
ความฝันวันเด็ก2557
ความฝันวันเด็ก2557 : วันเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์กับ ประภัสสร เสวิกุล
เราเคยคิดกันไหมครับว่า โลกทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงไปไกลเพียงไหนแล้ว และเด็กทุกวันนี้ก็มีพัฒนาการที่กว้างไกลกว่าในอดีต จนอาจจะเรียกได้ว่าเด็กในปัจจุบันนั้นอยู่คนละยุคคนละสมัยกับผู้ใหญ่ แต่ผู้ใหญ่ก็ยังคงคิดว่าเด็กยังเป็นเด็กเช่นในยุคของตน และปฏิบัติต่อเด็กเช่นที่เคยเป็นมาในสมัยก่อน ที่เห็นได้ชัดเจนก็คือกิจกรรมในวันเด็กแห่งชาติของไทยในทุกๆ ปี
วันเด็กหรือวันเด็กแห่งชาติ เริ่มขึ้นในประเทศไทยในปี พ.ศ.2498 ตามข้อเสนอแนะของสหประชาชาติตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิของเด็ก เพื่อให้ประชาชนทั่วไปเห็นความสำคัญของเด็กมากขึ้น ซึ่งการจัดกิจกรรมที่สำคัญในวันเด็กตลอดระยะเวลา เกือบ 60 ปี ก็คือการจัดงานตามโรงเรียนและสถานที่ต่างๆ การยกเว้นค่าโดยสารรถประจำทาง และการให้คำขวัญวันเด็กของนายกรัฐมนตรี
ซึ่งหากย้อนกลับไปดูคำขวัญเหล่านั้นจากปีแรกถึงปัจจุบัน ก็จะเห็นได้ว่าคำขวัญดังกล่าวเป็นเพียงความคิดหวัง หรือคำสั่งของผู้ใหญ่ที่อยากจะเห็นหรืออยากให้เด็กทำโน่นทำนี่ ไม่ใช่ความตั้งใจของผู้ใหญ่หรือรัฐบาลที่จะทำอะไรให้แก่เด็ก ตัวอย่างเช่น “ขอให้เด็กในสมัยปฏิวัติข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่อยู่ในระเบียบวินัย” (จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์, พ.ศ.2504) “เด็กดีเป็นศรีแก่ชาติ เด็กฉลาดชาติเจริญ” (จอมพลถนอม กิตติขจร, พ.ศ.2515) “รู้หน้าที่ ขยัน ซื่อสัตย์ ประหยัด มีวินัย และคุณธรรม” (พลเอกเปรม ติณสูลานนท์, พ.ศ.2526) เป็นต้น
ผมเชื่อว่าสิ่งที่เด็กและสังคมต้องการมากกว่าคำขวัญหรูๆ ให้ท่องกันปาวๆ ก็คือนโยบายและแนวคิดของรัฐบาลและองค์กรต่างๆ เกี่ยวกับ สิทธิ สถานภาพ โอกาส และอนาคตของเด็ก
เด็กมีสิทธิอย่างไรและเพียงใดในเรื่องต่างๆ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะทำหน้าที่ในการดูแลและปกป้องสิทธิของเด็กได้เช่นไร? ในการถูกทารุณกรรม ใช้แรงงานเกินวัยการค้าเด็ก และการล่วงละเมิดทางเพศ ฯลฯ
สถานภาพของเด็กจะเป็นที่ยอมรับจากผู้ใหญ่ได้ในระดับไหน? จะสามารถแสดงออกในสิ่งที่เด็กต้องการผ่านช่องทางใด? รวมถึงการได้รับการปฏิบัติอย่างเหมาะสม ด้วยเหตุและผลอันสมควร ฯลฯ เช่นไร
