
'โรฮิงญา'ร้อง'กต.'หยุดส่งกลับพม่า
ตัวแทนชาว 'โรฮิงญา' ยื่นหนังสือร้อง 'กต.' หยุดส่งกลับพม่า ด้าน 'สุรพงษ์' รับเรื่องเตรียมนำเข้าที่ประชุมสัปดาห์นี้ ขณะที่ 'องค์กรมุสลิม' ออกแถลงการณ์ช่วยเหลือ
17 ม.ค.56 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าตัวแทนชาวโรฮิงญาในประเทศไทย 4 คน ได้มารวมตัวกันบริเวณด้านหน้ากระทรวงการต่างประเทศ ในฝั่ง ถ.พระราม 6 พร้อมชูป้ายข้อความ “หยุดฆ่าชาวโรฮิงญา” และ “หยุดผลักไสชาวโรฮิงญา” พร้อมกับประกาศผ่านเครื่องขยายเสียงเรียกร้องขอความเป็นธรรมให้กับชาวโรฮิงญา ผู้ไร้สัญชาติ จากนั้นตัวแทนชาวโรฮิงญาได้เข้ายื่นหนังสือเรียกร้องต่อกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อขอให้รัฐบาลไทยได้พิจารณายกเลิกการส่งตัวชาวโรฮิงญาใน จ.สงขลา ไปยังประเทศพม่า เนื่องจากหากการส่งตัวกลับไปก็เท่ากับผลักดันให้กลับไปพบกับความอดยากและทุกข์ยากอีกครั้ง นี่ยังไม่รวมกับสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่เดิมที่พวกเขาอาศัยอยู่
นอกจากนี้ ยังขอเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยค้นหาชาวโรฮิงญาที่ลี้ภัยออกมา แต่หายตัวไปในระหว่างเดินทาง ที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ในป่าลึกและทะเลทาง จ.ภาคใต้ของประเทศไทย อย่างไรก็ตาม กลุ่มชาวโรฮิงญาเตรียมที่จะยื่นเสนอข้อเรียกร้องดังกล่าวไปยังสถานเอกอัครราชทูตอังกฤษ สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และมาเลเซีย ประจำประเทศไทยต่อไป ทั้งนี้ มีรายงานว่า หนังสือข้อเรียกร้องดังกล่าว ได้ถูกส่งไปให้นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแล้ว โดยจะนำหนังสือดังกล่าวไปประกอบการประชุมภายในกระทรวงที่จะมีขึ้นในสัปดาห์นี้
'องค์กรมุสลิม' ออกแถลงการณ์ช่วยเหลือชาว 'โรฮิงญา'
ที่สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำ จ.สงขลา ด.ร.วิสุทธิ์ บินล่าเต๊ะ ผู้อำนวยการศูนย์ประสานงาน สำนักจุฬาราชมนตรี นายซากี พิทักษ์คุมพล เลขานุการจุฬาราชมนตรี นายอับดาลรอหมานกาเหย็ม เลขานุการคณกรรมการอิสลามประจำ จ.สงขลา พร้อมด้วยตัวแทนสำนักงานคณะกรรมการอิสลามใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ร่วมกันออกแถลงการณ์สำนักจุฬาราชมนตรี และองค์กรมุสลิม กรณีผู้ลี้ภัยชาวมุสลิมโรฮิงญา โดยกรณีการหลบหนีภัยการสู้รบในประเทศพม่าของชาวโรฮิงญาเข้ามาสู้ประเทศไทย จำนวนกว่า 800 คน กระทั่งถูกจับกุมและควบคุมตัวอยู่ในสถานีตำรวจหลายแห่งในจังหวัดสงขลา ตั้งแต่วันที่ 14 ม.ค.ที่ผ่านมา
โดยแถลงการณ์ระบุ สำนักจุฬาราชมนตรี คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย และสำนักงานคณะกรรมการอิสลาม 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีจุดยืนต่อกรณีดังกล่าวและข้อเรียกร้องต่อฝ่ายต่างๆ รวม 3 ข้อ
