
'พท.-ปชป.'เปิดกลยุทธหาเสียง
ผอ.เลือกตั้ง'พท.-ปชป.' เปิดกลยุทธหาเสียงเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.
การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่จะมีขึ้นในวันที่ 3 มีนาคม สองพรรคใหญ่ "เพื่อไทย-ประชาธิปัตย์" ต่างทุ่มเททุกศักยภาพ เพื่อช่วงชิงเก้าอี้ท้องถิ่นตัวนี้ และในโอกาสนี้ "ผู้อำนวยการเลือกตั้ง" ทั้งสองพรรคได้เปิดใจพูดคุยถึงตัวผู้สมัครและทิศทางการหาเสียง เพื่อสู้ศึกสนามนี้
"ผู้ว่าฯไร้รอยต่อสร้างอนาคต กทม.-ชาติ"
"ภูมิธรรม เวชยชัย" เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้อำนวยการเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพมหานครของพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับยุทธศาสตร์ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ที่พรรคส่ง "พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ" อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และอดีตเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ถือเป็นมือใหม่ทางการเมือง เมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง "ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร" แชมป์เก่าจากพรรคประชาธิปัตย์
"ภูมิธรรม" ยอมรับว่า เป็นรองประชาธิปัตย์ เพราะคนของพรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นผู้ว่าฯ กทม.มานานถึง 9 ปี ฉะนั้นต้องถือว่าสนาม กทม.เป็นของ ปชป.แต่อำนาจของ กทม.ตามพระราชบัญญัติการปกครองส่วนท้องถิ่น ทำงานได้ในขอบเขตจำกัด เช่น เรื่องไฟฟ้า ประปา ก็ไม่ใช่เรื่องของ กทม.เป็นเรื่องของรัฐวิสาหกิจภายใต้กำกับของกระทรวงมหาดไทย เรื่องถนนหลัก เรื่องรถไฟฟ้า ก็เป็นเรื่องของกระทรวงคมนาคม ถ้าอยากให้คน กทม.ได้ประโยชน์สูงสุดก็ต้องเลือกผู้ว่าฯ ที่เป็นทีมเดียวกับรัฐบาล เพื่อทำงานร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ
"ภูมิธรรม" กล่าวว่า ในส่วนของ กทม.ไม่เกี่ยวว่าจะต้องเลือกใครมาค้าน แต่ถ้าจะมองในเรื่องคานอำนาจ จะต้องไปดูที่สภา กทม. ซึ่งเป็นของพรรค ปชป.เกือบเต็มสภา ถ้าจะมองแบบนี้ก็ต้องเลือกคนของพรรคเพื่อไทยมาเป็นผู้ว่าฯ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับการรวบอำนาจ การถ่วงดุล เรากำลังพูดถึงเรื่องการบริหารจัดการให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
"ภูมิธรรม" ได้ยกกรณีการแก้ปัญหาน้ำท่วม ว่าเป็นตัวอย่างที่เห็นชัดเจนที่สุดว่า เมื่อผู้ว่าฯ กับรัฐบาลอยู่ต่างพรรคกัน มีความเห็นต่างกันจึงทำงานลำบาก คน กทม.ต้องพิจารณา 2 อย่าง คือ 1.การอยู่ภายใต้การบริหารงานของพรรคประชาธิปัตย์ในหลายปีที่ผ่านมา คนกทม.พอใจหรือไม่ 2.พรรคเพื่อไทยเห็นว่ากทม.ต้องเปลี่ยนแปลง และจะนำเสนอวิสัยทัศน์ให้เห็นว่าอนาคตของ กทม.ควรจะเป็นอย่างไร อย่างเป็นรูปธรรม
"อนาคตของ กทม.ควรต้องดีกว่านี้ ต้องเป็นแหล่งที่สร้างโอกาส สร้างรายได้ใหม่ๆ หัวใจของยุทธศาสตร์ที่เราเสนอ คือการมองกทม.ให้เป็นเนื้อเดียวกับการทิศทางใหญ่ของการพัฒนาประเทศ ต้องมองอนาคตชาติร่วมไปกับอนาคต กทม. นโยบายที่เราจะนำเสนอจึงจะต้องครอบคลุมเรื่องเหล่านี้"
