
'ปู'บุกแม่สอดดูเขตศก.พิเศษ
นายกฯลงพื้นที่ชายแดนแม่สอด ดูเขต ศก.พิเศษ ประชุม กรอ. ครม.สัญจร เน้นการส่งเสริมการค้าการลงทุน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 20 ม.ค. 56 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปปฏิบัติภารกิจ และประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นอกสถานที่ระหว่างวันที่ 20-21 ม.ค. โดยนายกรัฐมนตรีและคณะ เดินทางจากท่าอากาศยานทหารอากาศ กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง ไปยังท่าอากาศยานแม่สอด จ.ตาก เมื่อเวลา 07.50 น.
จากนั้น เวลา 09.45 น. นายกรัฐมนตรีและครม. อาทิ นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ นายชัชชาติ สิทธิพันธ์ รมว.คมนาคม และนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.มหาดไทย ได้เดินทางมายังจุดผ่านแดนแม่สอดและตลาดริมเมย ต.ท่าสายลวด อ.แม่สอด จ.ตาก บริเวณสะพานมิตรภาพไทย-พม่า แห่งที่ 1 เพื่อตรวจเยี่ยมสภาพสะพานฯ ดูสภาพความคับคั่งของการจราจร การแก้ไขปัญหาความแออัดของสภาพการจราจรและการขนถ่ายสินค้า รวมถึงสำรวจดูความคืบหน้าการก่อสร้างสะพานมิตรภาพฯ แห่งที่ 2 และพื้นที่ซึ่ง จ.ตาก เสนอโครงการก่อสร้างสะพานคู่ขนานกับสะพานมิตรภาพไทย-พม่า แห่งที่ 1 ในการแก้ปัญหาความแออัดในการคมนาคมขนส่งผ่านแดน ที่คาดว่าหากก่อสร้างจะแล้วเสร็จในปี 2557 โดยมีนายสุริยะ ประสาทบัณฑิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก และนายเทอดเกียรติ ชินสรนันท์ นายกเทศมนตรีนครแม่สอด ให้การต้อนรับ และกล่าวรายงานสภาพพื้นที่ และภาพรวมโครงการต่างๆ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกรัฐมนตรี ได้สอบถามข้อมูลต่างๆ พร้อมกับกล่าวว่า ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำรายละเอียดโครงการก่อสร้างสะพานทั้ง 2 แห่งมาพิจารณาอย่างรอบคอบ ถึงประโยชน์ที่ได้จากการก่อสร้างและนำเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง รวมถึงให้ศึกษาความเป็นไปได้ที่จะให้มีการจัดทำบัตรสำหรับผู้ที่ใช้บริการด่านศุลกากรแม่สอดเป็นประจำ เพื่อให้เกิดความสะดวกในเรื่องศุลกากรมากขึ้น
ขณะที่ รมว.คมนาคม กล่าวว่า สิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการในขณะนี้ คือ การปรับปรุงซ่อมแซมสะพานมิตรภาพไทย-พม่า แห่งที่ 1 ซึ่งมีสภาพชำรุด โดยเฉพาะตอม่อสะพาน โดยปรับปรุงเสริมความแข็งแรงของสะพานให้สามารถรองรับน้ำหนักของรถบรรทุกได้ถึง 53 ตัน จากเดิมที่รับได้เพียง 25 ตัน ขณะเดียวกันต้องแก้ปัญหาที่ระบบศุลกากร เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการจราจรไม่ให้มีความแออัด ขณะเดียวกันได้มีการสร้างถนนขยายต่อจากสะพานดังกล่าวเข้าไปในพม่า เพิ่มอีก 28 กิโลเมตร จากเดิม 18 กิโลเมตร ทำให้ความยาวของสะพานฯ เป็น 46 กิโลเมตร ส่วนการก่อสร้างสะพานคู่ขนานมีความเป็นไปได้ยาก เพราะสภาพภูมิประเทศไม่เอื้ออำนวย
