
"เพื่อไทย"ผนึกกำลังแฉประชาธิปัตย์ชี้นำศาล
เพื่อไทยโผล่อีกวันเสาร์ ผนึกกำลัง แฉ ปชป. อัดชี้นำศาล เหตุรู้ก่อน 3 มิ.ย.พรก.เงินกู้ฉลุย
(30พ.ค.) เวลา 10.45 น. ที่พรรคเพื่อไทย นายคณวัฒน์ วศินสังวร รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าว่า จากการที่พรรคเพี่อไทยได้ทำความเห็นต่อประธานรัฐสภาเพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าพระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้านบาทไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 184 วรรคหนึ่งหรือสองนั้น ด้วยปรากฏว่าฝ่ายรัฐบาลฉวยโอกาสจากวิกฤตเศรษฐกิจอ้างความจำเป็นในการกระตุ้นเศรษฐกิจ บิดเบือนสร้างกระแสกล่าวหาว่าพรรคเพื่อไทยตีรวนเตะถ่วงขัดขวางการทำงานของรัฐบาลนั้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องกับพี่น้องประชาชนโดยทั่วไป นักธุรกิจและนักวิชาการถึงบทบาทและการทำหน้าที่ฝ่ายค้านที่จะต้องปกป้องผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนในการทำหน้าที่ท้วงติงและตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล จึ่งใคร่ขอเสนอข้อเท็จจริงที่เป็นมูลเหตุของการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลในครั้งนี้กล่าวคือ
1.พรรคเพื่อไทยตระหนักดีถึงสถานการณ์เศรษฐกิจขณะนี้ และเข้าใจถึงความจำเป็นที่รัฐบาลจะต้องออกพ.ร.ก.กู้เงินและพร้อมที่จะให้การสนับสนุน พ.ร.ก.ดังกล่าว แต่รัฐบาลจะต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด กล่าวคือ กู้เท่าที่จำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ เพื่อเสริมสภาพเงินคงคลังปิดหีบงบประมาณปี 52 เท่านั้น ประมาณ 2 แสนล้านบาทตามที่รัฐบาลได้เคยชี้แจงไว้แล้ว ในส่วนนี้พรรคเพื่อไทยเห็นถึงความจำเป็นเช่นกัน และได้เคยทักท้วงให้รัฐบาลแก้ไขพ.ร.ก.ให้ถูกต้องมาตั้งแต่ต้นภายหลังจากที่ครม.มีมติ แต่กลับถูกปฏิเสธโดยรัฐบาลยืนยันว่าถูกต้องแล้ว โดยให้ตัดงบลงทุนที่เหลืออีกประมาณ 2 แสนล้านบาทออกไป เนื่องจากขัดรัฐธรรมนูญเพราะไม่ใช่เรื่องจำเป็นรีบด่วน เนื่องจากโครงการส่วนใหญ่จะเริ่มดำเนินการในปี 53 อีกทั้งไม่อาจกระตุ้นเศรษฐกิจได้ตามเป้าหมายของรัฐบาล เนื่องจากเป็นการกระจายงบประมาณแบบเบี้ยหัวแตกโดยไม่มียุทธศาสตร์ การสร้างความเข็มแข็งและความยั่งยืนให้ระบบเศรษฐกิจ เรียกว่าโครงการไทยเข็มแข็งชั่วคราว
2.เป็นกรณีฉุกเฉินที่พรรคเพื่อไทยมีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์กำลังสร้างบรรทัดฐานที่ไม่เคยมีมาก่อนในการออกพ.ร.ก.และพ.ร.บ.กู้เงิน 8 แสนล้านบาทมาจัดตั้งเป็นเงินกองทุนนอกงบประมาณเพื่อการลงทุน โดยหลีกเลี่ยงการตรวจสอบจากรัฐสภาตามพรบ.งบประมาณปี 2502 ซึ่งเป็นนวัตกรรมการผิดวินัยการเงินการคลังอย่างร้ายแรงโดยจะสร้างหนี้สาธารณะเพิ่มจากเดิม 37% เป็น 60% ของ GDP
