ข่าว

แอลจีเรียกับปูมหลังนองเลือด

แอลจีเรียกับปูมหลังนองเลือด

20 ม.ค. 2556

แอลจีเรียกับปูมหลังนองเลือด : คอลัมน์เปิดโลกวันอาทิตย์ : ที่มาข้อมูล เดอะ การ์เดียน ซีเอ็นเอ็น

               ปฏิบัติการบุกจับตัวประกันคนงานต่างชาติหลายสิบชีวิต ที่โรงงานแยกก๊าซบริษัทร่วมทุนระหว่างบีพี บริษัทพลังงานของทางการแอลจีเรียและนอร์เวย์ ที่เมืองอิน อามีนาส ทางตะวันออกของแอลจีเรีย เพื่อต่อรองให้รัฐบาลยุติการให้ฝรั่งเศสใช้น่านฟ้า ส่งเครื่องบินไปถล่มกลุ่มกบฏอิสลามสุดโต่งในประเทศเพื่อนบ้านมาลี กลายเป็นเหตุการณ์นองเลือด เมื่อกองทัพแอลจีเรียตัดสินใจใช้กำลังเข้ายุติวิกฤติการณ์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา กำลังถูกจับตาว่า เป็นเพียงเหตุการณ์เดียวที่เกิดขึ้นแล้วจบไป หรือจะเป็นสัญญาณบอกเหตุว่า กลุ่มติดอาวุธอิสลามกำลังแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางภูมิศาสตร์การเมืองที่เปลี่ยนไป หลังการลุกฮือโค่นกลุ่มอำนาจเก่าในอาหรับและแอฟริกาเหนือ โดยเฉพาะการล่มสลายของ พ.อ.โมอัมมาร์ กัดดาฟีแห่งลิเบีย หรือไม่

                แต่สำหรับประเทศแอลจีเรีย หากย้อนดูประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของประเทศนี้ อาจไม่ประหลาดใจเท่าใดนัก ที่เหตุการณ์ยุติลงแบบโศกนาฏกรรม

                แอลจีเรียอดทนให้อีกฝ่ายจับตัวประกัน และส่งทหารตรึงกำลังที่โรงแยกก๊าซที่อามีนาสได้แค่วันเดียวเท่านั้น ก็ตัดสินใจส่งเฮลิคอปเตอร์กันชิพจัดการขั้นเด็ดขาด โดยไม่มีความพยายามเจรจาต่อรองใดๆ ทั้งสิ้น จากคำบอกเล่าของผู้เห็นเหตุการณ์ระบุว่า กลุ่มคนร้ายกับตัวประกันถูกปืนกลกราดยิงอย่างไม่เลือกหน้า กลายเป็นงานหนักของรัฐบาลและบรรดาเอกอัครราชทูตแอลจีเรียในประเทศที่สูญเสียพลเมืองจากเหตุการณ์ครั้งนี้ ที่จะต้องอธิบาย       

                ส่วน นายม็อคตาร์ เบลม็อคห์ตาร์ ชื่อที่ถูกเอ่ยถึงในฐานะผู้นำกลุ่มติดอาวุธที่บุกจับตัวประกัน ก็อาจกล่าวได้ว่า เป็นผลผลิตของความรุนแรงและความเกลียดชัง 

                นายเบลม็อคห์ตาร์ วัย 41 ปี ซึ่งมีอีกชื่อว่า คาหลิด อาบู อัล อับบาส เกิดในแอลจีเรีย เมื่อปี 2515 จากบ้านเกิดเพื่อไปร่วมรบกับกองกำลังมูจาฮีดีน ขับไล่กองกำลังโซเวียตออกจากอัฟกานิสถานเมื่ออายุ 19 ปี จนสูญเสียตาหนึ่งข้าง และได้ชื่อเล่นว่า ตาเดียว พร้อมกับประสบการณ์การรบพอตัว ก่อนกลับบ้านในอีกสองปีหลังจากนั้น เป็นช่วงไล่ๆ กับที่แอลจีเรียกำลังจะจัดการเลือกตั้งทั่วไปตามระบอบประชาธิปไตยครั้งแรก ในปี 2535 