ต่อมานายกรัฐมนตรีและคณะ ได้เดินทางต่อมายังศูนย์แสดงสินค้าและอัญมณี อ.แม่สอด เพื่อรับฟังบรรยายสรุปเรื่องเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด โดยมี ผวจ.ตาก นายบรรพต ก่อเกียรติเจริญ ประธานหอการค้าจังหวัดตาก นายกเทศมนตรีนครแม่สอด และนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวบรรยายสรุปสถานการณ์ภาพรวมของสภาพเศรษฐกิจของ จ.ตาก และเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด ขณะที่กรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย บรรยายเรื่องของผังเมืองแม่สอด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในบริเวณจุดผ่านแดนแม่สอด และหน้าศูนย์แสดงสินค้าและอัญมณี อ.แม่สอด ได้มีประชาชน นักเรียน นักศึกษา และเยาวชนชาวพม่า รวมถึงกลุ่มคนเสื้อแดงในพื้นที่ มาให้การต้อนรับ พร้อมกับนำดอกกุหลาบมามอบให้แก่นายกรัฐมนตรีและคณะ อย่างล้นหลาม ซึ่งนายกรัฐมนตรี ได้เดินพบปะพร้อมกับโบกมือทักทายประชาชนด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
ทั้งนี้ ผวจ.ตาก กล่าวบรรยายสรุปว่า จ.ตาก มีรายได้เฉลี่ยปีละกว่า 4 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นมูลค่าการค้าบริเวณชายแดน ประมาณ 3.9 หมื่นล้านบาท ซึ่งคาดว่าเมื่อเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียนแล้ว มูลค่าการค้าบริเวณชายแดน จะสูงถึง 5 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ทางจังหวัดฯยังมีรายได้จากการท่องเที่ยวและการจำหน่ายสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (โอทอป) โดยเฉพาะกุหลาบอบแห้งที่เป็นผลิตภัณฑ์ขึ้นชื่อ ทั้งนี้ ทางจังหวัดฯต้องการให้รัฐบาลสนับสนุนด้านการคมนาคม เช่น การปรับปรุงถนน การเพิ่มระบบโลจิสติก อุโมงค์รถไฟเชื่อมต่อกับเส้นทางรถไฟ ตาก-แม่สอด ซึ่งผ่านการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) แล้ว รวมถึงการที่ทางจังหวัดฯได้เตรียมพื้นที่กว่า 500 ไร่ เพื่อสร้างศูนย์กระจายสินค้ารองรับประชาคมอาเซียน รวมถึงการเชื่อมต่อกับประเทศจีนและอินเดีย
ขณะที่นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลเห็นด้วยและให้ความสำคัญกับการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน แต่ควรมีการศึกษาในเรื่องความคุ้มค่าของการลงทุนทางเศรษฐกิจ และโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวจะต้องมีประสิทธิภาพด้วย แต่เพิ่มเติม สำหรับการก่อสร้างอุโมงค์รถไฟและรถยนต์นั้น รัฐบาลอยากทราบข้อมูลในเรื่องของการย่นระยะทางและเวลาในการเดินทาง และควรทำเส้นทางตัดผ่านพื้นที่ชุมชนอำนวยความสะดวกให้กับประชาน รวมถึงต้องเป็นเส้นทางหลักที่มีความคุ้มค่าอย่างแท้จริง ทั้งนี้ตนยืนยันว่าเราอยากเห็นความสามารถทางด้านเศรษฐกิจ จึงอยากให้ทางจังหวัดไปดำเนินการสรุปแล้วนำกลับมาเสนออีกที
จากนั้น เวลา 11.30 น. นายกฯและคณะ รับประทานอาหารกลางวันที่ อ.แม่สอด ก่อนจะเดินทางไปยังท่าอากาศยานแม่สอด เพื่อโดยสารเครื่องบินกองทัพอากาศ ไปยังท่าอากาศยานสุโขทัย อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย ก่อนจะเดินทางไปอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย
สารพัดม็อบรอร้องเรียน
ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศรอบเมืองอุตรดิตถ์ ว่ามีการขึ้นป้ายข้อความต้อนรับ นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่จะมาประชุมครม.นอกสถานที่ ครั้งที่ 8 (ครม.สัญจร) ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ ในระหว่างวันที่ 20-21 มกราคม ซึ่งในส่วนของการดูแลความปลอดภัยนั้น มีการวางกำลังอารักขาตลอดเส้นทางที่นายกฯและครม.จะผ่าน โดยมีกำลังตำรวจจากภูธรจังหวัดอุตรดิตถ์ 1,200 นาย และยังมีการประสานกองร้อยควบคุมฝูงชน 3 กองร้อย จาก จ.นครสวรรค์ พิจิตร และอุทัยธานี จำนวน 465 นาย กำลังพลจากทหารบกอุตรดิตถ์ ตำรวจตระเวนชายแดน อาสาสมัครกู้ภัย อปพร. และอส. อีก 1,286 นาย รวมกำลังทั้งหมด 2,951 นาย
