
ความหวัง'อยุธยา'เจ้าภาพเวิลด์เอ็กซ์โป
'อยุธยา' ... ในความหวัง คว้าเจ้าภาพจัดเวิลด์เอ็กซ์โป : โดย...ทีมข่าวภูมิภาค
ข้อคิดเห็นของ "ธงชัย ศรีดามา" กรรมการปฏิบัติหน้าที่แทนผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ : สสปน. (องค์การมหาชน) ที่ประเมินว่าโอกาสที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาในฐานะพื้นที่ซึ่งประเทศไทยได้เสนอให้เป็นเจ้าภาพในการจัดงาน "เวิลด์เอ็กซ์โป 2020" หรือในปี 2563 มีแนวโน้มที่จะไม่ได้รับการพิจารณาให้เป็นพื้นที่จัดงาน โดยมีความเป็นไปได้สูงที่เมืองดูไบ ของสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ จะมีโอกาสได้รับการพิจารณามากที่สุด ปัจจัยแห่งความพร้อมที่ทำให้ดูไบมีความโดดเด่นที่จะได้รับการคัดเลือกจาก องค์การนิทรรศการนานาชาติ (บีไออี) ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ก็คือ ความพร้อมที่จะทุ่มเทงบประมาณที่สูงถึง 100 ล้านบาท ในการจัดกิจกรรมเพื่อแสดงให้เห็นถึงศักยภาพ การสร้างโครงข่ายระบบขนส่งใต้ดิน มาถึงพื้นที่ของการจัดงาน รวมไปถึงการมีพันธมิตรมหาอำนาจอย่างประเทศจีนที่พร้อมจะให้การสนับสนุน นั่นก็ทำให้โอกาสของไทยดูจะลดลงไปโดยปริยาย
ก่อนหน้านี้ สสปน. ได้มอบหมายให้บริษัทที่ปรึกษา 3 ราย ศึกษาถึงความเป็นไปในการเสนอตัวของ 6 จังหวัด ที่จะขอเป็นเจ้าภาพ เพื่อได้รับพิจารณาให้ใช้เป็นพื้นที่จัดงานเวิลด์เอ็กซ์โป 2020 โดยจังหวัดที่เสนอตัว ได้แก่ พระนครศรีอยุธยา ชลบุรี จันทบุรี เพชรบุรี เชียงใหม่ และภูเก็ต ผลตัดสินปรากฏว่า พระนครศรีอยุธยา มีความพร้อมและศักยภาพมากที่สุด สิ่งที่ทำให้ พระนครศรีอยุธยา ได้รับเลือกให้เป็นพื้นที่ของการจัดงานก็คือ โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม ที่สามารถเชื่อมต่อได้กับทุกภูมิภาค รวมถึงการเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน ที่สามารถเดินทางมาได้ ทั้งทางรถยนต์ เครื่องบิน และรถไฟ
ขณะที่แผนการพัฒนาด้านการคมนาคมจะมีโครงการรองรับ ทั้งก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างบางปะอิน-นครสวรรค์ โครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างบางปะอิน-นครราชสีมา โครงการก่อสร้างทางหลวงสายวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร โครงข่ายการคมนาคมทางถนนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต จะทำให้ใช้ระยะเวลาเดินทางจากกรุงเทพฯ มาที่พระนครศรีอยุธยาใช้เวลาเพียง 40 นาทีเท่านั้น แผนการพัฒนาระบบคมนาคม ที่น่าสนใจประกอบด้วย การคมนาคมระบบราง จะมีการก่อสร้างทางรถไฟจากกรุงเทพ-พระนครศรีอยุธยา ในระบบรางคู่ อีกทั้งยังมีเส้นทางการเดินรถไฟที่ผ่านพระนครศรีอยุธยา 2 สาย คือ ขบวนรถโดยสารที่มีปลายทางสู่ภาคเหนือ ไป-กลับวันละ 18 ขบวน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ไป-กลับวันละ 20 ขบวน ลงได้ 2 สถานี คือ สถานีเชียงรากน้อย และบางปะอิน
การเดินทางโดยรถไฟเข้ากรุงเทพฯ สามารถเดินทางเชื่อมต่อกับระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน รถไฟฟ้าใต้ดินและระบบแอร์พอร์ต ลิงค์ ที่สถานีหัวลำโพง และสถานีรถไฟบางซื่อได้ การคมนาคมทางอากาศ สามารถที่จะเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิถึงศูนย์ศิลปาชีพบางไทร ด้วยทางหลวงพิเศษ ระยะทาง 82 กิโลเมตร ใช้เวลาในการเดินทาง 50 นาที และจากสนามบินดอนเมืองถึงศูนย์ศิลปาชีพบางไทร (ใช้เส้นทางพหลโยธิน) ระยะทาง 42 กิโลเมตร ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 30 นาที ส่วนผลที่จะได้รับหากประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดงานโดยใช้พื้นที่พระนครศรีอยุธยา จะทำให้กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบน ได้แก่ นนทบุรี ปทุมธานี และสระบุรี มีเม็ดเงินหมุนเวียนขึ้นในระบบ