คือ 1. ประชาชนไทยโดยรวมขอให้เห็นใจต่อผู้ที่เผชิญกับเหตุการณ์อันเลวร้าย ซึ่งทำให้สูญเสียชีวิตของผู้เป็นที่รัก ทรัพย์สิน ตลอดจนศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ จนไม่อาจทนอยู่ในแผ่นดินที่เกิดได้ จึงต้องหลบหนีมาอาศัยแผ่นดินไทยเป็นที่หลบลี้หนีภัย และขอให้พี่น้องชาวไทยและมุสลิมทั่วประเทศไทย โปรดแสดงไมตรีจิตร และภารดรภาพให้เป็นที่ประจักษ์ด้วยการร่วมบริจาคเงิน และอาหาร เพื่อการยังชีพของพี่น้องผู้ตกทุกข์ได้ยากเหล่านี้ ซึ่งอาจต้องพักพิงอาศัยในแผ่นดินไทยไปอีกระยะหนึ่ง
ทั้งนี้ สำนักจุฬาราชมนตรีได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดสงขลา จะเป็นศูนย์กลางการรับบริจาคจากทุกภาคส่วน และกระจายความช่วยเหลือไปยังทุกสถานที่ที่มีการควบคุมตัวผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาเอาไว้ โดยประสานงานกับหน่วยงานหรือองค์กรที่ช่วยดำเนินการช่วยเหลืออยู่ก่อนแล้วอย่างใกล้ชิด
2. รัฐบาลไทยขอให้คำนึกถึงมนุษยธรรมและช่วยบรรเทาความทุกข์เข็ญที่ผู้ลี้ภัยเหล่านี้ประสบโดยอำนวยการให้พวกเขาสามารถลี้ภัยในประเทศไทยได้ตามความเหมาะสม ไม่ส่งตัวคนเหล่านี้กลับไปยังประเทศพม่าตราบใดที่สถานการณ์ยังไม่กลับคืนสู่ภาวะปกติ และอาจส่งตัวคนเหล่านี้ไปยังประเทศที่สามตามความสมัครใจของผู้ลี้ภัยเอง
ในส่วนของสถานที่พักพิงชั่วคราวสำหรับผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญานี้ หากไม่เป็นการขัดต่อกฎหมายบ้านเมือง และกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ องค์กรที่ร่างแถลงการณ์ทั้งหมดยินดีให้ใช้มัสยิดกลางจังหวัดสงขลา เป็นสถานที่พักพิงแก่ชาวโรฮิงยาที่ไม่มีคดีอาญาติดตัว จนกว่าจะสามารถจัดหาสถานที่ที่เหมาะสม ข้อเสนอนี้เป้นไปเพื่อบรรเทาภาระที่หนักหน่วงของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และแก้ปัญหาความแออัดของสถานที่ควบคุม รวมทั้งเพื่อความสะดวกในการส่งความช่วยเหลือต่างๆ
3. ประเทศโลกมุสลิม และองค์กรระหว่างประเทศ หน่วยงานขององค์การสหประชาชาติ ที่ทำงาน ด้านสิทธิมนุษยชน ขอให้ประสานงานกับประเทศที่สามเพื่อจัดหาที่ลี้ภัย พร้อมทั้งเพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลพม่าให้ยอมรับความเป็นพลเมืองพม่าของชาวโรฮิงญาและปฏิบัติต่อชาวโรฮิงญาเฉกเช่นชาติพันธุ์อื่น
นอกจากนี้ทางสำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำ จ.สงขลา ยังได้เปิดบัญชี สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำ จ.สงขลา (กองทุนช่วยเหลือชาวโรฮิงญา) บัญชีเลขที่ 934-1-48557-6 ธนาคารอิสลามแห่งประไทย สาขาหาดใหญ่
ชาวนราฯ รวมใจบริจาคสิ่งของช่วยเยาวชนโรฮิงญา
