
ไม่ใช่เรื่องของบุญเก่าแต่เป็นเรื่องที่เราทำ
ไม่ใช่เรื่องของบุญเก่า แต่เป็นเรื่องที่เราทำ : คอลัมน์วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]
นั่งมองความเป็นไปของตลาดหุ้น โดยเฉพาะในปี 2555 ที่ผ่านมาแล้วพบว่า ผลตอบแทนกว่า 36% ของตลาดหุ้นไทย เป็นตัวเลขที่เชิญชวนและยั่วยวนให้ทั้ง “มือใหม่” และ “หน้าใหม่” เดินเข้าสู่วังวนของการลงทุนในหุ้นมากขึ้น พลันนึกย้อนถึงปี 2546 หรือเมื่อเกือบ 10 ปีที่แล้ว ที่สภาพการลงทุนในตลาดหุ้นหอมหวนชวนให้ใครต่อใครอยากจะเข้ามาสูดความหวานฉ่ำ ถึงขนาดที่บริษัทหลักทรัพย์บางแห่งออกมาให้ข่าวว่า ต้องรับสมัครพนักงานเพิ่ม เพื่อทำหน้าที่เปิดบัญชีซื้อขายหุ้นโดยเฉพาะ เพราะมีนักลงทุนหน้าใหม่ขอเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นวันละกว่าร้อยราย จนเจ้าหน้าที่ที่มีอยู่รับมือไม่ไหว
ไม่ได้ติดตามอย่างใกล้ชิดว่า บรรดามือใหม่เมื่อปี 2546 อยู่สุขสบายหรืออดรนทนไหวกับตลาดหุ้น จนพบกับความหอมหวานในเวลาเกือบ 10 ปีถัดมาหรือไม่ รู้แต่ว่า หลังจากปี 2546 แล้ว เสน่ห์ของตลาดหุ้นก็พลันเหือดไปเป็นเวลาหลายปีติดต่อกัน
ที่วกกลับมาเขียนเรื่อง “หุ้น” ในปีนี้ ก็เพราะตอนนี้ไปไหนมาไหน ก็มีแต่คนถามเรื่อง “หุ้น” ว่าตัวไหนน่าลงทุน ตัวไหนมาแรง ตัวไหนน่าสนใจ เอาแบบตรงๆ ซื้อแล้วรวยแน่ กำไรเห็นๆ ฟันธงกันไปเลย ได้แต่ตอบว่า ถ้ารู้มากขนาดนั้น ป่านนี้ถ้าไม่รวยหุ้นจนเป็นมหาเศรษฐี ก็คงขาดทุนจนหมดเนื้อหมดตัวไปแล้ว
ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่า จะซื้อหุ้นตัวไหนแล้วจะรวย จะเต็ง จะโต๊ด หรือจะตรง เพราะโลกของการลงทุนเป็นโลกของการแสวงหาข้อมูล หาแหล่งความรู้ วิเคราะห์และทำความเข้าใจทำความรู้จักกับสิ่งที่เราจะเข้าไปลงทุน เพื่อแสวงหาผลตอบแทนที่เราพอใจ ดังนั้น สำคัญที่สุด คือ ต้อง “รู้” เหมือนที่ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร อดีตผู้บริหารบริษัทหลักทรัพย์ที่ผันตัวไปเป็นนักลงทุนหุ้นคุณค่า บอกว่า หลักการลงทุนในหุ้นที่ดี ก็คือ ต้องรู้จักหุ้นหรือรู้จักกิจการที่จะเข้าไปลงทุน
โดยส่วนตัวแล้ว ต้องบอกว่า ไม่ค่อยชอบเวลาที่ใครๆ ชอบพูดกันว่า “เล่นหุ้น” เพราะเรื่องของการลงทุนไม่ใช่ของเล่น หรือเป็นแค่เรื่องเล่นๆ โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องเกี่ยวพันกับ “เงิน” ที่เราเก็บออมมา เพื่อหวังผลตอบแทนที่มากกว่า อารมณ์คงคล้ายๆ กับเวลาที่นักการเมืองชอบพูดว่า “เล่นการเมือง” และเห็นบ้านเมืองเป็นของเล่น
และเพราะเรื่อง “กำไร” หรือ “ขาดทุน” จากการลงทุนเป็นเรื่องสำคัญนี่แหละ บรรดา “มือใหม่หัดลงทุน” และ “หน้าใหม่หัดเข้าตลาด” กับประสบการณ์ “หุ้นตัวแรก” ที่แตกต่างจากรถคันแรกและบ้านหลังแรก จึงต้องเรียนรู้อะไรอีกมากมาย อย่าได้ผลีผลามลงสนามเป็นอันขาด
ถ้ายังไม่แน่ใจกับตัวเองว่า สไตล์การลงทุนเป็นแบบไหน ลองเริ่มใช้ “วัย” เป็นตัวตั้ง
คำแนะนำของศูนย์ส่งเสริมการพัฒนาความรู้ตลาดทุน (TSI) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แยกแยะผู้ลงทุนตามวัยออกเป็น 4 ช่วง โดยช่วงแรกเป็น วัยเริ่มต้นทำงาน อายุระหว่าง 21-30 ปี วัยนี้เป็นวัยที่ได้เปรียบในการออมและการลงทุนมากที่สุด เพราะยังไม่มีภาระที่ต้องรับผิดชอบมากนัก มีเวลาและกำลังในการหารายได้อีกนาน จึงสามารถจัดสรรเงินไปลงทุนในตราสารที่มีความเสี่ยงสูงอย่างหุ้นได้ถึง 90% โดยหุ้นที่เลือกลงทุนควรเป็นหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี มีความมั่นคงทางการเงิน มีเงินปันผลที่น่าพอใจ และมีโอกาสเติบโตในอนาคต ส่วนอีก 10% ที่เหลือควรเก็บไว้ในรูปของเงินฝากและตราสารหนี้ต่างๆ เช่น พันธบัตรรัฐบาล หรือหุ้นกู้ที่มีความปลอดภัยของเงินต้นสูง และได้อัตราดอกเบี้ยที่แน่นอน
