะเขาน่าสงสารมาก และขอชื่นชมต่อจุฬาราชมนตรี ที่แสดงจุดยืนชัดเจน ที่จะช่วยเหลือโรฮิงญาที่เดือดร้อน โดยเดินทางดูแลด้วยตนเอง เพราะมุสลิมคือ พี่น้องกัน การที่เขาหนีร้อนมาพึ่งเย็น หนีแผ่นดินมาพึ่งแผ่นดินไทย ซึ่งเขาเดือดร้อนแสนสาหัส
เชื่อว่าการที่จุฬาราชมนตรี แสดงจุดยืนที่ชัดเจน เพื่อบรรเทาทุกข์ความเดือดร้อน เป็นการแสดงความจริงใจ ซึ่งชาวโรฮิงญา และคนทั่วโลก จะรู้ถึงบทบาทผู้นำมุสลิม เป็นการพิสูจน์ความเป็นพี่น้องมุสลิมด้วยกัน ที่มีความเดือดร้อนและช่วยกัน และเป็นหลักการที่ถูกต้อง
สำหรับชาวโรฮิงญาเป็นมือล่าง แต่เราต้องเป็นมือบนเพื่อให้หายทุกข์ร้อน ส่วนข้อกฎหมายต้องว่ากันไป ดังนั้นเราต้องทำแบบอย่างจุฬาราชมนตรี ที่ต้องช่วยกันหาที่พักพิง หาอาหาร ดังนั้นบทบาทหัวหน้าส่วนราชการผู้นำศาสนา บรรเทาความทุกข์ของเขา และเป็นกำลังใจให้ ซึ่งขณะที่นายวันมูหะมัดนอร์ บรรยาย ปรากฏว่า ขณะกำลังพูดมีเสียงสะอื้น และน้ำตาซึม และคำพูดดังกล่าว หลายคนต่างน้ำตาซึมไปตามๆกัน
ตัวแทนโรงฮิงญาในไทยร้องขอไทยและชาติอาเซี่ยนช่วยผู้หนีภัย
นายมอง จอ นุ ประธานสมาคมโรฮิงญาแห่งประเทศไทยพร้อมคณะกรรมการสมาคม ได้เข้าพบ นายอาศิส พิทักษ์คุมพล จุฬาราชมนตรี ที่บ้านพักในอ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เพื่อขอบคุณที่จุฬาราชมนตรีและองค์กรมุสลิมในประเทศไทย ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือชาวโรฮิงญา เป็นอย่างดีในฐานะชาวมุสลิมด้วยกันและเป็นไปตามแนวทางของศาสดามูฮัมหมัด หลังจากที่ถูกนำมากักตัวไว้บริเวณชายแดนไทยมาเลเซียและทางการไทยช่วยเหลือเอาไว้ได้ โดยทั้งคณะสมาคมโรงฮิงญาและจุฬาราชมนตรี ต่างหลั่งน้ำตาเมื่อพูดถึงชะตากรรมของชาวโรฮิงญาทั้งในไทยและประเทศพม่า
นอกจากนี้ ประธานสมาคมโรฮิงญาแห่งประเทศไทย ยังได้ยื่นหนังสือให้กับจุฬาราชมนตรีโดยมีข้อเรียกร้อง 5 ข้อ คือ 1.อย่าส่งชาวโรฮิงญาที่ถูกจับกลับประเทศพม่า 2.ให้จัดสถานที่สำหรับดูแลชาวโรฮิงญารวมไว้ในที่เดียวกันเพื่อความเป็นอิสระและสะดวกต่อการประกอบศาสนกิจ อย่าควบคุมไว้ในห้องขัง 3.ให้รัฐบาลไทยประสานองค์การสหประชาชาติ รับรองชาวโรฮิงญาให้อยู่ในข่ายของผู้ลี้ภัยอย่างถูกต้องตามกฏหมาย เพื่อให้อยู่ในประเทศไทยได้ก่อนที่จะถูกผลักดันไปยังประเทศที่สาม 4. ให้อาเซียนและนานาประเทศกดดันพม่าให้ปฏิรูปการเมืองและปฏิบัติต่อชาวโรฮิงญาด้วยมนุษยธรรม และ 5.หากพม่าไม่ยอมรับข้อเสนอให้จัดกองกำลังนานาชาติเข้าไปคุ้มครองดูแลชาวพม่าในพม่าเพื่อความปลอดภัย
โดยทางจุฬาราชมนตรีได้รับหนังสือและจะประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาแนวทางช่วยเหลือ พร้อมกับยืนยันว่า องค์กรมุสลิมในประเทศไทยจะช่วยกันดูแลชาวโรฮิงญาอย่างดีที่สุดโดยเฉพาะในเรื่องของสถานที่พักพิงชั่วคราว โดยในเบื้องต้นจะย้ายชาวโรฮิงญาจาก สภ.หาดใหญ่ และสภ.สิงหนคร ที่อยู่กันอย่างแอดัด ไปรวมกันไว้ที่ สภ.บางกล่ำ ซึ่งมีสถานที่กว้างขวางและรองรับได้มากกว่า
วันเดียวกันนี้ทางสมาคมโรฮิงญาแห่งประเทศไทยยังได้เข้าประชุมร่วมกับ นายกฤษฎา บุญราช ผู้ว่าราชการ จ.สงขลา และนายศักกรียา ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำ จ.สงขลา เพื่อหารือในเรื่องของการช่วยเหลือชาวโรฮิงญาใน จ.สงขลา โดยเฉพาะสถานที่พักพิง โดยทางผู้ว่าราชการ จ.สงขลา ยืนยันว่าทางจังหวัดพร้อมที่จะดำเนินการจัดหาสถานที่เพื่อรองรับชาวโรฮิงญาทั้งหมดหากรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวเห็นว่าเหมาะสมและสั่งการลงมา นอกจากนี้ทางจังหวัดพร้อมที่จะดำเนินการขั้นเด็ดขาดกับข้าราชการที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ และได้สั่งการให้ฝ่ายปกครองเร่งหาเบาะแสชาวโรฮิงญาที่อาจจะถูกนำไปกักตัวไว้เพื่อให้การช่วยเหลือ