ตัวแทนชาวบ้านทั้งไทยพุทธและมุสลิม ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ อ.ยี่งอ จ.นราธิวาส ทยอยเดินทางนำสิ่งของเครื่องใช้ เสื้อผ้าและอาหารแห้ง มาบริจาคให้กับนายมูฮำหมัด สันมาน อิหม่ามประจำมัสยิดฮานูรดา เพื่อนำไปช่วยเหลือเยาวชนชาวโรฮิงญา จำนวน 18 คนที่ถูกส่งตัวมาอาศัยอยู่ที่เรือนนอนของบ้านพักเด็กและครอบครัว จ.นราธิวาส หลังจากที่ทางสื่อมวลชนทุกแขนงได้นำเสนอข่าว เพื่อขอความช่วยเหลือซึ่งสิ่งของดังกล่าวทั้งหมดจำนวน 1 คันรถ โดยอิหม่ามประจำมัสยิดและตัวแทนสื่อมวลชนจะนำของบริจาคทั้งหมดไปคัดแยกอีกครั้งก่อนที่จะนำไปแจกจ่ายตามวัตถุประสงค์ของชาวบ้าน
โดยเฉพาะเสื้อผ้าสุภาพสตรีและเสื้อผ้าสุภาพบุรุษเพื่อใช้ในการประกอบพิธีละหมาด ซึ่งสิ่งของทั้งหมดสามารถรองรับเยาวชนชาวโรฮิงญาที่จะถูกส่งตัวมาที่จ.นราธิวาสอีกจำนวน 20 คน ใน 1-2 วันที่จะถึงนี้
หลังจากเยาวชนชาวโรฮิงญาที่พักอาศัยอยู่ที่บ้านพักเด็กและครอบครัวจ.นราธิวาส จำนวน 18 คน ทราบข่าวถึงการช่วยเหลือในครั้งนี้สร้างความซาบซึ้งยิ่งนัก ถึงกับร้องไห้โฮออกมาขณะประกอบพิธีละหมาดเพื่อขอพรจากพระเจ้าได้ดลบันดาลให้ผู้ใจบุญมีความเจริญด้านการงานและอาชีพรวมไปถึงขอให้แผ่นดินไทยเกิดความสันติสุขโดยเฉพาะพื้นที่ 3จังหวัดชายแดนภาคใต้โดยเร็ว
'ผบ.ทร.' สั่งคุมเข้มชายฝั่งอันดามันแก้ปัญหา 'โรฮิงญา'
พล.ร.อ.สุรศักดิ์ หรุ่นเริงรมย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาผู้อพยพชาวโรฮิงญาที่ลักลอบเข้ามาในประเทศไทยว่า จากสภาวะแวดล้อมที่ขณะนี้ทะเลฝั่งอันดามันคลื่นลมสงบเป็นปัจจัยให้กับกลุ่มผู้อพยพชาวโรฮิงญาหลบหนีเข้ามาฝั่งไทยมาก ทั้งนี้กองทัพเรือได้มีการลาดตระเวนตามแนวทางที่รัฐบาลได้มอบหมายให้ ซึ่งประเทศไทยเป็นทางผ่าน แต่หากกลุ่มผู้อพยพเหล่านั้นล้ำเข้ามาในเขต 24 ไมล์ทะเล ฝั่งไทยก็ต้องมีการแจ้งเตือน ส่วนในกรณีที่ล้ำเข้ามาในเขต 24 ไมล์ทะเล ก็จะสนับสนุนเสบียงต่างๆ รวมทั้งให้คำแนะนำ ช่วยเหลือ แต่ถ้าหลุดเข้ามาถึงฝั่งเราก็จะแจ้งให้เจ้าหน้าที่บ้านเมืองดำเนินการตามกฎหมาย ซึ่งแนวทางการปฏิบัติก็จะมีแนวทางอยู่แล้วก็ใช้เหมือนกันทุกปี โดยคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยธรรม
เมื่อถามว่า มีเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ามนุษย์หรือไม่ พล.ร.อ.สุรศักดิ์ กล่าวว่า "ปัญหาส่วนใหญ่คือความต้องการของผู้อพยพ ที่ต้องการที่อยู่และหาสิ่งที่ดีกว่า ยืนยันว่าจะดำเนินการด้วยหลักสิทธิมนุษยธรรม รวมถึงความช่วยเหลือตามที่เขาร้องขอ ซึ่งช่องทางที่เล็ดลอดเข้ามานั้น ทั้งจากบริเวณชายฝั่ง ระยะนอกฝั่ง และเดินเท้าเข้ามา แม้ว่าการตรวจตราของ กองทัพเรือ และ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรภาค 4 ส่วนหน้าจะดำเนินการอย่างเต็มที่แล้ว แต่ในห้วงเวลาที่คลื่นลมสงบผู้อพยพก็จะเข้ามาเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ในเรื่องการให้ความช่วยเหลือของนานาชาตินั้น ทางกระทรวงการต่างประเทศกำลังดำเนินการอยู่ เพราะเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันดูแล"
