
อยากตื่นมาหลังการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.สักหนึ่งวัน
อยากตื่นมาหลังการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.สักหนึ่งวัน : ประชาธิปไตยฯที่รัก โดยพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ([email protected])
อันนี้พูดจริงๆ นะครับ เพราะทุกสี่ปีที่มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ ผมอยากจะบอกตรงๆ ว่า ผมไม่ได้เรียนรู้อะไรมากขึ้นเลยในเรื่องการบริหารจัดการเมือง เนื่องมาจากกระบวนการรณรงค์การหาเสียงเลือกตั้งผู้ว่าฯ นั้น ไม่ได้มีส่วนไหนที่ทำให้เรามีความเข้าใจเรื่องเมืองมากขึ้น หรือมีประเด็นอะไรที่น่าสนใจ
เท่าที่เคยเจอมา เห็นจะมีแต่สมัย คุณอากร ฮุนตระกูล เท่านั้นเอง ที่มีความชัดเจนว่า จะทำกรุงเทพฯ ให้เล็กลง ซึ่งอย่างน้อยก็แสดงอย่างชัดเจนว่า มีความเข้าใจว่า กรุงเทพฯ นั้นดูดกลืนทรัพยากรจากส่วนอื่นๆ มากเกินไป เข้าทำนองเข้าใจปัญหาคลาสสิกของการพัฒนาเมืองในประเทศโลกที่สามที่ว่าด้วยเรื่องของ "เมืองโตเดี่ยว" หรือ primate city ที่ว่าด้วยเรื่องของการที่เมืองหลวงนั้นโต เพราะดูดเอาทรัพยากรเข้ามามากเกินไป
รวมทั้งเรื่องที่ว่าด้วยประเด็นของ "อคติเมือง" หรือ urban bias ที่รัฐบาลกลางนั้นทุ่มทรัพยากรเข้ามาที่เมืองหลวงมากไป ขณะที่ละเลยภาคเกษตรและชนบท หรือที่โหดร้ายกว่านั้นก็คือ ไม่ได้ละเลย แต่จงใจให้ชนบทนั้นเป็นฐานรองรับเมือง เช่น การไม่สนใจยกระดับสินค้าเกษตร เพื่อให้เมืองมีสินค้าและทรัพยากรราคาถูกในการบริโภค เป็นต้น
ในรอบการเลือกตั้งที่จะถึงนี้ สิ่งที่ไม่ค่อยจะน่าสบายใจมากนักนอกเหนือจากเรื่องของตัวผู้สมัครเองในแง่ของการนำเสนอนโยบายที่ว่าด้วยเรื่องการพัฒนาเมืองแล้ว ก็เห็นจะมีเรื่องของการที่สื่อนั้นให้ความสนใจคล้อยตามไปที่ประเด็นที่สองพรรคหลักกำลังนำเสนอ มากกว่าจะตั้งหลักว่า หากเป็นสื่อที่จะสนใจว่าด้วยเรื่องการพัฒนาเมืองแล้ว คำถามหรือประเด็นที่เขาควรจะเล่นนั้นควรจะอยู่ที่ไหน
พูดแบบนี้ไม่ใช่จะมาหลอกด่า ด่ากราด หรือพร่ำสอนสื่อนะครับ เพราะเอาเข้าจริงแล้ว สื่อโดยเฉพาะหนังสือพิมพ์นั้น เขามีหน้าข่าวกรุงเทพฯ อยู่โดยตลอด แต่มักไม่ค่อยได้รับความสนใจมากเท่าไหร่ แต่ถ้าเราลองมานั่งคิดว่า หากจะประมวลเอาสิ่งที่หนังสือพิมพ์แต่ละเล่มนั้นทำข่าว กทม. มาตลอดสี่ปีมาจัดเป็นเรื่องๆ แล้วกดดันทวงถามต่อ ทั้งอดีตผู้ว่าฯ และผู้ท้าชิง ผมก็คิดว่าคงจะมีประโยชน์เป็นอย่างมากต่อผู้คนใน กทม.
บอกตรงๆ ครับ น่าสนใจกว่า วันๆ ลงข่าวว่าคุณสุดารัตน์ไปไหน หรือลงข่าวว่าคุณยิ่งลักษณ์ กับคุณอภิสิทธิ์นั้น ไปช่วยคุณสุขุมพันธ์ และคุณพงศพัศ หาเสียงเป็นไหนๆ
นี่เรากำลังพูดเรื่องการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษนะครับ ไม่ใช่พูดเรื่องการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.
เรื่องต่อมาที่น่าหงุดหงิดใจของคุณพงศพัศก็คือ ในทางบวกนั้น คุณพงศพัศนั้น "ขึ้นกล้อง" และ "เป็นงานมวลชน" มากกว่าคุณสุขุมพันธุ์แน่นอน ในแง่ของการเดินถนน และเป็นสีสัน ไม่ว่าจะกระโดดขึ้นไปบนรถขยะ หรือโอบกอดประชาชน หรือไหว้ประชาชน ซึ่งตรงนี้ได้คะแนนเต็มๆ
แต่การชูนโยบายโค้งแรกว่าจะทำงานกับรัฐบาลกลางอย่างไร้รอยต่อนั้น เป็นโทษมากกว่าเป็นคุณ เพราะว่า คนที่เลือกรัฐบาลเพื่อไทยอยู่แล้วไม่ต้องหาเสียงก็ได้เสียงอยู่แล้ว สิ่งที่สำคัญจึงควรจะเป็นเรื่องการทำความเข้าใจและสร้างความไว้ใจกับคนที่อยู่ตรงข้ามหรือไม่ได้เลือกมากกว่า
สิ่งสำคัญก็คือ การที่ถ้าพรรคเพื่อไทยจะช่วยคุณพงศพัศ ก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องของการขนนักการเมืองมาปราศรัย เพราะการเลือกตั้งผู้ว่าฯ ไม่ใช่เรื่องของการปราศรัย แต่เป็นเรื่องของการเสนอแนวนโยบายที่ชัดเจน ซึ่งพรรคเพื่อไทยจะต้องเสนอนโยบายเมืองในระดับชาติ (national urban policy) ที่ชัดเจน แล้วก็เปิดให้เห็นว่า กทม.นั้นจะนำร่องเรื่องนี้ และต่อไปหารเลือกตั้งนายกอบจ.และ เทศบาลทั่วประเทศนั้น นโยบายเหล่านี้จะถูกเผยแพร่และส่งต่อได้อย่างไร
ส่วนประชาธิปัตย์นั้น สิ่งที่ตัวเองมั่นใจว่าเป็นคุณมากกว่าเป็นโทษ นั่นก็คือ การชูภาพของการยืนตรงข้ามกับรัฐบาลกลางนั้น โดยหลักการก็ถูกต้องอยู่ หากจะมองว่า การปกครองท้องถิ่นนั้นเป็นเรื่องของอิสระของผู้คนในท้องถิ่น แต่เมื่อขึ้นเวทีจริงแล้ว ผมไม่เชื่อว่าคุณสุขุมพันธุ์จะตอบคำถามนักข่าวได้สักเรื่องว่า ที่ผ่านมานั้น อิสระในการบริหารจัดการ กทม. กับประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ กทม. และการพร้อมตอบคำถาม (accountability and transparency) ในการบริหารที่ผ่านมานั้น เป็นเรื่องเดียวกัน
แน่นอนครับว่า ยังมีอีกหลายโค้ง แต่โค้งแรกออกมาเล่นกันแบบนี้ ผมอยากหลับแล้วตื่นมาหลังวันเลือกตั้งหนึ่งวันแล้วจริงๆ



