
เสียงเพรียกหา'ความเป็นมนุษย์'
ที่นี่บัวแก้ว : เสียงเพรียกหา 'ความเป็นมนุษย์' ในหมู่ชาวโรฮิงญา : โดย...นันทิดา พวงทอง
"อาเซียนกำลังสร้างประชาคมอาเซียน สังคมแห่งความเอื้ออาทร แต่จะเกิดสังคมนี้ขึ้นได้อย่างไร หากชาวโรฮิงญายังถูกกีดกันออกไป" ถ้อยคำหนึ่งของ ดร.ศรีประภา เพชรมีศรี ผู้แทนไทยในคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียน ว่าด้วยสิทธิมนุษยชนอาเซียน เคยกล่าวไว้ ยิ่งตอกย้ำว่า หัวใจหลักของการก้าวไปสู่การเป็นประชาคมอาเซียนที่เข้มแข็ง ประเทศสมาชิกอาเซียนจะต้องให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางชีวิตของคนในประเทศเป็นอันดับแรก นี่เป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ตามปฏิญญาอาเซียน ว่าด้วยสิทธิมนุษยชน
ชาวโรฮิงญา เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่นับถือศาสนาอิสลาม ถูกอังกฤษกวาดต้อนมาจากบังกลาเทศเพื่อร่วมทำสงครามต่อสู้กับรัฐบาลพม่า สืบเนื่องจนถึงปัจจุบัน พม่าไม่เคยยอมรับชาวโรฮิงญา แม้แต่คำว่าชนกลุ่มน้อยของประเทศ เดิมชาวโรฮิงญาอาศัยอยู่ทางตอนเหนือของรัฐยะไข่ หรืออาระกัน ทางตะวันตกของพม่า ปัจจุบัน ชาวโรฮิงญาอยู่กระจายในหลายพื้นที่ ไม่อาจระบุจำนวนที่แน่นอนได้ แต่ประมาณการได้ว่า ชาวโรฮิงญาที่อยู่ในรัฐอาระกัน ประเทศพม่า 8 แสนคน บังกลาเทศ 3 แสนคน ปากีสถาน 2 แสนคน ไทย 1 แสนคน มาเลเซีย 2.4 หมื่นคน ซาอุดีอาระเบีย 5-6 แสนคน และอินเดีย 4,000 คน
ในรายงานของฮิวแมนไรท์วอทช์ เมื่อเดือนตุลาคม 2555 ชี้ให้เห็นว่า ความรุนแรงจากการปะทะในพื้นที่ที่ชาวโรฮิงญาอาศัยอยู่ในพม่า ประกอบกับรัฐบาลพม่าได้ควบคุมการเข้าถึงความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมให้แก่ชุมชนชาวโรฮิงญาที่ต้องอพยพหลังเกิดความรุนแรง ทำให้มีชาวโรฮิงญาราว 104,000 คน ต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนในเรื่องอาหาร ที่พัก และการดูแลสุขภาพ มีผู้อพยพภายในประเทศ (Internally displaced persons - IDP) 7.5 หมื่นคน ส่วนใหญ่เป็นชาวโรฮิงญา และอาศัยในพื้นที่พักพิงชั่วคราว 40 แห่งในเมืองซิตตะเว่ และเจาก์ตาว
บุคคลไร้สัญชาติกลุ่มนี้ต้องต่อสู้กับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มาอย่างต่อเนื่องนับสิบๆ ปี จำเป็นต้องหนีออกนอกพม่า ทั้งทางเรือสู่ทะเลอันกว้างใหญ่ หรือเดินทางเท้าจากพม่าข้ามแดนมายังไทย มุ่งหมายไปยังประเทศปลายทางที่นับถือศาสนาอิสลามเช่นเดียวกัน อย่างมาเลเซีย ซึ่งเป็นถิ่นฐานในฝัน หวังเพียงเพื่อทำงานแลกกับอาหารประทังชีวิต และหนีจากภัยเข่นฆ่าชีวิตจากพื้นที่เดิมเท่านี้
การให้ความช่วยเหลือชาวโรฮิงญา ค่อนข้างละเอียดอ่อนและซับซ้อน หลายประเทศแสดงความไม่ยอมรับชาวโรฮิงญา หรือหากจะยอมรับก็ไม่เป็นที่เปิดเผย ที่ผ่านมา การจับกุมชาวโรฮิงญาได้ในจังหวัดทางภาคใต้ของไทยเกิดขึ้นบ่อยครั้ง มากบ้าง น้อยบ้าง ล่าสุดการจับกุมชาวโรฮิงญามีมากถึง 857 คน ที่คาดว่า มีขบวนการค้ามนุษย์เข้ามาแสวงหาประโยชน์ หวังใช้แรงงานชาวโรฮิงญาเข้าร่วมด้วย สำหรับการช่วยเหลือทุกครั้งที่มีการจับกุมชาวโรฮิงญา รัฐบาลไทยได้ปฏิบัติตามหลักมนุษยธรรม ให้ข้าวปลาอาหาร น้ำดื่ม และส่งไปควบคุมตัวที่ศูนย์พักพิงจังหวัด แม้จะเป็นการจองจำที่ไร้อิสรภาพ แต่ในความรู้สึกชาวโรฮิงญาแล้ว การได้รับการดูแลเช่นนี้เปรียบได้กับอยู่ในโรงแรมชั้นเลิศที่รอการส่งออกนอกประเทศต่อไป
มีรายงานว่า ในการเจรจาขอความร่วมมือกับทางพม่า ในเรื่องพิสูจน์สัญชาติและรับตัวกลับ ก็ได้รับความร่วมมือมากขึ้นกว่าเดิม แต่สิ่งสำคัญคือยุติการสู้รบเข่นฆ่าชาวโรฮิงญาในพื้นที่ และให้ความสำคัญในเรื่องแก้ไขปัญหาปากท้อง แต่ในข้อเท็จจริงกลับต้องเจออุปสรรค เมื่อประเทศในอาเซียนไม่สามารถแทรกแซงกิจการภายในระหว่างกันได้ ทำให้การยื่นมือเข้าช่วยเหลือทำได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น ขณะเดียวกัน ในการส่งตัวชาวโรฮิงญาที่จับกุมได้ในไทยให้ออกนอกประเทศ ก็เป็นที่ทราบกันดีว่า จะถูกส่งไปยังประเทศมาเลเซียแบบลับๆ แต่ด้วยในขณะนี้ ทางการมาเลเซียกับบังกลาเทศได้มีข้อตกลงร่วมกันในการนำเข้าโควตาแรงงาน ทำให้ความต้องการชาวโรฮิงญาเข้ามาทำงานในประเทศลดน้อยลงไปด้วย
จะเห็นว่า หากปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ทำกินดังเดิมของชาวโรฮิงญายังเกิดขึ้นอีก นั่นหมายถึง ชาวโรฮิงญาย่อมแสวงหา “ความเป็นมนุษย์” ต่อไป แน่นอนว่า ปัญหาชาวโรฮิงญาหนีตายออกนอกพื้นที่ก็ยังมีอย่างต่อเนื่อง ที่จำเป็นต้องให้ประเทศต้นทาง ทางผ่าน และปลายทาง รวมทั้งองค์การเคลื่อนย้ายถิ่นฐาน สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ ได้แสดงความจริงใจ ร่วมกันหาทางออกอย่างจริงจัง
--------------------
(ที่นี่บัวแก้ว : เสียงเพรียกหา 'ความเป็นมนุษย์' ในหมู่ชาวโรฮิงญา : โดย...นันทิดา พวงทอง)