'ดร.สุรินทร์' ติงไทยดัน 'โรฮิงญา' ออกนอกประเทศ
อดีตเลขาธิการอาเซียน ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ ได้กล่าวถึงปัญหาชาวโรฮิงญา ในงานเปิดตัวหนังสือของสำนักพิมพ์อมรินทร์ว่า การแก้ปัญหาเรื่องชาวโรฮิงญานั้นที่จริงมีวิธีปฎิบัติขององค์กรสหประชาชาติอยู่แล้ว ซึ่งในส่วนของประเทศไทยก็ที่ทำได้คือการเห็นแก่มนุษยธรรม
ทั้งนี้แม้ปัญหาคน 800,000 คน ไร้สัญชาตินั้นเป็นปัญหาของรัฐบาลเมียนมาร์ แต่อาเซียนควรให้ความช่วยเหลือในด้านมนุษยธรรม ในส่วนของประเทศไทยก็ไม่ควรผลีผลามผลักดันส่งคนออกไปทันที เพราะจะเป็นผลต่อภาพพจน์ที่ไทยเคยมีการให้ที่อยู่คนหลายๆกลุ่มมาก่อนหน้า
รพ.สงขลา ส่งแพทย์-พยาบาลดูผู้ป่วยชาวโรฮิงญา
นายแพทย์ ปรีชา วงศ์ศิลารัตน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสงขลา เปิดเผยว่า ทางโรงพยาบาลสงขลา ได้ทำการส่งชุดแพทย์ พยาบาลและเภสัชกร พร้อมยารักษาโรคเข้ามาดูแลผู้ป่วย ซึ่งเป็นเด็กและสตรีชาวโรฮิงญาที่บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดสงขลา ต.พะวง อ.เมือง จ.สงขลา จำนวน 105 คน จากการตรวจของแพทย์พบว่า ทั้งเด็กและสตรีชาวโรฮิงญา ส่วนใหญ่เป็นโรคทางเดินหายใจและโรคผิวหนัง ได้จัดยากินและยาทาให้ พร้อมทั้งแนะนำในเรื่องการดูแลสุขภาพผ่านล่าม เนื่องจากสภาพอากาศในภาคใต้มีทั้งฝนตกและแดดออก ซึ่งจะทำให้เด็กมีอาการป่วยได้ง่าย
นายแพทย์ ปรีชาฯกล่าวเพิ่มเติมว่า ทางโรงพยาบาลสงขลามีการประสานความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาลสงขลากับฝ่ายพยาบาลของบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดสงขลาอยู่ตลอดเวลา พร้อมส่งแพทย์ พยาบาลเข้ามาดูแลทันที หากมีผู้ป่วยฉุกเฉิน เนื่องจากโรงพยาบาลสงขลากับบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดสงขลาอยู่ใกล้กัน จึงไม่มีปัญหาในการดูแลผู้ป่วยชาวโรฮิงญา
ส่วนเด็กและสตรีชาวโรฮิงญาที่กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เข้าคุ้มครองสวัสดิภาพชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 11 - 17 มกราคม 2556 จำนวนทั้งสิ้น 158 คน โดยแยกเข้าพักในบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดสงขลา จำนวน 105 คน บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดตรัง จำนวน 13 คน บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดนราธิวาส จำนวน 18 คน และบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดปัตตานี จำนวน 22 คน
