
'ประยุทธ์'แนะ'รบ.'รื้อระบบ'ซีซีทีวี'
'ประยุทธ์' แนะ 'รัฐบาล' รื้อระบบ 'ซีซีทีวี' ค้านตั้งศูนย์พักพิงชาวโรฮิงญาเพิ่ม หวั่นกระทบความมั่นคง พร้อมเปิดค่ายทหารให้ผู้สมัครฯผู้ว่าฯกทม.หาเสียง
21 ม.ค.56 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เผากล้องวงจรปิด (ซีซีทีวี) ว่า เห็นเผามาหลายครั้ง เพื่อปกปิดทำลายหลักฐานในการตามจับกุมตัวมาดำเนินคดี การติดตั้งกล้องวงจรปิดเหล่านี้เดิมทีมีหลายหน่วยที่เกี่ยวข้องในการติดตั้ง ทั้งนี้ก็มีมหาดไทย อบต. ,อบจ. เหล่านี้ก็ติดกระจายกันไปหมด ทำให้ไม่เป็นระบบ ซึ่งในจุดนี้ทาง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรัฐบาล เข้าใจดีในปัญหาและกำลังเร่งบูรณาการในจุดนี้อยู่ ตนจึงได้เสนอไปว่าควรจะทำให้เป็นระบบมากกว่านี้ โดยจะต้องมีการแบ่งพื้นที่ในการติดตั้งแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ เสี่ยงมาก เสียงกลาง เสี่ยงน้อยสุด จุดไหนเป็นพื้นที่เสี่ยงมากก็ติดเยอะหน่อย
ดังนั้นไม่ใช่แต่คิดจะติดอย่างเดียวจะต้องมีคนคอยเฝ้าด้วย ประกอบกับเจ้าหน้าที่ต้องมีความรู้ความสามารถพอในการใช้กล้อง วันนี้กำลังรื้อระบบนี้อยู่ ทำระบบให้มันต่อเนื่องกัน และต้องเข้มงวดให้มากขึ้นเพื่อดูแลกล้องเหล่านี้ อย่าไปพูดถึงเรื่องทุจริต พูดไปก็เท่านั้น พูดไปคนเหล่านั้นก็ไม่เลิกทุจริตอยู่ดี ไปหาคนทุจริตมาแล้วลงโทษ อย่าไปเอาคนที่ทำผิดคิดทุจริตมารวมกับคนที่เขาตั้งหน้าตั้งตาทำงาน
'ผบ.ทบ.' ค้านตั้งศูนย์พักพิงชาวโรฮิงญาเพิ่ม
วันเดียวกันที่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11รอ.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการลักลอบเข้าประเทศไทยของชาวโรฮิงญาว่า กรณีดังกล่าวถือเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมานานแล้ว ที่ผ่านมาทุกลมมรสุมสงบลงในซีกฝั่งทะเลอันดามันก็จะมีการลักลอบเข้าเมืองมาโดยตลอด ทุกปีจะมีการลักลอบเข้ามา ประมาณ 200-300 คน โดยเดินทางเข้ามาบริเวณชายฝั่งเพื่อลัดเลาะไปยังประเทศอื่น ซึ่งไทยไม่ได้เป็นประเทศปลายทาง แต่เมื่อเข้ามาแล้วทางไทยก็จะให้การดูแลเรื่องมนุษยธรรม เพราะตามหลักการกลุ่มบุคคลดังกล่าวอยู่ในสถานะผู้หลบหนีเข้าเมือง ไม่ใช่หลบหนีภัยจากการสู้รบ ซึ่งการดำเนินการทางกฎหมายไทยมีความชัดเจน หากกลุ่มชาวโรฮิงญาขึ้นฝั่งไทยแล้วจะต้องถูกดำเนินคดีก่อนที่จะส่งตัวกลับประเทศต้นทาง โดยมีการกำหนดชัดเจนตามนโยบายของรัฐบาล
