
ความเป็นไทยที่หวงแหนจุงเบย
ความเป็นไทยที่หวงแหนจุงเบย : ว่ายทวนอารมณ์ โดยใบตองแห้ง [email protected]
ค่าแรง 300 บาท ไม่ยักทำให้เศรษฐกิจไทยหายนะ อย่างที่พวกจ้องล้มรัฐบาลแช่งชักหักกระดูก เพราะเอาเข้าจริง ภาคธุรกิจปรับตัวได้ พวกที่อยู่ไม่ได้คือพวกกดค่าแรงต่ำ อุตสาหกรรมสนธยา ซึ่งต่อให้ไม่ขึ้นค่าแรง ก็นับถอยหลังอยู่แล้ว
เราเลยไม่เห็นคนตกงานประท้วง เห็นแต่คุณพ่อคุณแม่รัฐวิสาหกิจการบินไทย แรงงานอภิสิทธิชน ได้เงินเดือนโบนัสไม่จุใจ
ญาติผมอยู่บริษัทก่อสร้าง บอกว่าไม่มีปัญหา จ่ายค่าแรงเกิน 300 ทั้งไทย พม่า กะเหรี่ยง แต่ที่มีปัญหาคือ กฎเกณฑ์ควบคุมแรงงานต่างด้าว ซึ่ง สุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน ก็เพิ่งกล่าวว่า บริษัทก่อสร้างในกรุงเทพฯ ถ้าขนคนงานข้ามเขตต้องจ่ายค่าต๋ง นี่หรือสังคมไทยที่ชอบพูดว่ามีความเมตตา กรุณา
กระทรวงแรงงานรับจดแรงงานต่างด้าว หนีเข้าเมืองมาอย่างไรก็ได้ รับจ้างคนไทยได้หมด แต่จำกัดเสรีภาพในการเดินทาง หรือกลับบ้านเยี่ยมญาติ เราจึงเห็นภาพที่น่าสงสาร แรงงานพม่า ลาว เขมร ตกเป็นเหยื่อตำรวจรีดไถ กับแก๊งลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย
ทำไมฝรั่ง ญี่ปุ่น ที่มีเวิร์เพอร์มิตในเมืองไทย ถึงไปเที่ยวเชียงใหม่ ภูเก็ตได้ ไม่เห็นห้ามข้ามเขต ทำไมห้ามแต่พม่า ลาว เขมร
นี่คือทัศนะเต่าล้านปีของฝ่ายความมั่นคง ซึ่งหวงแหน “ความเป็นไทย” แกมเหยียดเพื่อนบ้าน กลัวพม่า ลาว เขมร จะมาตั้งรกรากเป็นไทย แต่ถ้าลูกครึ่งฝรั่ง แห่แหนยังกะเทวดา
ล่าสุดกระทรวงมหาดไทยจะออกกฎกำหนดฐานะและเงื่อนไขการอยู่ในราชอาณาจักรของผู้ที่ไม่ได้สัญชาติไทย ซึ่งแปลว่าลูกหลานแรงงานข้ามชาติที่เกิดในไทย นอกจากไม่ได้สัญชาติแล้ว ยังกลายเป็นผู้เข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย เป็นโจรตั้งแต่ร้องแว้ๆ ออกจากท้องแม่
ถ้ากฎหมายที่ไม่มีประเทศไหนเขาทำกัน ผ่านมติ ครม.ออกมา ก็จะเป็นตลกอุบาทว์ เพราะนี่คือรัฐบาลที่มาตามวิถีประชาธิปไตย ที่กำลังรบรากับพวกคลั่งชาติ จะอ้างสนธิสัญญาโตเกียว สมัยจอมพล ป.ทำกับญี่ปุ่นผู้รุกราน มาทวงคืนปราสาทพระวิหาร
