ข่าว

คุณแอ๊ดพูดถูกใจผม'กดไลค์'ให้เลย

คุณแอ๊ดพูดถูกใจผม'กดไลค์'ให้เลย

18 ม.ค. 2556

คุณแอ๊ดพูดถูกใจผม'กดไลค์'ให้เลย : ต่อปากต่อคำ โดยดร.อมร วาณิชวิวัฒน์ [email protected]/twitter@DoctorAmorn

                    คุณแอ๊ด คือใคร ไม่มีใครไม่รู้จัก ถ้าเป็น "ยืนยง โอภากุล" หรือ "แอ๊ด คาราบาว" นอกจากเป็นนักร้องในแนวเพลงเพื่อชีวิตขึ้นชื่อลือกระฉ่อน ยังเป็นคนที่นำเถ้าอัฐิของ "นายผี" ซึ่งคนรุ่นหลังๆ อาจไม่รู้จักอีกเช่นกันว่า "นายผี" นั้น คือ นาย อัศนี พลจันทร อัยการจังหวัดปัตตานี ดินแดนที่ผู้คนหวาดกลัวภัยโจรใต้ในปัจจุบัน ผู้แต่งเพลงให้คนรุ่นหลังร้องกันฟังมาหลายรุ่นและเข้าใจกันผิดๆ ว่า คนนั้นคนนี้เป็นเจ้าของเพลง "เดือนเพ็ญ" แต่ "สหายไฟ" หรือ "นายผี" คือคนที่เป็นต้นตำรับเจ้าของบทประพันธ์ตัวจริง เพราะได้เขียนเพลงนี้ขึ้นตั้งแต่ยังลี้ภัยการเมืองในยุค "แดงเดือด" อยู่ในป่าเขาเมื่อสามสี่สิบปีก่อน

                    สิ่งที่อยากกล่าวถึงเพื่อให้ตรงกับหัวเรื่องของเราในวันนี้ คือ กรณีที่ คุณแอ๊ด พูดขึ้นในเวทีคอนเสิร์ต ณ สนามฟุตบอลการท่าเรือแห่งประเทศไทย เมื่อหลายวันก่อน เป็นการกล่าวเปรยๆ อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่สุนทรพจน์ที่ต้องมีคนประดิดประดอยถ้อยคำ หรือ บรรจงเขียนขึ้นมา สิ่งที่คุณแอ๊ดพูดมาหนึ่งประโยคได้สะท้อนอะไรหลายอย่าง ด้วยคำกล่าวที่ผมจำได้คร่าวๆ ประมาณว่า "การยกพวกตะลุมบอนกันของวัยรุ่นที่มาชมคอนเสิร์ตบอกให้ทราบว่า สองสามปีที่ผ่านมา สิ่งที่รัฐบาลและหลายฝ่ายลงทุนลงแรงไปนั้นมันไม่ได้ผลอย่างที่คาดคิดกัน"

                    ถูกต้องและเห็นด้วยอย่างยิ่งนะครับ "คุณแอ๊ด" ถึงผมเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย แต่ก็แวดล้อมอยู่ด้วยสถาบันอาชีวะหลายแห่ง ที่วันนี้จะต้องมี "เจ้าหน้าที่ตำรวจมาคอยเฝ้าการผ่านเข้าออกของนักศึกษา" และ "ครอบครัวของพวกเขา" ซึ่งบางแห่งทราบมาว่า ลงหลักปักฐานกันอยู่ในสถาบันกันมาช้านาน ทำให้กำลังตำรวจที่เราอ้างว่า "ขาดแคลน ไม่เพียงพอ" ปัญหามาอยู่กับการจัดวางกำลังคุ้มกันและให้ความคุ้มครองบางสถาบันเป็นกรณีพิเศษนี้หรืออย่างไร เหมือนมีคนเคยถามปัญหานี้ขึ้นในที่ประชุมแห่งหนึ่ง ที่ผมเข้ารับฟังการชี้แจงแถลงปัญหานักเรียนอาชีวะตีกันแล้วสร้างความเดือดร้อนรำคาญให้ผู้พบเห็นไม่หยุดหย่อน

