ข่าว

'ธาริต'เล็งเอาผิด'สุเทพ'

'ธาริต'เล็งเอาผิด'สุเทพ'

21 ม.ค. 2556

'ธาริต' ลงพื้นที่สอบเอกชนทิ้งงานก่อสร้างโรงพักทดแทน เล็งเอาผิด 'สุเทพ' เผยจบศึกลต.ผู้ว่าฯกทม. อาจเรียก 'สุขุมพันธุ์-อภิรักษ์-บีทีเอส' รับทราบข้อหาเพิ่มอีก 2 คดี

                          21 ม.ค. 56  นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พร้อมด้วยนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ลงพื้นที่ตรวจสอบโครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการสถานีตำรวจทดแทน ที่สถานีตำรวจภูธรโรงช้าง จ.พระนครศรีอยุธยา และสถานีตำรวจภูธรดอนพุด จ.สระบุรี

                          นายธาริต กล่าวภายหลังลงพื้นที่ตรวจสอบว่า จากการตรวจสอบเอกสารของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า ขณะที่มีการเสนอโครงการก่อสร้างโรงพักมีการเสนอให้กระจายอำนาจให้กองบัญชาการตำรวจภูธรแต่ละภาคแยกกันไปจัดการประมูลเป็นรายภาค แต่รัฐบาลในขณะนั้น คือ รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ โดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ที่มีหน้าที่กำกับดูแลสตช. ไม่ดำเนินการตามการเสนอของสตช. แต่เปลี่ยนให้มีการประมูลจากส่วนกลาง เพื่อจ้างเหมาเอกชนเพียงรายเดียวเข้าทำสัญญาก่อสร้างโรงพักทั้ง 396 แห่ง ซึ่งในความเป็นจริงไม่สามารถทำได้ เพราะสัญญาระบุชัดเจนว่า ห้ามไม่ให้จ้างช่วงต่อ ทำให้การก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ เอกชนทิ้งงาน ทั้งที่บริษัทคู่สัญญาได้เบิกเงินไปแล้ว 2 งวด รวมกว่า 1,500 ล้านบาท ดังนั้น ดีเอสไอจะเร่งขยายผลการสอบสวนเกี่ยวกับความผิดในการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ เพราะมีข้อสังเกตว่า การอนุมัติโครงการที่ไม่น่าเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ อาจมีความไม่ชอบมาพากลในการเอื้อประโยชน์ให้เอกชนเพียงรายหนึ่งรายใดหรือไม่

                          นายธาริต กล่าวต่อว่า ในส่วนของดีเอสไอนอกจากจะทำหนังสือถึงสตช.ขอให้เร่งบริหารสัญญาด้วยการบอกเลิกสัญญา เพราะบริษัททิ้งงานและผิดสัญญาหลายข้อ และจะเสนอให้พรรคเพื่อไทยที่เป็นฝ่ายการเมืองเข้ามาร่วมแก้ปัญหาในภาพรวม เพราะหากปล่อยให้สตช.ดำเนินการตามขั้นตอนในการบอกเลิกสัญญาและชำระเงินอาจต้องใช้เวลานานกว่า 2 ปี ซึ่งตำรวจจะเดือดร้อนจากปัญหาไม่มีที่ทำงาน

                          นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า ขณะนี้ทราบว่าการก่อสร้างสถานีตำรวจทั้ง 396 แห่ง มีการดำเนินการรื้อถอน และอยู่ระหว่างก่อสร้างไปแล้วเพียง 280 แห่ง ส่วนที่เหลืออีก 116 แห่ง ยังไม่เริ่มก่อสร้างใดๆ ทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม ในจำนวนที่มีการก่อสร้างไปแล้ว ก็ยังไม่พบว่าจะมีสถานีตำรวจแห่งใดที่ก่อสร้างแล้วเสร็จแม้แต่แห่งเดียว เช่น ที่ สภ.โรงช้าง ขณะนี้ได้รื้ออาคารเดิม ตอกเสาเข็มบางส่วนไว้เท่านั้น ที่เหลือช่างรับเหมาได้ทิ้งงานโดยอ้างว่ามีปัญหาเรื่องงบประมาณ

                          ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับการลงพื้นที่ตรวจสอบพบว่า ผู้รับเหมาได้รื้อถอนอาคาร สภ.ดอนพุด ออกทั้งหลัง แต่ยังไม่มีการก่อสร้างอาคารใหม่ทดแทน ทำให้ตำรวจจำเป็นต้องปรับพื้นที่อาคารอื่นในบริเวณดังกล่าวเป็นที่ทำงาน เช่น ใช้บ้านพักของผู้กำกับการ สภ.ดอนพุด ชั้นล่างให้เป็นห้องนายเวร และใช้โรงจอดรถเก่า ซึ่งตำรวจและชาวบ้านช่วยกันปรับเป็นห้องขังที่ไม่ได้แยกชาย-หญิง โดยห้องขังมีสภาพไม่แข็งแรง โดยปกติจะมีผู้ต้องขังประมาณ 2-3 คน หากเป็นผู้ต้องขังคดีอุกฉกรรจ์จะนำไปฝากขังที่ สภ.บ้านหมอ ซึ่งอยู่ห่างออกไปอีกประมาณ 15 กิโลเมตร ล่าสุดองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สระบุรี ยังได้ให้งบในการก่อสร้างอาคารชั้นเดียว เพื่อทำเป็นห้องธุรการชั่วคราวไว้ติดต่อราชการด้วย ส่วนที่ สภ.โรงช้าง พบว่า ได้มีการรื้ออาคารหลังเดิมไปแล้ว แต่พบเพียงการลงเสาเข็มเตรียมสำหรับก่อสร้างเท่านั้น