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อไปว่า อยากให้มอง 2 ประเด็น คือ1.ด้านมนุษยธรรม ที่จะต้องดูแลทุกอย่างตามความสมควร เนื่องจากกลุ่มคนดังกล่าวได้รับผลกระทบจากความยากจน และ2.ไทยจะต้องดูแลด้านความมั่นคง หากรับคนไว้มากในระยะยาวจะทำให้เกิดปัญหาขึ้นได้ และขณะนี้มีนโยบายที่จะนำคนที่อยู่ในศูนย์พักพิงจำนวน 9 แห่ง ไปยังประเทศที่สาม ซึ่งเราพยายามผลักดันเป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว จากเดิมมีจำนวน 1.9 แสนคน แต่ขณะนี้เหลือ 1.3 แสนคน โดยที่เหลือยังไม่มีประเทศใดแสดงความจำนงในการรับไปดูแลต่อ หากจะจัดตั้งศูนย์ดูแลเพิ่มขึ้นมาอีก 1 แห่ง จะเป็นภาระหรือไม่นั้น ก็จะต้องมีการหารือร่วมกันระหว่างรัฐบาลและหน่วยงานด้านความมั่นคง ทั้งนี้เราจะต้องมองประเทศชาติของเราเป็นหลัก แต่จะต้องไม่ทอดทิ้งเรื่องสิทธิมนุษยชน ซึ่งอยู่ในขั้นตอนของการหารือร่วมกัน
“ถ้ามีการลักลอบเข้ามาบริเวณตามแนวชายแดนนั้นจะเป็นขบวนการ ขณะนี้กำลังดำเนินการตรวจสอบอยู่ หากพบว่ามีเจ้าหน้าที่ไปเกี่ยวข้องต้องถูกดำเนินคดี โดยเฉพาะทหารที่จะต้องถูกไล่ออกและดำเนินคดีอาญา ซึ่งชาวโรฮิงญาที่ลักลอบเข้ามาส่วนใหญ่จะเข้ามาทางเรือและทางบก แต่สิ่งที่เรากังวลและได้นำเรียนรัฐบาลแล้ว ถ้าให้เขาอยู่นานเกินไปก็จะมีการลักลอบเข้ามาเพิ่มเติม เพราะปัญหาเกิดจากต้นทาง ไทยอยู่กลางทางไม่ใช่ประเทศปลายทาง หากมีการรับไว้มากๆ ชาวโรฮิงญาจากต้นทางก็จะมาที่ไทยมาขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเราต้องดูว่าเราจะต้องดำเนินการอย่างไรต่อไป ต้องหาคำตอบเรื่องนี้ให้ชัดเจน และถ้าชาวโรฮิงญาอยู่ในประเทศไทยนานเหมือนกับที่ศูนย์พักพิงอื่นๆ โดยมีการลักลอบออกมาทำงานข้างนอกและเกิดความสัมพันธ์กับคนไทยจนมีลูกหลานหรือเผ่าพันธุ์ที่ไม่เหมือนคนไทย ดังนั้นก็จะมีความแปลกผสมกัน เราจะต้องดูแลคนไทย เนื่องจากมีความยากจนอยู่แล้ว ทั้งนี้ไม่ว่าใครจะดูแลชาวโรฮิงญาก็ตามแต่ก็ไม่รู้จะนำบุคคลเหล่านี้ไปไว้ไหนต่อไป ทั้งนี้ ต้องหาทางให้เขากลับไปประเทศต้นทางให้ได้ ส่วนใครจะรับหรือไม่นั้นผมไม่รู้และไม่อยากพูดว่าต้นทางมาจากไหน เพียงแต่ต้องผลักดันกลับประเทศต้นทางหรือประเทศที่สาม แต่ไม่ใช่ประเทศไทย” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่มีบางฝ่ายออกแนวคิดจัดตั้งศูนย์พักพิงชาวโรฮิงญาเพิ่มขึ้นว่า หากจะตั้งก็ขึ้นอยู่กับมติที่ประชุมระหว่างรัฐบาลกับหน่วยงานด้านความมั่นคง แต่ตนมีความเห็นว่าจะต้องดูแลไปสักระยะก่อนที่จะมีการผลักดันไปประเทศต้นทางและประเทศที่สาม แต่ทุกประเทศต้องร่วมมือกัน ไม่ใช่ว่าไทยจะเป็นม้าอารี เราเป็นประเทศพุทธที่ดูแลทุกคน แต่หากอะไรที่เป็นปัญหาระยะยาวเราไม่สอนให้คนไทยรังเกียจ ดังนั้นอย่าไปรังเกียจเขา เขาเป็นคนที่น่าสงสาร แต่เราจะดูแลเขาอย่างไรทุกคนต้องช่วยกัน รัฐบาลและหน่วยงานด้านความมั่นคงก็ลำบากใจ แต่ประเทศไทยต้องยึดผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก โดยเราจะต้องหาทางออกที่ไม่เป็นปัญหากับเราในอนาคต แต่ต้องให้เขายอมรับด้วย เดี๋ยวจะหาว่าเราไม่มีมนุษยธรรม อย่างไรก็ตามขอให้ใจเย็น เพราะเชื่อว่าเรื่องนี้สามารถแก้ไขได้