ช่วงที่ 2 เป็นวัยสร้างครอบครัว อายุระหว่าง 31-40 ปี ซึ่งว่ากันว่า เป็นช่วงที่เหนื่อยที่สุดในชีวิต และเป็นช่วงที่การเงินค่อนข้างจะตึงเครียดกว่าช่วงอื่นๆ แม้หน้าที่การงานจะเริ่มมั่นคง รายได้เพิ่มสูงขึ้น แต่ภาระค่าใช้จ่ายก็สูงขึ้นเป็นเงาตามตัว เพราะอยู่ในช่วงที่กำลังสร้างครอบครัว แต่งงาน ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ฯลฯ เมื่อมีภาระที่ต้องรับผิดชอบมากขึ้น ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ก็น้อยลง ผู้ที่อยู่ในวัยนี้จึงควรลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นลงเหลือเพียง 50% ขณะเดียวกันก็เพิ่มสัดส่วนของเงินฝากและตราสารหนี้ให้มากขึ้นเพื่อบาลานซ์ความเสี่ยง
ช่วงที่ 3 วัยปึกแผ่นมั่นคง อายุระหว่าง 41-55 ปี เป็นช่วงที่ชีวิตมีหลักฐานมั่นคงที่สุด ฐานเงินเดือนสูงขึ้น แม้จะยังมีภาระทางการเงินอยู่ แต่ก็ผ่อนคลายลงไปมาก ไม่เหมือนช่วงก่อนหน้านี้ หากเก็บออมและลงทุนอย่างมีวินัยมาตั้งแต่ต้น ช่วงนี้น่าจะเป็นช่วงที่ครอบครัวและฐานะทางการเงินดี มีความสมดุลที่สุดในทุกๆ ด้าน แต่เนื่องจากวัยที่เริ่มมากขึ้น มีเวลาหารายได้เหลืออีกไม่กี่ปี การลงทุนของคนวัยนี้จึงเน้นให้นำเงิน 70% ไปไว้ในที่ปลอดภัยอย่างเงินฝาก และตราสารหนี้ ส่วนที่เหลืออีก 30% ให้แบ่งมาลงทุนในหุ้นระยะยาว เพื่อเพิ่มพูนเงินออมและเงินลงทุนให้มากขึ้น นอกเหนือจากดอกเบี้ยเงินฝากที่ได้รับ
ช่วงสุดท้าย คือ วัยเกษียณ สำหรับผู้ที่มีอายุ 55 ปีขึ้นไป เป็นช่วงที่บางคนไม่มีรายได้จากการทำงานแล้ว ขณะที่บางคนก็เหลือเวลาหารายได้อีกไม่เกิน 5 ปี ในช่วงนี้ส่วนใหญ่จะอยู่ได้ ด้วยเงินสะสมของตนเอง แม้ค่าใช้จ่ายบางอย่างจะลดลง แต่ค่ารักษาพยาบาลเพิ่มมากขึ้นตามวัยและสุขภาพ เงินออมเกือบทั้งหมดในชีวิตจึงควรอยู่ในรูปของเงินฝากและตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงต่ำ แต่ก็ไม่ใช่ว่า คนวัยนี้จะลงทุนในหุ้นไม่ได้ หากใครมีทรัพย์สินเงินทองเก็บออมไว้มากพอ ก็อาจจัดสรรเงินไม่เกิน10% ไปลงทุนในหุ้น เพื่อหวังผลตอบแทนที่สูงขึ้น ถึงแม้จะผิดพลาดเกิดสูญเงินก้อนนี้ไปก็คงไม่กระทบฐานะการเงินโดยรวมมากนัก
TSI ปิดท้ายว่า ทั้งหมดเป็นเพียงแนวทางคร่าวๆ สำหรับการลงทุนให้เหมาะกับช่วงวัย ซึ่งจริงๆ แล้วแต่ละคนสามารถปรับเปลี่ยนพอร์ตการลงทุนให้เหมาะกับเงื่อนไขและข้อจำกัดของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นเงินลงทุนระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และผลตอบแทนที่คาดหวัง เพื่อให้มีพอร์ตการลงทุนที่เหมาะสมกับตัวเองมากที่สุด
หรือจะถ้าลองทบทวนจริงๆ แล้ว บางครั้งอาจจะพบว่า โลกของความจริงมันแตกต่างจากนิยามที่ TSI ระบุ เพราะในชีวิตจริง เราอาจจะเห็นคนที่มีอายุอยู่ในวัยสร้างครอบครัว กลับกลายเป็นคนมีฐานะอยู่ในวัยที่เป็นปึกแผ่นมั่นคง ซึ่งเป็นผลพวงของความมีวินัยทางการเงิน เก็บออม สร้างฐานะ หรือในทางกลับกัน เราอาจจะเห็นคนที่อยู่ในวัยที่ควรจะเป็นปึกแผ่น มีหลักฐานมั่นคง กลับกลายเป็นมีฐานะหรือสถานภาพเป็นคนในวัยเริ่มต้นทำงาน ทั้งๆ ที่อายุใกล้เข้าวัยเกษียณ หากแต่ยังจำต้องอะไรไม่ได้เลย
ไม่ใช่เรื่องของบุญเก่า แต่เป็นเรื่องของเราทำ..ล้วนๆ
....................................
(ไม่ใช่เรื่องของบุญเก่า แต่เป็นเรื่องที่เราทำ : คอลัมน์วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected] )