ซึ่งจากการข่าวของจนท.ทราบว่า มีกลุ่มมวลชนจำนวนมาก ที่เตรียมเคลื่อนไหว เพื่อเข้าพบร้องเรียนยื่นหนังสือต่อ นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ทั้งนี้ได้ส่งจนท.เข้าทำการติดต่อประสานงาน โดยรัฐบาลได้มอบหมายให้ นายประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่รับเรื่องราวร้องทุกข์ทั้งหมด
ประชุม กรอ. ครม.สัญจร เน้นการส่งเสริมการค้าการลงทุน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 16.00 น. นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ที่อาคารไอซิท ม.ราชภัฏอุตรดิตถ์ โดยที่ประชุมได้เตรียมพิจารณา 6 เรื่องหลัก เริ่มที่การส่งเสริมการค้าและการลงทุน เน้นเร่งรัดการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด จ.ตาก และเร่งรัดยกระดับด่านภูดู่ อ.บ้านโคก จ.อุตรดิตถ์ เป็นด่านถาวร การพัฒนาโครงข่ายการคมนาคมระดับโลจิสติกส์ ได้แก่ เร่งรัดโครงการขยายทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 12 (พิษณุโลก-หล่มสัก) จาก 2 ช่องทางจราจร เป็น 4 ช่องทางจราจร และทบทวนโครงการศึกษาและพัฒนาจังหวัดพิษณุโลกเป็นศูนย์กลางการขนส่งทางภาคเหนือตอนล่างและสี่แยกอินโดจีน เพื่อให้เหมาะสมกับความเปลี่ยนแปลง
การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ได้แก่โครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่ง อ.เมือง จ.พิษณุโลก การส่งเสริมการท่องเที่ยวและบริการสุขภาพ โครงการพัฒนาระบบบริการสุขภาพภาคเหนือตอนล่าง จ.พิษณุโลก เพื่อเป็น Medical Excellent Centre / Medical Tourism การยกระดับบุคลากรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว มาตรการเร่งด่วนเพื่อผลักดันประเทศไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพในภูมิภาคอาเซียน ความคืบหน้าการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมและระบบโลจิสติกส์ (ระบบราง) และความคืบหน้าการส่งเสริมการค้าการลงทุนกับประเทศเพื่อนบ้าน
ด้านนายเฉลิมชัย เฟื่องคอน ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ กล่าวว่า เตรียมนำแผนการพัฒนาเมืองอุตรดิตถ์เข้าที่ประชุม กรอ. ที่ จ.อุตรดิตถ์ ประกอบด้วย โครงการพัฒนาจุดผ่อนปรนช่องภูดู่เป็นจุดผ่านแดนถาวร โดยก่อสร้างอาคารด่านฯ งบประมาณ 380 ล้านบาท และก่อสร้างถนนจากบ้านป่าขนุน ต.คุ้งตะเภา อ.เมืองอุตรดิตถ์ ไปยังช่องภูดู่ อ.บ้านโคก ระยะทาง 165 ล้านบาท งบประมาณจำนวน 3,300 ล้านบาท
นอกจากนี้จะของบประมาณก่อสร้างถนนเชื่อมมรดกโลกจาก อ.ลับแล ไปยังอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย ระยะทาง 40 กิโลเมตร งบประมาณ 300 กว่าล้านบาท ก่อสร้างถนน 4 ช่องจราจรจาก อ.เมือง ไปยัง อ.พิชัย ระยะทาง 40 กิโลเมตร งบประมาณ 1,300 ล้านบาท โครงการท่องเที่ยวเมืองเกษตร อ.ลับแล งบประมาณกว่า 400 ล้านบาท และทางยกระดับแยกวังสีสูบ อ.เมืองอุตรดิตถ์ งบประมาณ 350 ล้านบาท
ส่วนด้านการศึกษาจะเสนอแผนพัฒนามหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ไปยังทุ่งกระโล่ งบประมาณ 7,200 ล้านบาท และด้านสาธารณสุขจะเสนอแผนพัฒนาโรงพยาบาลอุตรดิตถ์เป็นโรงพยาบาลศูนย์ขนาดใหญ่ งบประมาณ 1,200 ล้านบาท