เมื่อถามว่า มีข่าวว่าเจ้าหน้าที่ของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) เข้าไปเกี่ยวข้องหาผลประโยชน์กับชาวโรฮิงญา พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า มีทุกองค์กร แต่ตนก็ไม่อยากกล่าวถึงองค์กรอื่นๆ แต่ในส่วนของทหารเมื่อไปทำงานกับเรื่องพวกนี้ จริงๆแล้วทหารไม่ได้ต้องการเข้าไปยุ่งเกี่ยว แต่เมื่อไปทำงานแล้วจึงเกิดความใกล้ชิดจนบางทีก็มีถูกชักจูง แต่ตนได้บอกแล้วว่าอย่าไปหลงประโยชน์ ถ้าถูกจับกุมและพิสูจน์ว่าเขาไปเกี่ยวข้องจริงก็จะเสียอนาคต พร้อมทั้งถูกดำเนินคดีอาญา แต่ถ้ามีเจ้าหน้าที่กอ.รมน.เข้าไปเกี่ยวข้องก็เชื่อว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ของกอ.รมน.ภาค 4 เพราะรับผิดชอบในพื้นที่ ทำงานร่วมกันระหว่างพลเรือน ตำรวจ และทหาร ทั้งนี้ตนต้องการให้สังคมแยกแยะ ถ้าทหารคนใดทำไม่ดีก็ขอให้พิจารณาเป็นรายบุคคล แต่ส่วนใหญ่ตนเชื่อว่าเป็นคนดี เพราะทหารมี 2.5 แสนนาย หากไม่ดี 2 คน จะมารวมทหารที่เหลืออยู่ว่าเลวทั้งหมดคงไม่ใช่ ทหารก็เหมือนประชาชนทั่วไปเมื่อทำผิดก็ต้องถูกลงโทษ แต่เป็นทหารก็ถูกดำเนินการหนักกว่าคนทั่วไป
'ประยุทธ์' พร้อมเปิดค่ายทหารให้ผู้สมัครฯกทม.หาเสียง
ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ให้สัมภาษณ์ถึงการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. ว่า ตามกติกาของกฎหมาย ตนบอกแล้วว่าใครจะเข้ามาดำเนินการหาเสียงในค่ายทหารขอให้ติดต่อมายังเจ้าหน้าที่ ซึ่งขณะนี้ทราบว่าได้มีการติดต่อเข้ามาบ้างแล้วและตนก็ได้อนุมัติ โดยเปิดให้ผู้สมัครทุกรายทั้งสังกัดพรรคการเมืองและในนามอิสระ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่ากำลังพลจะเลือกใครเข้ามาเป็นผู้ว่าฯกทม.
เมื่อถามว่าทางกองทัพจะมีการกระซิบให้เลือกใครหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ ย้อนถามกลับว่า “กระซิบทำไม เพราะกระซิบไม่ได้ วันนี้เราเป็นทหารสมัยใหม่ อะไรที่เกี่ยวกับทหาร กำลังพลต้องฟังผม อะไรที่เป็นหน้าที่ต้องฟังผม แต่ถ้าเป็นหน้าที่ของประชาชนว่าจะการเลือกตั้งหรืออะไรก็ต้องว่าไปตามนั้น ไม่สามารถไปบังคับได้ ไม่ใช่วันนี้หรือวันไหน ไม่สามารถบังคับได้”
เมื่อถามว่าคนที่จะมาเป็นผู้ว่าฯกทม.ควรมีคุณสมบัติพิเศษอย่างไร พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ต้องเป็นคนดี มีคุณธรรม สร้างจริยธรรมให้เกิดขึ้นภายในองค์กรและดูแลประชาชน ตนคิดแบบทหารที่จะดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างไร ใครจะเป็นใหญ่เป็นโตต้องดูแลลูกน้อง คนที่ด้อยโอกาสจะได้มีโอกาสที่เท่าเทียมกัน
'ประยุทธ์' กร้าว! ทหารพร้อมรบ หากเสียพื้นที่ 4.6 ตร.กม.