เด็กไทยจะได้รับโอกาสในการศึกษา การเรียนรู้ การฝึกฝนหรือเพิ่มพูนทักษะในสิ่งที่มีความถนัด การมีส่วนร่วมทางสังคม ฯลฯ อย่างไร
และจะส่งเสริมให้เด็กมีโอกาสในการกำหนดอนาคตของตนเอง ทั้งในเรื่องการศึกษาต่อ การประกอบอาชีพ การดำเนินชีวิตในทางที่ควร ฯลฯ โดยวิธีใด
เด็กทุกวันนี้ก้าวไปไกลกว่าสายตาของผู้ใหญ่มากแล้วครับ และโลกของพวกเขาอยู่ในเกมออนไลน์ ในอินเทอร์เน็ต ในเฟซบุ๊ก หรือห้างสรรพสินค้ากันแล้ว ความตื่นเต้นในการไปเที่ยวงานวันเด็กตามสถานที่ต่างๆ การได้ชมอาวุธยุทโธปกรณ์ หรือชมทำเนียบรัฐบาล และรัฐสภา ก็ลดน้อยถอยลง หนำซ้ำอาจจะต้องนำมาคิดทบทวนใหม่ด้วยซ้ำว่า เราจะเอาอาวุธมาอวดเด็กทำไม ในเมื่อเราประกาศตัวว่าเป็นประเทศที่รักสันติภาพ และกำลังจะก้าวเข้าสู่การอยู่รวมกันอย่างสันติในประชาคมอาเซียน? เราจะให้เด็กไปนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี และเก้าอี้ ส.ส.ทำไม ในเมื่อภาพของรัฐบาลและสภาที่เด็กเห็นผ่านสื่อต่างๆ นั้น ไม่น่าชื่นชมหรือสมควรเป็นแบบอย่างสักเท่าไหร่?
ผมได้แต่หวังว่า คำขวัญวันเด็กในปีหน้า 2557 น่าจะเริ่มต้นว่า รัฐบาลนี้จะทำอะไรให้เด็กบ้าง ไม่ใช่เด็กจะต้องทำอะไรให้รัฐบาล คณะปฏิวัติ หรือให้ชาติ อย่างที่แล้วๆ มา
ความฝันวันเด็ก2557 : วันเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์กับ ประภัสสร เสวิกุล
เราเคยคิดกันไหมครับว่า โลกทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงไปไกลเพียงไหนแล้ว และเด็กทุกวันนี้ก็มีพัฒนาการที่กว้างไกลกว่าในอดีต จนอาจจะเรียกได้ว่าเด็กในปัจจุบันนั้นอยู่คนละยุคคนละสมัยกับผู้ใหญ่ แต่ผู้ใหญ่ก็ยังคงคิดว่าเด็กยังเป็นเด็กเช่นในยุคของตน และปฏิบัติต่อเด็กเช่นที่เคยเป็นมาในสมัยก่อน ที่เห็นได้ชัดเจนก็คือกิจกรรมในวันเด็กแห่งชาติของไทยในทุกๆ ปี
วันเด็กหรือวันเด็กแห่งชาติ เริ่มขึ้นในประเทศไทยในปี พ.ศ.2498 ตามข้อเสนอแนะของสหประชาชาติตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิของเด็ก เพื่อให้ประชาชนทั่วไปเห็นความสำคัญของเด็กมากขึ้น ซึ่งการจัดกิจกรรมที่สำคัญในวันเด็กตลอดระยะเวลา เกือบ 60 ปี ก็คือการจัดงานตามโรงเรียนและสถานที่ต่างๆ การยกเว้นค่าโดยสารรถประจำทาง และการให้คำขวัญวันเด็กของนายกรัฐมนตรี
ซึ่งหากย้อนกลับไปดูคำขวัญเหล่านั้นจากปีแรกถึงปัจจุบัน ก็จะเห็นได้ว่าคำขวัญดังกล่าวเป็นเพียงความคิดหวัง หรือคำสั่งของผู้ใหญ่ที่อยากจะเห็นหรืออยากให้เด็กทำโน่นทำนี่ ไม่ใช่ความตั้งใจของผู้ใหญ่หรือรัฐบาลที่จะทำอะไรให้แก่เด็ก ตัวอย่างเช่น “ขอให้เด็กในสมัยปฏิวัติข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่อยู่ในระเบียบวินัย” (จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์, พ.ศ.2504) “เด็กดีเป็นศรีแก่ชาติ เด็กฉลาดชาติเจริญ” (จอมพลถนอม กิตติขจร, พ.ศ.2515) “รู้หน้าที่ ขยัน ซื่อสัตย์ ประหยัด มีวินัย และคุณธรรม” (พลเอกเปรม ติณสูลานนท์, พ.ศ.2526) เป็นต้น
ผมเชื่อว่าสิ่งที่เด็กและสังคมต้องการมากกว่าคำขวัญหรูๆ ให้ท่องกันปาวๆ ก็คือนโยบายและแนวคิดของรัฐบาลและองค์กรต่างๆ เกี่ยวกับ สิทธิ สถานภาพ โอกาส และอนาคตของเด็ก
เด็กมีสิทธิอย่างไรและเพียงใดในเรื่องต่างๆ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะทำหน้าที่ในการดูแลและปกป้องสิทธิของเด็กได้เช่นไร? ในการถูกทารุณกรรม ใช้แรงงานเกินวัยการค้าเด็ก และการล่วงละเมิดทางเพศ ฯลฯ
สถานภาพของเด็กจะเป็นที่ยอมรับจากผู้ใหญ่ได้ในระดับไหน? จะสามารถแสดงออกในสิ่งที่เด็กต้องการผ่านช่องทางใด? รวมถึงการได้รับการปฏิบัติอย่างเหมาะสม ด้วยเหตุและผลอันสมควร ฯลฯ เช่นไร
เด็กไทยจะได้รับโอกาสในการศึกษา การเรียนรู้ การฝึกฝนหรือเพิ่มพูนทักษะในสิ่งที่มีความถนัด การมีส่วนร่วมทางสังคม ฯลฯ อย่างไร
และจะส่งเสริมให้เด็กมีโอกาสในการกำหนดอนาคตของตนเอง ทั้งในเรื่องการศึกษาต่อ การประกอบอาชีพ การดำเนินชีวิตในทางที่ควร ฯลฯ โดยวิธีใด
เด็กทุกวันนี้ก้าวไปไกลกว่าสายตาของผู้ใหญ่มากแล้วครับ และโลกของพวกเขาอยู่ในเกมออนไลน์ ในอินเทอร์เน็ต ในเฟซบุ๊ก หรือห้างสรรพสินค้ากันแล้ว ความตื่นเต้นในการไปเที่ยวงานวันเด็กตามสถานที่ต่างๆ การได้ชมอาวุธยุทโธปกรณ์ หรือชมทำเนียบรัฐบาล และรัฐสภา ก็ลดน้อยถอยลง หนำซ้ำอาจจะต้องนำมาคิดทบทวนใหม่ด้วยซ้ำว่า เราจะเอาอาวุธมาอวดเด็กทำไม ในเมื่อเราประกาศตัวว่าเป็นประเทศที่รักสันติภาพ และกำลังจะก้าวเข้าสู่การอยู่รวมกันอย่างสันติในประชาคมอาเซียน? เราจะให้เด็กไปนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี และเก้าอี้ ส.ส.ทำไม ในเมื่อภาพของรัฐบาลและสภาที่เด็กเห็นผ่านสื่อต่างๆ นั้น ไม่น่าชื่นชมหรือสมควรเป็นแบบอย่างสักเท่าไหร่?
ผมได้แต่หวังว่า คำขวัญวันเด็กในปีหน้า 2557 น่าจะเริ่มต้นว่า รัฐบาลนี้จะทำอะไรให้เด็กบ้าง ไม่ใช่เด็กจะต้องทำอะไรให้รัฐบาล คณะปฏิวัติ หรือให้ชาติ อย่างที่แล้วๆ มา