 

เผยจบศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. อาจเรียก 'สุขุมพันธุ์-อภิรักษ์-บีทีเอส' รับทราบข้อหาเพิ่มอีก 2 คดี

 

                          นายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการบริหารบริษัทระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีทีเอสซี ร่วมกับ กับนายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายปฏิบัติการ เดินทางเข้าพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา ร่วมกันเดินรถไฟฟ้าโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยใช้เวลารับทราบข้อหาและให้ปากคำสู้คดีนานกว่า 3 ชั่วโมง

                          พ.ต.ท.ถวัล มั่งคั่ง ผู้เชี่ยวชาญคดีพิเศษ ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีการขยายอายุสัมปทานการเดินรถไฟฟ้าบีทีเอสโดยไม่มีอำนาจฯ เปิดเผยภายหลังว่า ทั้งสองให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา โดยชี้แจงว่า ในฐานะที่เป็นบริษัทเอกชนที่ร่วมทำสัญญากับกทม.ไม่ทราบว่า กทม.มีอำนาจหรือไม่ แต่เมื่อกทม.บอกว่าสามารถขยายสัมปทานเดินรถได้ จึงดำเนินการ พนักงานสอบสวนได้ซักถามว่า ก่อนที่บีทีเอสซีจะทำสัญญากับกทม. ได้ศึกษาข้อกฎหมาย หรือกฎระเบียบถี่ถ้วนหรือไม่ ก็ได้รับคำตอบว่า เป็นอำนาจหน้าที่ของกทม. และไม่ทราบว่ามีการศึกษาข้อกฎหมายหรือไม่ ซึ่งคำตอบดังกล่าวถือเป็นประเด็นสำคัญว่า การขยายสัมปทานดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายตามข้อกล่าวหาหรือไม่ ซึ่งบีทีเอสซีแจ้งว่า จะกลับไปตรวจสอบสัญญาอีกครั้ง และจะส่งหนังสือมาแจ้งให้พนักงานสอบสวนรับทราบต่อไป

                          พ.ต.ท.ถวัล กล่าวว่า มีบางคำถามที่ผู้บริหารทั้งสองตอบไม่ได้ โดยเฉพาะประเด็นว่า ก่อนลงนามทำสัญญาเหตุใดจึงไม่ตรวจสอบข้อกฎหมาย ว่าทำสัญญากับกทม.ได้หรือไม่ได้ เนื่องจากการทำสัญญาใดก็ตามจะมีข้อห้ามไว้ และเป็นไปไม่ได้ว่า การลงนามทำสัญญาระหว่างบริษัทเอกชนและกทม.นั้น ทั้งสองฝ่ายจะไม่มีการพิจารณาในข้อกฎหมาย

                          พ.ต.ท.ถวัล กล่าวอีกว่า พนักงานสอบสวนได้สอบถามผู้บริหารบีทีเอสซี และขอเอกสารเพิ่มเติมในประเด็นที่ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าราชการกทม. ได้เคยอนุมัติให้มีการขยายสัมปทานการเดินรถไฟฟ้า สายสีลม - สะพานตากสิน ไปถึงถนนพระเจ้าตากสิน ในปี 2548 แต่สัญญามีผลปี 2552 ต่อมาในปี 2554 ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร อดีตผู้ว่าฯกทม.ได้อนุมัติให้ขยายสัมปทานการเดินรถสายสุขุมวิท 85 - สุขุมวิท 107 เพิ่มเติม ซึ่งได้มีการว่าจ้างให้บริษัทกรุงเทพธนาคมทำสัญญาเดินรถและซ่อมบำรุง ซึ่งทางผู้บริหารทั้งสองรับปากว่า จะส่งเอกสารให้ พร้อมได้ชี้แจงว่าการทำสัญญาดังกล่าวกทม.ในฐานะที่เป็นหน่วยงานรัฐจะต้องทราบรายละเอียดมากกว่าเอกชน

                          "ข้อเท็จจริงยุติแล้ว เหลือแต่ข้อกฎหมาย แต่ดีเอสไอต้องการสอบสวนพยานบุคคล เพื่อให้ไปยืนยันเอกสารประกอบสำนวนสรุปส่งฟ้อง ซึ่งหลังการเลือกตั้ง อาจต้องเรียก ม.ร.ว.สุขุพันธุ์ นายอภิรักษ์ นายคีรี และนายสุรพงษ์ พร้อมเอกชน เพื่อแจ้งข้อหาเพิ่มเติม ในคดีขยายสัมปทานส่วนต่อเพิ่มเติมปี 52-54 เพราะการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายฐานความผิดจ้างวานให้ทำ และคงต้องหารือไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ว่าจะยืนอำนาจของตนเองหรือไม่"