3.การออกพ.ร.ก.และพ.ร.บ. กู้เงินภายในประเทศ 8 แสนล้านบาท นอกจากจะไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจให้เข้มแข็งและยั่งยืนแล้ว ยังสร้างหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยภายในปี 2555 คนไทยทุกคนจะมีหนี้ต่อหัวจะเพิ่มจากเดิมที่ 60,000 บาท/คน เป็น 100,000 บาท/คน แล้วยังเป็นอุปสรรคและภัยคุกคามต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจ SME เพราะเป็นการแย่งสภาพคล่องของภาคธุรกิจ ทำให้โอกาสที่ดอกเบี้ยเงินกู้ลดลงเป็นไปไม่ได้เลย รัฐบาลนอกจากไม่ช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาให้ภาคเอกชนแล้วยังซ้ำเติมด้วยดูดสภาพคล่องไปจากภาคธุรกิจ
4.การทรุดตัวทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงกว่าที่คาดจะเห็นได้จากการที่เศรษฐกิจไตรมาส 1/52 -7.1% นั้นเป็นผลมาจากการประเมินสถานการณ์ผิดพลาดนับแต่ปลายปี 51 ที่รัฐบาลเริ่มต้นบริหารประเทศโดยใช้ข้อมูลเก่า อีกทั้งยังดำเนินนโยบายการคลังผิดพลาดจัดทำงบกลางปี 52 โดยไม่ให้ความสำคัญกับการดูแลและแก้ปัญหาภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวเลย กลับใช้วิธีแจกเงินและขึ้นภาษี
โดยนายคณวัฒน์กล่าวในตอนท้ายว่า การออกพ.ร.ก.และพ.ร.บ.กู้เงิน 8 แสนล้านบาทของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์เป็นพยานหลักฐานของความล้มเหลวของการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาล เพราะรัฐบาลพาประเทศกลับเข้าสู่วงจรการสร้างหนี้มากกว่าที่จะสร้างรายได้
ด้านนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ คณะทำงานโฆษก กล่าวเสริมว่า ตนตั้งข้อสังเกตกรณีที่คนในรัฐบาลออกมาพูดอยู่ในช่วงที่ผ่านมาว่าไม่ต้องห่วงเรื่องผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับพ.ร.ก.กู้เงิน ในวันที่ 3 มิ.ย. ถือเป็นการชี้นำศาลหรือไม่ เพราะรู้ได้อย่างไรว่าศาลจะพิจารณาอย่างไร
นายจิรายุ กล่าวว่า ขณะนี้พื้นที่ กทม. มีแต่ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ คลุมพื้นที่ จึงอยากถามชาว กทม. ว่าไว้ใจระบบพรรคการเมืองพรรคเดียวได้อย่างไร เนื่องจากสมัยที่นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เคยมีปัญหาเรื่องรถดับเพลิง ซึ่ง ป.ป.ช.ก็ได้ชี้มูล วันนี้ทุกคนอาจลืมเรื่องนี้ไปแล้วก็เลยต้องออกมาตอกย้ำ และถามไปถึงนายกรัฐมนตรีว่าตั้งคนที่ถูกชี้มูลความผิดมาเป็นที่ปรึกษาได้อย่างไร
อย่างไรก็ตามทุกวันเสาร์ เวลา 10.00 น. ภาคกทม. พรรคเพื่อไทยจะจัดแถลงข่าว “สร้างสรรค์ โปร่งใสกับเพื่อไทย กทม.” เริ่มตั้งแต่วันที่ 6 มิ.ย.นี้ โดยจะนำข้อมูลข่าวสารชี้แจงให้ประชาชนได้รับทราบ ในประเด็นต่างๆ ติดตามนำมาเสนอให้รับทราบข้อมูลที่แท้จริง