ทัศนะ “หวงแหนความเป็นไทย” เป็นแฟรนไชส์ของลัทธิคลั่งชาติ ความเป็นไทยมีหนึ่งเดียว เสมือนคนไทยทุกคนสืบทอดมาจากยุคพระนเรศวร เป็นทัศนะที่ตลก เพราะบางคนก็เป็นตึ่งนั้งเกี้ย พ่อแม่อพยพมาไม่กี่สิบปีนี่เอง แต่ชี้นิ้วไล่มุสลิมมลายูที่อยู่มาเป็นพันปีว่า ถ้าไม่อยากเป็น “คนไทย” ก็ออกไปจากแผ่นดินของกู
สังฆราชปาลเลอกัว เดินทางมาเมืองไทยสมัยรัชกาลที่ 4 บันทึกไว้ว่า สยามมีประชากรราว 6 ล้านคน เป็นคนสยามและคนลาว 3 ล้าน คนจีน 1.5 ล้าน มลายู 1 ล้าน เขมร 5 แสน มอญ 5 หมื่น
ตัวเลขนี้อาจไม่ถูกเป๊ะ แต่ความเป็นจริง รัฐต่างๆ ในสุวรรณภูมิก็รบรากวาดต้อน เคลื่อนย้ายแรงงาน สมสู่กัน จนยากพิสูจน์ดีเอ็นเอว่าใครบ้างเป็นลูกหลานไทยสมัยพระนเรศวร
ความเป็นรัฐชาติไทยก็เพิ่งเกิดสมัย ร.5 นี่เอง ในขณะที่ชนชั้นนำประโคมว่า “ไทยเสียดินแดน” จริงๆ แล้วก็มีด้านที่ได้ดินแดน เพราะก่อนหน้านั้น ล้านนา ล้านช้าง หรือแหลมมลายูทางใต้ เป็นแค่เมืองประเทศราช สมัย ร.3 ดินแดนสยามยังไปถึงแค่โคราชเท่านั้น เมื่อจักรวรรดินิยมตัดแบ่งลาว เขมร มลายู ส่วนที่เหลือก็กลายเป็นรัฐไทยที่มีเขตแดนชัดเจนเป็นครั้งแรก
หลังจากนั้นชนชั้นนำไทยจึงปลุกชาตินิยมแบบรัฐนิยม โดยเฉพาะสมัย “เชื่อผู้นำชาติพ้นภัย” ต่อเนื่องจนสมัยสฤษดิ์ เผด็จการทหาร เผด็จการครึ่งใบ เพราะชาตินิยมเอื้อประโยชน์ ให้อำนาจ แก่กองทัพและชนชั้นนำ
ความเป็นชาติควรหมายถึงผลประโยชน์ร่วมกันของคน 70 ล้าน ซึ่งบางครั้งเราต้องชาตินิยมเพื่อไม่ให้ชาติอื่นเอาเปรียบ แต่ก็ไม่ใช่คลั่งชาติแบบ 70 ล้านคนต้องยอมตายเพื่อผืนดินตารางนิ้วเดียว ในเมื่อยังมีวิธีแก้ไขปัญหาที่อะลุ่มอล่วยกว่า เป็นประโยชน์กว่า
“ความเป็นไทย” บางครั้งฟังแล้วอุ่นใจ เช่น ไปต่างบ้านต่างเมืองเจอ “คนไทยด้วยกัน” แต่เราก็คงไม่บอกว่า สะใจ ตำรวจไทยด้วยกันรีดไถแรงงานเขมร
คำว่า “คนไทยด้วยกัน” ที่ใช้ในหลายๆ ที่ ถ้าตัดคำว่า “ไทย” ออกไปก็ไม่เสียความหมาย เช่น “มีน้ำใจให้คนไทยด้วยกัน” “คนไทยด้วยกันอย่าทะเลาะกัน” เพราะจะ “คนไทยด้วยกัน” หรือ “คนด้วยกัน” ก็อยู่บนพื้นฐานมนุษยธรรมอันเป็นสากล อยู่เหนือเชื้อชาติ ศาสนา หรือเขตแดน
ฉะนั้น การกีดกันคนต่างด้าวในบางระดับเป็นเรื่องยอมรับได้ แต่ถึงขั้นทำให้เด็กเกิดมาก็ผิดกฎหมาย มันล้ำเส้นมนุษยธรรมไปแล้วครับ
...................
(หมายเหตุ : ความเป็นไทยที่หวงแหนจุงเบย : ว่ายทวนอารมณ์ โดยใบตองแห้ง [email protected])



