
อาญาการเมือง
อาญาการเมือง : วิถียุติธรรม โดยชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ
ติดตามกันมานานพอสมควรสำหรับคดีความต่างๆ ที่เกิดขึ้นเนื่องจากปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในบ้านเราจนมีสำนวน สองมาตรฐาน เกิดขึ้นกับกระบวนการยุติธรรม ทำให้คิดไปได้ว่าการแสวงหาความยุติธรรมในบ้านเราเกิดมีปัญหา โดยเฉพาะพวกคอการเมืองจะรู้สึกอึดอัดจนไปถึงรู้สึกได้ว่าใช้สิทธิเสรีภาพไม่ได้เต็มใบ
คดีความเหล่านี้เท่าที่เห็นว่าเป็นที่สนใจและเป็นประเด็นในสังคม เช่น คดียึดทำเนียบรัฐบาล คดียึดสนามบินสุวรรณภูมิ ไปจนถึงคดีที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมและการสลายการชุมนุม รวมทั้งคดีหมิ่นสถาบัน ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ถูกกล่าวถึงในรายงานของ คอป. และตามมาด้วยวาทกรรมกระบวนการยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านและกระบวนการปรองดอง ซึ่งหลังๆ นี้รู้สึกว่าจะค่อยๆ จางไปจากสังคม
สำหรับคอการเมืองและกลุ่มคนที่มีส่วนได้เสียหรือเข้ามาเกี่ยวข้องในแง่มุมต่างๆ คงจะต้องติดตามผลของคดีกันต่อไปเป็นระยะๆ แต่ไม่ใช่ว่าท่านที่ไม่เกี่ยวข้องจะละเลยไม่สนใจเรื่องราวเหล่านี้เอาเสียเลย เห็นว่าถ้าคนส่วนใหญ่ของสังคมไม่ฉุกคิดเรื่องนี้เสียบ้างโดยอ้างว่าธุระไม่ใช่ อาจจะส่งผลต่อวิถียุติธรรมของสังคมไทยให้คืบหน้าไปได้ช้ามาก และอาจไม่ทันกับปัญหาที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตและลุกลามไปมากกว่านี้จนส่งผลกระทบถึงทุกคนไม่โดยตรงก็โดยอ้อม
อย่างไรก็ตาม ผลของคดีคงเดินหน้าต่อไปตามจังหวะจะโคนของกระบวนการยุติธรรม แต่ที่น่าสนใจไม่น้อยกว่ากันในวันนี้คือ สังคมจะมีกติกาและท่าทีสำหรับคนที่ต้องการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองของตัวเองได้มากน้อยแค่ไหนและอย่างไร รวมทั้งเมื่อเกิดความขัดแย้งทางความคิดเห็นเพราะต้องการให้ความเห็นของตัวเองได้รับการตอบสนองตอบ กระบวนการยุติธรรมจะมีวิธีการอย่างไรในการจัดการความขัดแย้งที่เกิดขึ้น
ความคุ้นเคยเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมที่สังคมส่วนใหญ่เข้าใจกัน มักจะเห็นว่าความยุติธรรมคือการใช้วิธีการในการตัดสินความถูกผิดที่เปรียบได้กับการพิสูจน์ว่าอะไรคือสีขาวหรืออะไรคือสีดำ และมองเห็นว่าสีอื่นที่อยู่ตรงกลางระหว่างสีดำกับสีขาวนั้นไม่มี
เมื่อสังคมมองอย่างนั้น จึงทำให้เชื่อว่าในความยุติธรรมจะต้องมีคนพวกหนึ่งถูกและอีกพวกหนึ่งต้องถือว่ากระทำผิด ผลที่ตามมาจึงเป็นว่าคนในสังคมถูกจำกัดล่วงหน้าว่ามี 2 พวกเท่านั้นถ้าอีกฝ่ายหนึ่งถูก อีกฝ่ายหนึ่งจะต้องถูกตราหน้าว่าเป็นฝ่ายผิด สังคมจึงต้องถูกแบ่งออกเป็น 2 ขั้วเท่านั้น
วิธีคิดของการตัดสินว่าถูกหรือผิด เป็นสีดำกับสีขาว หรือเป็นฝ่ายถูกกับฝ่ายผิดอาจเห็นว่ามีความยุติธรรมถ้าเรื่องนั้นเป็นเรื่องของการกล่าวหากันว่ามีการประทุษร้ายเกี่ยวกับทรัพย์สิน เช่น การลักขโมย จี้ ปล้น หรือประทุษร้ายต่อชีวิตและร่างกาย เช่น การทำร้ายร่างกาย การล่วงละเมิดทางเพศ การฆ่าหรือพยายามฆ่า กระบวนการหาความจริงและความยุติธรรมก็จะเป็นการนำเสนอพยานหลักฐานของแต่ละฝ่ายโดยมีผู้พิพากษาเป็นคนตัดสิน และหลังจากชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานแล้วจะมีคำพิพากษาว่าใครผิดใครถูกได้ในที่สุด
เมื่อหันมามองวิถีหรือธรรมชาติของความขัดแย้งทางการเมืองที่มาหรือสาเหตุของปัญหามีความแตกต่างจากที่ยกมาข้างต้น เพราะจุดเริ่มต้นจะเกิดจากความคิดหรือความเชื่อที่เกี่ยวกับการเมืองการปกครอง ซึ่งหากสังคมมีวิธีและกระบวนการที่เหมาะสมสอดคล้องกับเรื่องจะมีผลเป็นการป้องกันมิให้เกิดการประทุษร้ายต่อทรัพย์สินและชีวิตร่างกายต่อมาได้และยังจะส่งผลให้สังคมมีการพัฒนาทางการเมืองอย่างที่ควรจะเป็นไปด้วย
นอกจากนี้ประเด็นที่สำคัญก็คือเมื่อเกิดความขัดแย้งในสังคมที่เกี่ยวกับความคิดเห็นที่แตกต่างกันทางการเมือง กระบวนการยุติธรรมซึ่งเมื่อเห็นและเข้าใจพื้นฐานของเรื่องที่แตกต่างกันเช่นนี้จะมีการปรับตัวและวิธีคิด รวมทั้งกระบวนการอย่างไรให้สร้างความยุติธรรมให้แก่ความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นได้อย่างที่ควรจะเป็น เพราะผลดีหรือผลเสียที่เกิดขึ้นจะส่งผลต่อประชาธิปไตยในสังคมไทยอย่างมาก
บทเรียนที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า เป็นต้นทุนในการเริ่มต้นคิดเพื่อวิถียุติธรรมทางการเมืองในอนาคต