สำหรับหลังการช่วยเหลือชาวโรฮิงญาเกือบ 900 คนที่ถูกนำมากักตัวไว้ในพื้นที่ชายแดนไทยมาเลเซีย อ.สะเดา จ.สงขลา ล่าสุดทางเจ้าหน้าที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองอ.สะเดา จ.สงขลา ทั้งด่านพรมแดนสะเดา และด่านปาดังเบซาร์ ได้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบการเข้าออกด่านพรมแดนทั้งสองแห่งให้รัดกุมมากขึ้น เพื่อป้องกันการเคลื่อนย้ายชาวโรฮิงญาออกทางด่านพรมแดนรวมถึงการผลักดันกลับเจ้ามาจากประเทศมาเลเซีย โดยเน้นตรวจค้นรถตู้หรือรถบัสและบรรทุกต้องสงสัยที่สามารถซุกซ่อนได้
นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ได้ออกตรวจสอบรั้วกั้นแนวพรมแดนไทยมาเลเซียเพื่อป้องกันการเจาะลวดตาข่ายสำหรับเป็นช่องทางลับในการลักลอบเข้าออกเหมือนกับที่พบหลังโกดังในซอย3 ไทย-จังโหลน ต.สำนักขาม ที่ใช้กักตัวชาวโรฮิงยา รวมทั้งมีการลาดตระเวนตามแนวตะเข็บชายเป็นระยะเพราะเชื่อว่ายังมีชาวโรฮิงญาอีกบางส่วนที่หนีเข้าป่าและยังคงซ่อนตัวอยู่ตามป่าเขาแนวพรมแดนไทยมาเลเซียระหว่างที่เจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือเพราะตกใจกลัว
ขณะที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนและปราบปรามด่านตรวจคนเข้าเมืองสะเดา ได้ประสานงานด้านการข่าวกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งตำรวจและฝ่ายปกครองเพื่อเฝ้าจับตากลุ่มขบวนการค้าแรงงานเถื่อนและขบวนการค้ามนุษย์เนื่องจากมีรายงานว่ายังคงมีความพยายามที่จะล่อลวงชาวโรฮิงญาเข้ามายังประเทศไทยเพื่อส่งไปยังประเทศที่สาม รวมถึงพยายามติดตามความเคลื่อนไหวของชาวโรฮิงญาที่ถูกควบคุมตัวอยู่ตามที่ต่างๆว่าเจ้าหน้าทีจะผลักดันกลับหรือไม่
กระบี่-จัดสถานที่รองรับชาวโรฮิงญา
นางรัชนีย์ ใจห้าว หัวหน้าบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดกระบี่ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดกระบี่ จัดเตรียมสถานที่ห้องพักที่นอน ไว้รองรับชาวโรฮินยาอพยพ หลังจากได้รับการประสานส่วนกลาง ในการส่งตัวชาวโรฮินยา จากบ้านพักเด็กและครอบครัว จากจังหวัดสงขลา มาพักเยียวยา ก่อนดำเนินการช่วยเหลือในด้านอื่นๆ
ซึ่งบ้านพักเด็กและครอบครัว จังหวัดกระบี่ สามารถรองรับชาวโรฮินยาได้ เพียงจำนวน 10 คน เท่านั้น เนื่องจากมีอุปสรรคด้านสถานที่ ที่คับแคบ มีผู้พักอาศัยอยู่ก่อน และเรื่องงบประมาณ และได้ประสานสาธารณสุขจังหวัดกระบี่ เตรียมจัดเจ้าหน้าที่มาตรวจสุขภาพเบื้องต้นชาวโรฮินยา ที่จะเดินทางมาถึงใน 1-2 วันนี้ อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่มีความกังวลเรื่องโรคระบาดต่างๆ ที่ติดตามกับชาวโรฮินยากลุ่มนี้ ซึ่งในเรื่องของโรคติดต่อหรืออาการป่วยคงต้องประสานงานกับทางเจ้าหน้าที่สาธารณสุชจังหวัดกระบี่และโรงพยาบาลกระบี่อีกครั้งหนึ่งให้เข้ามาดำเนินการตรวจรักษาชาวโรฮินยา ก่อนที่จะมีการช่วยเหลือตามหลักกฎหมายและหลักมนุษยชนต่อไป



