
'นกกาน้ำ'นับแสนหนีหนาวพึ่งเย็น
อากาศโลกเปลี่ยนแปลงหนาวต่อเนื่อง นกกาน้ำ-นกเป็ดน้ำนับแสนมาพึ่งเย็นเมืองปราจีนบุรี ขณะที่ปลาเมืองปทุมธานีตายในบ่อดินกว่า 100 ไร่ หอยกะพงเป็นล้านถูกคลื่นซัด
20ม.ค.2556 สืบเนื่องจากอากาศโลกเปลี่ยนแปลงหนาวมากในหลายพื้นที่ทำให้มีนกหลายชนิดหนีมาพึ่งเย็นในประเทศไทย ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากนายสนิท อินทร์จันทร์ อายุ 74 ปี เลขที่ 69 หมู่ 1 ต.ดงขี้เหล็ก อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี ว่า ทำนาและเลี้ยงวัวอยู่พื้นที่ทุ่งบางบริบูรณ์ ต.ดงพระราม อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี ถนนสายบ้านหนองกระจับ -วัดสง่างาม หลังอากาศเปลี่ยนแปลงกลับมาหนาวเย็นนานกว่า 7 สัปดาห์พบว่ามีนกหนีหนาวทั้งนกเป็ดน้ำและนกกาน้ำจำนวนมากกว่า 100,000 ตัวมาหากินในหนองน้ำ ทั้งนี้เกรงว่าจะมีคนใจร้ายไปดักจับ -ยิงเป็นอาหารจึงแจ้งให้สื่อมวลชนทราบเพื่อสื่อผ่านถึงเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบต่อไป
ปลาเมืองปทุมธานีตายในบ่อดินกว่า100ไร่
เมื่อเวลา 14.00 น.นายเฉลิมพล มั่งคั่ง นายอำเภอลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี ได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่าพบปลาโผล่หัวลอยตัวขึ้นมาจำนวนมากและปลาเล็กได้ลอยตายเป็นแพให้ไปตรวจสอบด้วย ภายในหมู่บ้านปิ่นเจริญ ม.8 ต.หน้าไม้ อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี จึงไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ
ที่เกิดเหตุเป็นบ่อดินขนาดกว่า 100 ไร่ ลึกกว่า 100 เมตรของหมู่บ้านที่ขุดดินนำไปถมยังพื้นที่อื่น ทำให้เกิดเป็นบ่อน้ำขนาดใหญ่ที่ชาวบ้านในหมู่บ้านนี้ได้ใช้น้ำเป็นหลัก แต่มาวันนี้ปลาในบ่อเกิดอาการโผล่หัวลอยตัวขึ้นมาเสียชีวิตจำนวนมาก และปลาแป้น ปลาแปบ ลอยตายกันจำนวนมากและเริ่มมีปลาขนาดใหญ่โผล่หัวลอยตัวขึ้นมาตามกันจำนวนมาก
จากการสอบถามนายประศาสน์ ผาสุขี อายุ 48 ปี อยู่บ้านเลขที่ 135 /134 ม.5 ต.หน้าไม้ อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี ซึ่งมีบ้านติดกับบ่อน้ำได้แจ้งว่าปลาเล็กเริ่มตายลอยตัวขึ้นมาส่งกลิ่นเน่าเหม็นแล้วเมื่อวันที่ 19 ม.ค.ที่ผ่านมาและมาในวันนี้เริ่มมีปลาขนาดใหญ่ขึ้นโผล่หัวขึ้นมาลอยตัวจะมีปลาสวาย ปลานิล ปลาจีน ปลายี่สกเทศ ลูกกุ้งโดยมีชาวบ้านจำนวนมากได้มาทำการใช้อุปกรณ์ในการจับปลามารุมกันจับปลารอบบ่อน้ำแห่งนี้เป็นร้อยๆคน
ด้านนายเฉลิมพล มั่งคั่ง นายอำเภอลาดหลุมแก้ว ได้สั่งห้ามชาวบ้านจับปลาไปกินเนื่องจากกลัวว่าปลาที่ตายจำนวนมากน่าจะถูกสารพิษจากผู้น้ำสารพิษมาทิ้งในแหล่งน้ำแห่งนี้ ซึ่งได้เก็บตัวอย่างน้ำจำนวน 2 ขวดเพื่อส่งไปตรวจหาสาเหตุปลาตายในครั้งนี้ แต่ชาวบ้านไม่ฟังได้ช่วยกันจับปลาจำนวนมากที่ลอยตัวขึ้นมาจับใส่เกลือตากแดดแทน