                    ยิ่งล่าสุดมีโฆษณาทางทีวีของร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่ง โดยใช้ตัวละครเป็น "ครูอาชีวะ ชื่อ ครูสมยศ" ทำหน้าที่เป็น "ครูช่าง" สอนนักเรียนอาชีวะพลาดถูกลูกหลงกระสุนเจาะเข้าให้ขณะนั่งรถเมล์ผ่านกลุ่มเด็กยกพวกตีกัน ก็ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่า มหานครเมืองหลวงแห่งนี้ มีความเสี่ยงทุกหย่อมหญ้า นั่งรถเมล์สาธารณะก็ไม่ปลอดภัย โชคดียังไม่มีคดีเลวร้ายเหมือนในอินเดีย เพราะเด็กเราชอบวิวาท ชอบความรุนแรง ด้วยเหตุผลที่ "ผู้ใหญ่ในสังคม" ก็มักใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหาของตัวเอง

                    ความน่าอยู่และมีน้ำใจเอื้ออาทรของคนไทยในสมัยที่ผมเคยเห็นเมื่อสักสี่ห้าสิบปีก่อน ดูเหมือนจะหาได้ค่อนข้างยากมากขึ้นทุกวัน เราดีใจที่มีแท็กซี่เก็บเงินสามล้านคือเจ้าของ แต่เราก็คงเคยได้ยินเด็กนักเรียนโรงเรียนชื่อดังใกล้ๆ มหาวิทยาลัยที่ผมสอนอยู่ เอาเก้าอี้ฟาดคนแก่คนหนึ่งที่ไปเก็บนาฬิกาเขาได้แล้วเกิดเสียดายไม่อยากคืนให้ เป็นเรื่องเป็นราวโด่งดังอินเทอร์เน็ต

                    ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นความเสื่อมของสังคม ที่เด็กของเราขาดเอกลักษณ์ ขาดความภูมิใจในตัวเอง และผู้ใหญ่เราเองพากันฉกฉวยเอาแต่ได้ มักง่าย (ผมใช้คำนี้บ่อย เพราะเห็นพฤติกรรมการใช้รถใช้ถนนและการไร้ระเบียบวินัยอย่างเจนตา) ต่อให้เราจะจัดเรตหนัง จัดเรตละคร หรือกระทั่งมีกระทรวงวัฒนธรรมขึ้นมาก็ไม่ค่อยจะมีความ "ศิวิไลซ์" ปรากฏให้เห็น เพราะคนรู้งานชำนาญงานไม่ถูกใช้งาน ต้องบอกว่า วันนี้ถึงเวลาแล้วครับ ต้องเอาคนเก่งคนกล้า คนรู้จริง ทำงานได้ ให้โอกาสเขาทำงาน อย่าเกาะกลุ่มเก็บเกี่ยวผลประโยชน์กันอยู่แต่พวกเดียวกัน กระทั่งลืมไปว่า สังคมต้องการความเปลี่ยนแปลง บางกระทรวง บางกรม บางสำนักงาน วันนี้งานวิจัยทุกเรื่องจะวนเวียนเปลี่ยนมือกับคนหน้าเดิมๆ การจัดซื้อจัดจ้างก็เอาเฉพาะผู้รับเหมา หรือ ออแกไนเซอร์ ที่รู้จักสนิทสนมแบ่งปันผลประโยชน์กัน จึงไม่ต้องแปลกใจ ที่ล่าสุดเขาจะบอกว่า ประเทศไทยเริ่มใกล้เกาหลีเหนือ กับประเทศสุ่มเสี่ยงในแอฟริกาตั้งหลายประเทศ