                แต่พอมีทีท่าว่า พรรคอิสลามิค ซาลเวชั่น จะกวาดเสียงส่วนใหญ่ชนะการเลือกตั้ง กองทัพกลับยอมรับไม่ได้ จึงก่อรัฐประหารขับประธานาธิบดีออกจากตำแหน่ง และยกเลิกการเลือกตั้งแบบดื้อๆ เพื่อขึ้นกุมอำนาจเด็ดขาด ทำให้สมาชิกพรรคอิสลามก่อหวอดประท้วง จากประท้วงลามเป็นกบฏ จากกบฏกลายเป็นสงครามกลางเมืองที่โหดเหี้ยมและยืดเยื้อนับสิบปี ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากถึง 2.5 แสนคน จำนวนมากเป็นพลเรือนผู้บริสุทธิ์

                ระหว่างนั้น นายเบลม็อคห์ตาร์ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกกลุ่มติดอาวุธทำสงครามกองโจรต่อสู้กับรัฐบาลแอลจีเรียที่อยู่ใต้การครอบงำของกองทัพ เพื่อต้องการให้ประเทศปกครองโดยกฎหมายอิสลาม

                เมื่อพ่ายแก่สงครามกลางเมือง นายเบลม็อคห์ตาร์และนักรบกองโจร แตกฉานซ่านเซ็นอยู่ตามแนวภูเขาพื้นที่รอยต่อชายแดน เคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่ราบแห้งแล้งคล้ายทะเลทรายทางเหนือของมาลี มอริเตเนีย และไนเจอร์ และนั่นเป็นจุดเริ่มของการก่อตั้งกลุ่ม อัล-ไกดาในอิสลามิกมาเกร็บ (เอคิวไอเอ็ม) โดยแบ่งนักรบออกเป็นสามกลุ่มมีผู้นำแยกกัน แต่ปลายปีที่แล้ว นายเบลม็อคห์ตาร์ลาออกจากเอคิวไอเอ็ม เพื่อมาตั้งกลุ่มของตนเอง 

                แม้ว่ามีชื่อ อัล-ไกดา ติดอยู่ แต่ก็ไม่มีใครฟันธงได้ว่าเกี่ยวข้องหรือร่วมอุดมการณ์กับเครือข่ายของนายโอซามา บิน ลาเดน ที่สิ้นชีพไปแล้วอย่างไร เนื่องจากพฤติกรรมของกลุ่มที่ผ่านมา ดูมุ่งแสวงหารายได้จากการลักพาตัวและลอบค้าของเถื่อน รวมทั้งบุหรี่เป็นหลัก

                โดยเฉพาะ นายเบลม็อคห์ตาร์ ถูกฝ่ายความมั่นคงแอลจีเรียตั้งฉายาแบบเหยียดๆ ว่า มิสเตอร์มาร์ลโบโร 

                ข่าวกรองรัฐบาลอ้างว่า นายเบลม็อคห์ตาร์ พัวพันการจับตัวประกัน 6 คน ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา มีรายได้เป็นกอบเป็นกำจากค่าไถ่ ที่จ่ายโดยรัฐบาลและบริษัทข้ามชาติผ่านทางคนกลาง ที่มักจะมีเจ้าหน้าที่ข่าวกรองกองทัพมาลีรวมอยู่ด้วย       

                ที่ผ่านมา ตะวันตกมุ่งสนใจปัญหาก่อการร้ายในอัฟกานิสถาน อิรัก และโซมาเลีย มากกว่าพื้นที่ทะเลทรายแอฟริกาเหนือ อย่างไรก็ดี เมื่อเกิดวิกฤติตัวประกันเลือดในทะเลทรายแอลจีเรีย ซึ่งเป็นปฏิบัติการล่าสุดของนายเบลม็อคห์เตอร์ นัยว่า เพื่อตอบโต้การแทรกแซงวิกฤติการณ์มาลีของฝรั่งเศส เพราะกลุ่มของเขามีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับกลุ่มกบฏมาลีที่ยึดพื้นที่ทางเหนือ ก็ทำให้น่าสงสัยว่า เป้าหมายที่แท้ของนายเบลม็อคห์ตาร์ อาจซับซ้อนและคลุมเครือมากกว่าที่คิด  