หอยกะพงนับล้านถูกคลื่นซัดเกยหาดหัวหิน
ขณะที่บริเวณสะพานปลา ชายหาดหัวหิน อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้เกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติ มีหอยขึ้นมาเกยหาดระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร เป็นจำนวนมาก มีประชาชนเดินทางไปเก็บหอยมาประกอบอาหารกันอย่างคึกคัก โดยพบว่าหอยบางส่วนได้ขึ้นมาเกยหาด บางส่วนยังคงจมอยู่ในน้ำ ซึ่งหอยเริ่มขึ้นมาเกยหาดตั้งแต่ช่วงเย็นวานนี้(19 มกราคม 2556)
จากการสอบถามชาวประมงพื้นบ้านทราบว่าหอยที่มาเกยหาดนี้ คือ หอยกะพง ลักษณะสีน้ำตาล มีสองฝา คล้ายหอยแมลงภู่ พบได้ในอ่าวไทย ส่วนใหญ่พบมากบริเวณที่เป็นทะเลโคลน เช่นจังหวัดสมุทรสงคราม สมุทรสาคร และทะเลบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี คาดว่าเกิดจากอิทธิพลของคลื่นลมแรงในอ่าวไทยในช่วง 2- 3 วันที่ผ่าน ที่ซัดเอาหอยขึ้นมาเกยหาด
นายบุญยิ่ง วิชกูล อายุ 75 ปี ชาวบ้านหัวหิน กล่าวว่า ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ ที่เกิดขึ้นเป็นประจำในช่วงฤดูลมมรสุม ส่วนใหญ่จะคลื่นลมจะพัดเอาหอยขนาดเล็กขึ้นมาเกยหาด แต่ปีนี้คลื่นลมแรงมากกว่าปกติจึงพัดเอาหอยที่มีขนาดใหญ่ขึ้นมา โดยหอยกะพงนี้สามารถบริโภคได้ แต่ถ้ามีขนาดเล็กจะนำไปเป็นอาหารสัตว์ สำหรับครั้งนี้หอยกะพงที่ถูกพัดขึ้นมามีขนาดใหญ่ ชาวบ้านสามารถเก็บหอยที่ยังมีชีวิตไปปรุงเป็นอาหารได้ แต่จะต้องรู้ขั้นตอนในการทำความสะอาด เนื่องจากหอยกะพงมีทราย และมีใยยึดเกาะเป็นกลุ่ม อย่างไรก็ตามอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาเก็บซากหอยที่ตายแล้วเป็นการด่วน ก่อนที่จะส่งกลิ่นเหม็นทำลายบรรยากาศชายหาดหัวหิน
นางสาวเตือน ทองคง ชาวบ้านหัวหิน ที่ทราบข่าวจากเพื่อนบ้านกล่าวว่าวันนี้เป็นวันหยุดงาน จึงออกมาเก็บหอยไปทำอาหารกิน เพราะเขาบอกว่าทานได้ ซึ่งตั้งใจว่าเย็นนี้จะนำไปต้ม และผัดใส่ใบโหระพารับประทาน โดยเลือกเก็บตัวที่ยังไม่ตาย ซึ่งครั้งนี้เป็นครั้งแรกเพราะไม่เคนทานมาก่อนแต่เพื่อนบ้านบอกว่า เหมือนทานหอยแมลงภู่
นายจิตจรูญ ตันติวาลา ประมงจังหวัดประจวบฯ กล่าวว่าหอยกะพงหรือหอยเป๊าะคั่ง เปลือกหอยจะบางมีสีเขียว เปือกทั้งสองข้างจะถูกประกบกันอยู่ ซึ่งหอยกะพงที่ถูกคลื่นซัดมาเกยชายหาดหัวหิน ที่ชาวบ้านไปเก็บกันอยู่ในขณะนี้ ถือว่าไม่เป็นพิษต่อร่างกาย สามารถนำไปประกอบอาหารได้ แต่ส่วนที่ตายแล้วก็ไปควรเก็บไป เท่าที่ทราบยังมีหอยอีกหลายชนิด แต่เท่าที่ตรวจสอบเป็นหอยกะพงถึง 90 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งหากน้ำทะเลขึ้นก็จะพัดเอาหอยที่กลับลงไปในทะเล โดยคลื่นลมเริ่มสงบเชื่อว่าอีก 2-3 วันก็จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ