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา (ผบ.ทบ.) กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มแนวร่วมคนไทยรักชาติรักษ์แผ่นดินออกมาชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลไม่ยอมรับคำพิพากษาของศาลโลกกรณีเขาพระวิหารว่า ก็ชุมนุมกันไป ประชาชนทุกคนคงรักชาติ แต่อยากให้รักอย่างถูกต้อง ซึ่งมีกฎ กติกาอยู่ ปัญหาคือเขายังไม่เข้าใจ และตนคงจะไปห้ามไม่ได้ เพราะจะตำหนิตนว่าไม่รักชาติทั้งนี้มีสิทธิ์ที่จะแสดงความคิดเห็นได้ แต่อย่าให้เกิดความรุนแรง และอย่าให้เหตุการณ์ลุกลามบานปลาย หรือให้ใครนำไปใช้ประโยชน์ในเรื่องอื่น โดยอย่านำไปเป็นคดีการเมืองต่อไป ตนคิดว่าคนละเรื่อง ในส่วนที่เขารักชาติโดยบริสุทธิ์ใจ ไปห้ามไม่ได้อยู่แล้ว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้ต้องแยกเป็น 2 เรื่อง คือ กระบวนการของศาลโลกซึ่ง เขามีสิทธิ์ไปฟ้องต่อศาล เราก็ต้องรอคำตัดสินว่าจะออกมาอย่างไร จะเข้าข่ายว่าเป็นคดีเก่าที่เกี่ยวข้องกับอาณาเขต เส้น vicinity หรือไม่ และศาลจะรับพิจารณาหรือไม่ก็เป็นสิทธิ์ของศาล ซึ่งหากรับแล้วจะตัดสินอย่างไร ก็ต้องต่อสู้กันตามกระบวนการ ขณะนี้ทุกคนร่วมกันต่อสู้ จะชนะหรือแพ้ ก็ต้องรอฟัง จากนั้นก็ต้องมาดูว่าจะทำอย่างไรต่อไป บางอย่างพูดไม่ได้เลยในวันนี้ อีกเรื่องคือมาตรการคุ้มครองชั่วคราว ซึ่งตนจำเป็นต้องพูด เพราะมีผลกระทบกับตน และทหาร โดยมาตรการดังกล่าวเกิดจากการละเมิดข้อ 5 ของเอ็มโอยู 43 ที่ระบุว่าพื้นใดที่มีปัญหาในสองประเทศนั้น ต้องอยู่ร่วมกันอย่างสันติ โดยไม่มีการดัดแปลงก่อสร้าง เมื่อมีฝ่ายใดละเมิดก็มีการประท้วงที่ผ่านมาประท้วงกันไปหลายสิบครั้งแล้วก็รบกัน ซึ่งเอ็มโอยูฉบับนี้ไม่ได้เป็นการยอมรับเส้นเขตแดน
“ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนการดำเนินการอยู่ เมื่อจบเรื่องคำพิพากษาศาลโลกเราก็ได้คิดและได้วางแผนร่วมกัน ประเด็นสำคัญคือเราอยากให้มีการพูดคุยกันสองประเทศแบบทวิภาคีมากกว่า ที่มาบอกว่าเราไปยอมรับ ความจริงเราไม่ได้ยอมรับ มาตราส่วนตามแผนที่ต่างคนต่างก็ถือไป สำคัญคือจะอยู่ร่วมกันอย่างไร และถ้าจะอยู่กันก็ต้องไม่ละเมิดกติกา ขณะนี้มีสองส่วนคือ รอคำพิพากษาของศาลโลก และการปฏิบัติตามมาตรการคุ้มครองชั่วคราวที่ออกมาเพราะมีการปะทะกันระหว่างวันที่ 2-4 เม.ย.54 ซึ่งรบกันแรงพอสมควร เพราะฉะนั้น ถ้าหลีกเลี่ยงการรบกันได้ก็ดี แต่ทหารพร้อมอยู่แล้วทุกเรื่อง แต่ท้ายสุดถ้าจะรบกัน จะบานปลายหรือเปล่า อันนี้เป็นเรื่องที่พวกเราต้องตัดสินใจกัน เพราะเราพร้อมรบทุกอย่าง ถ้าตัดสินใจว่ารบก็คือรบ แต่ผมว่ามีกติกาอยู่ ต้องรอให้ชัดเจนก่อน” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