                อีกด้านหนึ่งการตัดสินใจของประธานาธิบดีฟรังซัวส์ โอลลองด์แห่งฝรั่งเศส ที่ทำสงครามกับกลุ่มติดอาวุธอิสลามในมาลี กลายเป็นแรงกระเพื่อมต่อสถานการณ์ภายในอันเปราะบางอยู่แล้วของแอลจีเรีย

                การที่แอลจีเรียตัดสินใจให้ความร่วมมือกับตะวันตก เพื่อคลี่คลายวิกฤติการณ์มาลี โดยเฉพาะช่วยฝรั่งเศส อดีตเจ้าอาณานิคม  ก็เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจไม่น้อย ก่อนหน้านี้ นายโลรองต์ ฟาบิอุส รัฐมนตรีต่างประเทศฝรั่งเศส กล่าวว่า แอลจีเรียอนุญาตให้เครื่องบินรบฝรั่งเศสใช้น่านฟ้าเพื่อทิ้งระเบิดในมาลีได้ ทั้งยังหวังว่า แอลจีเรียจะให้การสนับสนุนเพิ่มเติม ด้วยการไม่ยอมให้กลุ่มสุดโต่งใช้แอลจีเรียเป็นเส้นทางหลบหนีจากทางเหนือของมาลีอีกด้วย

                ทั้งหมดนี้เป็นผลของความพยายามอย่างเป็นขั้นเป็นตอนของฝรั่งเศส ที่จะพลิกโฉมความสัมพันธ์กับแอลจีเรีย 

                นายโอลลองด์เดินทางเยือนแอลจีเรียเมื่อเดือนที่แล้ว พร้อมคำขอโทษที่ฝรั่งเศสเคยทำอะไรให้เจ็บช้ำน้ำใจระหว่างปกครองประเทศนี้ยาวนาน 132 ปี และเรียกร้องว่าทั้งสองควรกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจกันมากขึ้น

                ความร่วมมือที่ว่านี้คือ ข้อตกลงที่อนุญาตให้บริษัทข้ามชาติอย่างโททาล และบีพี เข้าไปหาประโยชน์จากความร่ำรวยน้ำมันและก๊าซของอดีตอาณานิคมได้

                การให้ความร่วมมือทางทหารอย่างจำกัดก็เป็นส่วนหนึ่งของการปูทางสู่อนาคตทางเศรษฐกิจ

                ประธานาธิบดีอับเดลลาซิส บูเทฟลิกาแห่งแอลจีเรีย ตระหนักว่า อนาคตของประเทศจะขึ้นอยู่กับการมีส่วนร่วมกับเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะค้าขายกับเพื่อนบ้านตะวันตก หลังจากโดดเดี่ยวตัวเองเพราะความไม่ไว้วางใจมานานหลายปี 

                แต่กลุ่มติดอาวุธต่อต้านรัฐบาลอย่างกลุ่มของนายเบลม็อคห์ตาร์ ย่อมไม่พอใจกับพัฒนาการเช่นนี้อย่างแน่นอน และอาจจะต่อสู้โดยพุ่งเป้าผลประโยชน์ตะวันตกมากขึ้น ซึ่งจะหมายถึงการเพิ่มประวัติศาสตร์หน้าใหม่แห่งความเศร้าและความรุนแรงของแอลจีเรียหรือไม่ เป็นเรื่องที่จะต้องจับตากันต่อไป

 

......................................

(แอลจีเรียกับปูมหลังนองเลือด : คอลัมน์เปิดโลกวันอาทิตย์ : ที่มาข้อมูล เดอะ การ์เดียน ซีเอ็นเอ็น )