"ภูมิธรรม" บอกว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ประกาศทิศทางของประเทศไปว่าจะพัฒนาในเรื่องใหญ่ๆ คือ ระบบคมนาคมขนส่งของประเทศในฐานะที่เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคนี้ซึ่งกำลังเป็นที่สนใจของโลก เพราะฉะนั้น กทม.ก็ต้องเข้าใจตำแหน่งของตัวเอง ต้องทำให้ กทม.เป็นมหานครแห่งโอกาส มหานครแห่งการพัฒนา
"ทั้งหมดจะสำเร็จสมบูรณ์ได้ ถ้าผู้ว่าฯ กทม.และรัฐบาลเป็นทีมเดียวกัน สามารถเชื่อมโยงกันได้อย่างไร้รอยต่อ หากคนละพรรคก็จะทำได้อย่างมีข้อจำกัด เราจะคิดลอยๆ เฉพาะกทม.โดยไม่คิดถึงประเทศไม่ได้ ไม่คิดถึงโลกไม่ได้”
ส่วนที่มองกันว่าหากพรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.จะเหมือนกองกำลังโจรป่าล้อมเมือง "ผู้อำนวยการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กรุงเทพฯ" กล่าวว่า ไม่อยากให้คิดอะไรที่น่ากลัวแบบนั้น วันนี้เป็นการคิดเรื่องโอกาสและการพัฒนาประเทศของคนในสังคมไทย ถ้าชนะก็แสดงว่าประชาชนซื้อความคิดของเพื่อไทย อยากได้โอกาสที่ให้ประเทศเดินไปข้างหน้า เป็นเรื่องโอกาสของประเทศ ไม่ใช่เรื่องของกองกำลังอะไร ไม่อยากให้คิดไกลไปขนาดนั้น
"ภูมิธรรม" เปรียบ "พงศพัศ" เป็นสินค้าที่มีชีวิต สินค้าที่ผ่านประสบการณ์การทำงานมา 30-40 ปี จุดเด่นคือเป็นคนที่เข้าถึง ติดดิน เข้าถึงทุกที่ของกทม. คุณสมบัติเด่นของพงศพัศคือเป็นนักประสานงาน ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญของคนที่จะมาเป็นผู้บริหาร กทม.หน่วยงานการปกครองท้องถิ่นที่มีขีดจำกัดแต่ต้องรับผิดชอบผู้คนจำนวนมหาศาล ที่สำคัญเป็นคนของพรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นรัฐบาลในปัจจุบัน จึงเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดที่จะเชื่อมโยงการทำงานกับรัฐบาล ผลักดันทิศทางของประเทศที่จะเดินไปข้างหน้าได้ประสบความสำเร็จ
ส่วนที่มีคนมองว่าจุดอ่อนของพงศพัศคือไม่เคยผ่านงานบริหาร "ภูมิธรรม" กล่าวว่า การเป็นนักบริหารไม่ใช่จะต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน นักบริหารคือนักประสานงาน เชื่อมโยงศักยภาพ ความรู้ความสามารถของทุกส่วนให้มาประกอบกันแล้วเกิดประโยชน์สูงสุด
"คุณชายต้องเป็นตัวตน"
"องอาจ คล้ามไพบูลย์" ผอ.การเลือกตั้งของพรรคประชาธิปัตย์ ยอมรับว่าการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งนี้ยากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะการเมืองจะเปลี่ยนไปเยอะ รัฐบาลทุ่มเทเต็มที่จะเอาชนะให้ได้ เพราะพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีออกมาย้ำว่าชนะแน่นอน
"องอาจ" บอกว่า ที่ผ่านมาก็สู้กับรัฐบาลมาทุกครั้ง แต่ที่ต่างคือฝ่ายรัฐบาลใช้ช่องว่างกฎหมายเช่นให้ พล.ต.อ.พงศพัศ ไปเป็นเลขาธิการ ป.ป.ส. ซึ่งมองว่าเขาวางเกมไว้แต่แรก ใช้งบ ป.ป.ส. ประชาสัมพันธ์ตัวเองมากกว่างาน หากเปรียบเทียบตัวมองตัว "ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร" เป็นสินค้า วางไว้ในสถานะไหน "องอาจ" ระบุว่า การเมืองมากกว่าสินค้า เป็นเรื่องของจิตวิญญาณ อุดมการณ์ หากเป็นสินค้าจะขาดจิตวิญญาณ แต่การเมืองมีจิตวิญญาณมีพื้นฐานความคิด สิ่งที่คุณชายมีเป็นธรรมชาติ เป็นตัวตน ไม่สร้างภาพ และเปลี่ยนไม่ได้ เพราะคุณชายคืออย่างนี้มาตลอดชีวิต