เมื่อถามย้ำว่า ได้มีการเตรียมพร้อมหรือไม่ หากศาลโลกตัดสินว่า พื้นที่พิพาท 4.6 ตารางกิโลเมตรเป็นของกัมพูชา พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า พร้อมมาตลอด ทหารเขาพร้อมหมดแล้ว แต่ตนคาดหวังว่าจะไม่ตัดสินออกมาอย่างนั้น เพราะจะเป็นปัญหา ซึ่งตนไม่รู้ว่าเขาจะตัดสินด้วยอะไร เพราะไทยก็ถือแผนที่ของเรา ถ้าเขาถือแผนที่ของเขา แล้วเราต้องปฏิบัติตามหรือไม่ ก็ต้องไปว่ากัน รัฐบาลก็ต้องเรียกฝ่ายความมั่นคงมาพูดคุยกันว่าจะทำอย่างไร ขณะนี้ตนอยากให้ทุกคนร่วมกันคิดร่วมกันทำ และวันนี้ก็กำลังทำเช่นนั้นอยู่ อย่ามากล่าวหาว่าตนเลือกข้าง เพราะอย่างที่ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด บอกแล้วว่า แต่ละฝ่ายมีหน้าที่ของตนก็ทำไป
“แต่มีคนมาบอกว่าทหารไม่ดูแลชายแดน ซึ่งเราดูแล มีบาดเจ็บ ล้มตาย อย่าลืมว่าเรารบมากี่ครั้งแล้ว ปี 2554 เรารบมา ตายไปหลายคน ทุกคนก็ภูมิใจว่าเขารักษาแผ่นดินไว้ได้ กองทัพบกมีหน้าที่ในการรักษาพื้นที่ทางบกทั้งหมด 5 พันกว่ากิโลเมตร เขาพระวิหารก็เป็นส่วนหนึ่งที่ต้องดูแล แต่เป็นจุดที่มีความสำคัญและเป็นปัญหาระหว่างประเทศ ถือเป็นพื้นที่ความขัดแย้งแต่อย่าเรียกเป็นอย่างอื่น ต่างคนก็ต้องต่อสู้ในหนทางที่สันติก่อน ถ้ารบกันมันง่าย แต่คนที่ได้รับความสูญเสียคือประชาชน เพราะทหารเป็นธรรมดาเราทำใจได้ แต่ประชาชนที่สูญเสียจะทำอย่างไร ก็ว่ากันใหม่ เพราะอาวุธสมัยใหม่รุนแรงขึ้น ส่วนใหญ่ทหารมีเครื่องป้องกันตนเอง แต่ชาวบ้านไม่มี และประชาชนตามแนวชายแดนก็จะไม่สงบสันติ ก็ต้องไปถามเขาด้วยว่าจะเอาอย่างไร แต่ท้ายสุดแผ่นดินเป็นส่วนที่เราต้องรักษาไว้ให้ได้ ต้องเริ่มด้วยกฎหมายก่อน เรื่องกำลังใช้เมื่อไหร่ก็ใช้ได้ ไม่ต้องห่วง เราก็พร้อมอยู่แล้ว“ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
'ประยุทธ์' ชม 'ร.11 รอ.' ทำงานดี-หน่วยสะอาด
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา (ผบ.ทบ.) ได้เป็นประธานวันสถาปนากรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ ครบรอบ 111ปี โดยพล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า อดีตผู้บังคับบัญชาได้สร้าง ร.11 รอ.ขึ้นมา และตนก็ได้ทำหน้าที่รักษาดูแลต่อ เพื่อให้รุ่นน้องที่จะโตมาแทนในรุ่นต่อไป รถทุกคัน บ้านทุกหลังก็ต้องรักษากันต่อไป หน้าที่ของตนคือการดูแลทรัพยากรของกองทัพให้กับคนรุ่นหลังเพื่อให้ได้ใช้งานและมีความเข้มแข็งในการดูแลปกป้องประเทศชาติต่อไป ตนไม่ได้สอนให้ใครมีความขัดแย้ง แต่สอนให้ทุกคนปฏิบัติให้ถูกต้องตามครรลองครองธรรม มีศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรม
ทั้งนี้ตนรู้สึกพอใจการทำงานของ ร.11 รอ. สิ่งที่เราจะวัดการพัฒนาของ ร.11 รอ. ได้คือ 1.สถานที่ที่จะต้องมีความสวยงามและทันสมัย เช่น ห้องน้ำต้องสะอาดเหมือนกับบ้านคนไม่ส่งกลิ่นเหม็น ทั้งนี้ห้องน้ำของผู้บังคับบัญชานั้นดีและสวยอยู่แล้ว ต่อไปถ้ามีโอกาสก็จะไปดูห้องน้ำของผู้ใต้บังคับบัญชาด้วย เพราะเข้าใจความรู้สึกของกำลังพล ทั้งนี้เราจะต้องดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาทุกหน่วยและทุกระดับให้ดี อย่างไรก็ตามตนต้องการให้กำลังพลในกองทัพมีความฉลาด รอบรู้ ทันสมัย มีวิสัยทัศน์