ขณะที่งบลงทุนคาดว่าจะอยู่ที่ 3 หมื่นล้านบาท สำหรับรองรับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งสาธารณูปโภค ระบบคมนาคม และค่าซื้อพื้นที่ข้างเคียงศูนย์ศิลปาชีพบางไทร ด้วยเหตุที่ว่าพื้นที่การจัดงานเบื้องต้น คาดว่าจะใช้เนื้อที่มากกว่า 1,500 ไร่ ขณะที่ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร พื้นที่ศูนย์กลาง มีเนื้อที่โดยรวมเพียง 1,200 ไร่ จึงมีความจำเป็น ต่อการที่จะต้องใช้พื้นที่เพิ่มเติม โดยข้อมูลของการศึกษา พบว่าหากจัดบนพื้นที่ 1,200 ไร่ จะสามารถรองรับผู้มาร่วมงานได้มากกว่า 27 ล้านคน ขณะเดียวกันหากขยายพื้นที่ได้ตามที่ศึกษา ตัวเลขของผู้ที่มาร่วมงานจะไปอยู่ที่ 35 ล้านคน นี่คือการหมุนเวียนของผู้มาชมงาน ตลอด 6 เดือนของการจัดงาน นับตั้งแต่ มกราคม - มิถุนายน ในปี 2563 อันหมายถึงรายได้ทางตรงช่วงจัดงาน ที่น่าจะอยู่ที่ 6.2 หมื่นล้านบาท โดยที่มาของรายได้เกิดขึ้นทั้งจากค่าบัตรเข้าชมงาน และรายได้จากผู้สนับสนุนจัดงาน และจะมีรายได้ทางอ้อมจากการลงทุนต่อเนื่อง การจ้างงาน
สำหรับความคืบหน้าในการคัดเลือกพื้นที่ ในปลายเดือนมกราคม คณะกรรมการบีไออี จะเดินทางมาตรวจความพร้อมในพื้นที่จริงของพระนครศรีอยุธยา และเข้าพบผู้เกี่ยวข้อง เพื่อนำผลสำรวจไปนำเสนอเพื่อจัดทำบทสรุปในเดือนมิถุนายน และประกาศตัดสินพื้นที่ที่จะได้รับคัดเลือกเป็นเจ้าภาพในการจัดงานเดือนพฤศจิกายนนี้
ทั้งนี้ การเสนอตัวเพื่อเป็นพื้นที่เจ้าภาพของการจัดงาน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ ประเทศพัฒนาแล้ว เดนมาร์ก เสนอ โคเปนเฮเกน, แคนาดา เสนอ มอนทรีออล, สหรัฐอเมริกา เสนอ ฮุสตัน นิวยอร์ก ซานฟรานซิสโก, ออสเตรเลีย เสนอ บริสเบน และฝรั่งเศส เสนอ ลีลล์ ส่วนกลุ่มประเทศใหม่ สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ เสนอ ดูไบ, ตุรกี เสนอ อิสมีร์, ฟิลิปปินส์ เสนอ มะนิลา, บราซิล เสนอ เซาเปาโล ริโอเดอจาเนโร และไทย เสนอ พระนครศรีอยุธยา โดยล่าสุดบีไออีให้การรับรอง 5 เมืองที่ได้รับเลือกให้เข้าชิงการเป็นเจ้าภาพ ซึ่งในจำนวนนั้นมีพระนครศรีอยุธยาของไทยรวมอยู่ด้วย
"ทราบว่าทางบีไออีจะส่งผู้แทนลงพื้นที่ตรวจสอบความพร้อมของประเทศไทย ดังนั้น ทางจังหวัดจึงร่วมกับ สสปน. และศูนย์ศิลปาชีพบางไทร ต้อนรับคณะที่จะเดินทางมา โดยมีกำหนดลงพื้นที่พระนครศรีอยุธยาในวันที่ 30 มกราคมนี้ สิ่งที่เราจะทำคือ การเสนอความเป็นอยุธยา เสนอความเป็นไทย ให้คณะกรรมการได้สัมผัส ชูจุดแข็งความเป็นไทย ภูมิปัญญาท้องถิ่น และจะเสนอความคืบหน้าของการเตรียมความพร้อมอีกครั้งเดือนในมิถุนายนนี้ ก่อนที่คณะกรรมการบีไออีจะมีผลตัดสินออกมาในเดือนพฤศจิกายน ว่าจะให้เมืองใดเป็นเจ้าภาพ โดยประเทศที่เป็นคู่แข่งขณะนี้คือ บราซิล และสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ ซึ่งส่วนตัวผมยังมีความหวังว่าจะได้รับเลือก" วิทยา ผิวผ่อง ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กล่าว
ดังนั้น การเดินทางลงพื้นที่ของผู้แทนองค์การนิทรรศการนานาชาติ จึงมีความหมายอย่างยิ่ง และเป็นความท้าทายของรัฐบาลไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าจะสามารถพลิกฟื้นโอกาสให้แก่ตัวเองได้หรือไม่ หลังจากที่ประสบความสำเร็จ ได้เป็น 1 ใน 5 ประเทศที่ได้รับการพิจารณา
--------------------
('อยุธยา' ... ในความหวัง คว้าเจ้าภาพจัดเวิลด์เอ็กซ์โป : โดย...ทีมข่าวภูมิภาค)