"ผมคิดว่าจะบอกว่าเราต้องนำเสนอความจริง มีคนพยายามบอกให้เปลี่ยนแปลง ผมก็ไม่เห็นด้วย คุณชายไม่ใช่นักการเมืองใหม่ คุณชายต้องเป็นตัวตน และเสนอความเป็นตัวตนของเขา เมื่อพูดไม่เก่งก็ต้องทดแทนด้านอื่น ชี้ให้เห็นเรื่องความตั้งใจ แต่ไม่มีเรื่องทุจริต"
ส่วนข้อสงสัยที่พรรคประชาธิปัตย์อาจจะเน้นที่คนชั้นกลางถึงสูง ต่างจาก พล.ต.อ.พงศพัศ ที่มีภาพติดกับคนรากหญ้า "องอาจ" มองว่า พงศพัศทำได้ทุกอย่าง ไม่เกี่ยวกับรากหญ้า แต่จะให้คุณชายสุขุมพันธุ์ไปทำอย่างนั้นคงไม่ทำ เพราะไม่ใช่ตัวตน
"องอาจ" กล่าวอีกว่า ยุทธศาสตร์ของพรรรคคือให้ผู้ว่ามาทำงานต่อเนื่อง ส่วนจะขับเคลื่อนยังไงก็ต้องให้ส.ส. ส.ก. ส.ข.สาขาพรรคต้องมาช่วยกัน งานพื้นฐานก็คือ มีรถแห่ ป้ายประชาสัมพันธ์ แต่ครั้งนี้จะมีเรื่องโซเชียลมีเดีย ครั้งนี้ก็จะมีคนมารับผิดชอบ โดยมี ดร.รัชดา ธนาดิเรก จะเป็นคนดูแลและต้องมารายงานทุกเช้า
หากเปรียบเทียบกับยุทธศาสตร์ของพรรคเพื่อไทย ที่ระบุว่า "ไร้รอยต่อ" องอาจ มองว่า พรรคเพื่อไทย พูดอย่างอื่นไม่ได้ นี่เป็นสูตรสำเร็จของเขา เพียงแต่ไปหาถ้อยคำมาใหม่ เช่นเมื่อก่อน เขาบอกเลือกคนรัฐบาลเพื่อประสานงานให้สำเร็จ ซึ่งก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์กัน เขาก็ต้องไปหาทางแก้ไข ถ้าไร้รอยต่อที่ผ่านมาช่วงน้ำท่วม จะท่วมทั้งกรุงเทพฯ
การเลือกตั้งครั้งนี้อาจมีผู้สมัครอิสระแบ่งคะแนน "องอาจ" ยอมรับว่า มีผู้สมัครอิสระแบ่งคะแนนแน่นอน และส่วนมากจะแบ่งคะแนนของพรรคประชาธิปัตย์ เพราะคนที่ลงคะแนนเลือกประชาธิปัตย์ ส่วนมากเป็นพวกที่คิดตัดสินใจเอง หากส่งคนไม่มีคุณภาพแฟนของ ปชป. เขาก็ไม่เลือก ไม่เหมือนเพื่อไทย ที่ส่งใครลงเขาก็เลือก
ขณะที่มีผู้วิจารณ์ว่า ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์มีเรื่องที่ถูกโจมตีเยอะ และพรรคเองก็เลือกนานกว่าจะส่งใครลงสมัคร "องอาจ" ชี้แจงว่า การตัดสินใจนานเป็นเรื่องปกติของพรรค ที่เป็นเสรีบางคนก็เสนอตัวเองหรือมีคนเสนอชื่อให้ อย่างตนก็ยังมีคนไปเสนอให้ ซึ่งเป็นเรื่องปกติ แต่สุดท้ายก็มาลงที่คุณชาย
"องอาจ" มองจุดแข็งของพล.ต.อ.พงศพัศ ว่าเขาเป็นที่รู้จักมาก และภาพที่ออกมาเหมือนเป็นนักสังคมสงเคราะห์ ซึ่งก็เป็นเหรียญสองด้าน เพราะเขามีภาพอย่างที่ถูกตั้งฉายาว่าเป็น "จูดี้อีเวนท์" ซึ่งเป็นได้ทั้งจุดแข็งจุดอ่อน นอกจากนี้เขาอาจจะเป็นนักประชาสัมพันธ์ที่ดี แต่เขาก็ทำเกินไป
ขณะที่จุดอ่อนของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ องอาจ มองว่า เป็นสุภาพบุรุษเกินไปในการทำงาน ทำให้คนกล่าวหาค่อนข้างมาก เพราะไม่ตอบโต้ ก้มหน้าก้มตาไปตามปกติ ส่วนจุดแข็งคือ มีความรู้ความสามารถรอบรู้ มีความตั้งใจที่จะทำงาน และความทุ่มเท
สำหรับนโยบายที่จะใช้หาเสียงนั้น "องอาจ" บอกว่า ต้องเน้นหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นจราจร ความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สิน สิ่งแวดล้อม อันนี้ต้องไปด้วยกันหมด ที่สำคัญคือเรื่องท่องเที่ยวที่ทำให้ กทม น่าท่องเที่ยวติดระดับโลก นี่เป็นผลงานที่พิสูจน์ได้ เพราะคนอื่นเป็นคนมอบให้ เราไม่ได้พูดเอง นี่เป็นการพิสูจน์ฝีมือในการบริหารงาน
เมื่อถามว่า หนักใจหรือไม่เพราะพรรคเพื่อไทยเป็นนักคิดนโยบายมืออาชีพ องอาจ บอกว่า "ผมว่าระดับชาติอาจจะทำได้ แต่ใน กทม. มีความเข้าใจพอสมควรว่าควรจะพิจารณาอย่างไร"



