ข่าว

'จุฬาราชมนตรี'ร่ำไห้!มอบเงินช่วย'โรฮิงญา'

'จุฬาราชมนตรี'ร่ำไห้!มอบเงินช่วย'โรฮิงญา'

16 ม.ค. 2556

'จุฬาราชมนตรี'ร่ำไห้!เข้าเยี่ยม-มอบเงินช่วยเหลือ'ชาวโรฮิงญา' 3 แสนบาท พบอีก 4 คนเดินพลัดหลงในป่าเทือกด้าน'โรฮิงญา'ยื่นร้องกสม.ช่วยเหลือหวั่นถูกส่งกลับพม่า

               16 ม.ค.56 ความคืบหน้าการช่วยเหลือกลุ่มมุสลิมโรฮิงญากว่า 800 คนที่เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือออกมาได้ขณะที่ถูกกักตัวอยู่บริเวณแนวพรมแดนไทยมาเลเซียอ.สะเดา จ.สงขลา

                ล่าสุด นายอาซิส พิทักษ์คุมพล จุฬาราชมาตรี พร้อมด้วย พล.ต.ต.สุรินทร์ ปาลาเร่ เลขาธิการคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย นายศักดิ์กรียา บิลแสละ ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจ.สงขลา และ นายไชยยา สกุลชาย์ นายกสมาคมไทยปากีสถาน ได้เดินทางไปเยี่ยมกลุ่มมุสลิมชาวโรฮิงญาที่ถูกควบคุมตัวอยู่ที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองสะเดา และด่านตรวจคนเข้าเมืองปาดังเบซาร์ กว่า 300 คน โดยได้มอบเงินสดจำนวน 3 แสนบาท ผ่าน นายเกชา เบญจคาร นายกเทศมนตรีตำบลสำนักขาม เพื่อนำไปดูแลชาวโรฮิงญาในระหว่างที่ยังถูกควบคุมตัวอยู่ตามหน่วยงานต่างๆ ทั้งเรื่องของอาหาร ยารักษาโรค และเครื่องใช้ต่างๆ

                จุฬาราชมนตรี กล่าวทั้งน้ำตาว่า ไม่ต้องการให้มีการผลักดันชาวโรฮิงญาเหล่านี้กลับไปยังประเทศพม่า เพราะจะต้องประสบกับชะตากรรมเหมือนเดิม โดยต้องการเรียกร้องให้มีการประสานงานไปยังประเทศที่สามที่ชาวโรฮิงญากลุ่มนี้ต้องการไปพักพิงยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือชาวโรฮิงญากลุ่มนี้เช่นรับไปทำงานหรือช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

                ด้านนายพล.ต.ต.สุรินทร์ ปาลาเร่ เลขาธิการคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ที่ผ่านมามีชาวโรฮิงญาเดินทางเข้ามาไม่ต่ำกว่า 4 แสนคนโดยใช้ไทยเป็นทางผ่านเพื่อเดินทางไปประเทศที่สามจากปัญหาความรุนแรงในถิ่นฐานของตัวเอง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องเร่งหาทางแก้ปัญหาเพราะแม้จะผลักดันกลับไปยังพม่าปัญหาก็จะไม่จบ

                พ.ต.อ.กฤษกร พลีธัญญวงศ์ รองผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.สงขลา เปิดเผยถึงความคืบหน้าด้านคดีว่า เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินคดีผู้ต้องหาที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งชาวไทยและชาวพม่าไปแล้ว10 คนในข้อหานำพาและให้ที่พักพิง และออกหมายจับผู้ต้องหาอีก 3 คนในข้อหาเดียวกัน ประกอบด้วย นายประสิทธิ์ หรือเบต เหล็มแหล๊ะ อดีตรองนายกเทศมนตรีเมืองปาดังเบซาร์ นายจามานาดีน ชาวพม่า ซึ่งให้ที่พักพิงชาวโรฮิงญาที่ถูกกักตัวในพื้นที่บ้านชายควน ต.ปาดังเบซาร์ และนายสาโรจน์ แก้วมณีโชติ ซึ่งให้ที่พักพิงชาวโรฮิงญาที่ถูกกักตัวที่บ้านเลขที่ 25/10 ถ.ชายแดนสำนักสงฆ์ ซอย2 ม.4 ต.ปาดังเบซาร์ ส่วนกลุ่มที่ช่วยเหลืออออกมาจากโกดังสุดซอยสามในพื้นที่ ต.สำนักขาม ยังไม่มีการจับกุมหรือออกหมายจับแต่อย่างใด โดยผู้ต้องหาทั้งสามคนได้ติดต่อขอเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ในอีก 2-3 วันนี้

 

พบกลุ่มมุสลิมชาวโรฮิงญา 4 คนเดินพลัดหลง ในป่าเทือกเขาแก้ว

                ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ยังคงพบกลุ่มมุสลิมชาวโรฮิงญาที่เดินพลัดหลงอยู่ในป่าบริเวณเทือกเขาแก้วเขตรอยต่อ จ.สงขลา กับ จ.สตูล อย่างต่อเนื่อง หลังจากที่เมื่อวันที่ 15 ม.ค.ที่ผ่านมาชาวบ้านในพื้นที่ ต.ฉลุง อ.หาดใหญ่ ได้ช่วยเหลือไว้สองคนและให้พักอยู่ในมัสยิดประจำหมู่บ้าน

                ล่าสุดพบมุสลิมชาวโรฮิงญาซึ่งเป็นชายอีก 4 คน ลงจากเขาแก้วมาตามเสียงอาซานตั้งแต่เมื่อคืนนี้ ก่อนที่จะได้รับการช่วยเหลือจากเจ้าของปอเนาะเราฎอตุ้ลอูลูม ซึ่งตั้งอยู่หมู่ 2 บ้านม่วงค่าย ต.ฉลุง ซึ่งพบมุสลิมโรฮิงญาทั้ง 4 คน มานั่งอยู่ข้างๆ มัสยิดในปอเนาะ พร้อมกับนำอาหารและเสื้อผ้ารวมทั้งจัดสถานที่พักชั่วคราวให้หลับนอนเนื่องจากทั้ง 4 คนอยู่ในสภาพที่อิดโรย พร้อมกับประสานฝ่ายปกครองในพื้นที่มารับตัวไป

                จากการสอบถาม นายมูฮัมหมัด อาลอ อายุ 26 ปี ซึ่งสามารถพูดภาษาอังกฤษได้ บอกว่า พวกตนลงเรือมาจากพม่า จำนวน 200 คนทั้งผู้ชาย ผู้หญิง และเด็กๆ โดยมาขึ้นฝั่งที่ จ.สตูล เพื่อเดินทางเข้าไปหาญาติที่ประเทศมาเลเซีย โดยแยกย้ายกันเดินทางมาตามป่าเขาเป็นเวลา 7 วัน อาศัยเพียงน้ำและผลไม้ป่าที่พอหาได้ประทังชีวิต กระทั่งมาพบกับชุมชนมุสลิมเนื่องจากในยินเสียงอาซานจึงลงมาขอความช่วยเหลือ ส่วนที่เหลือยังคงกระจายพลัดหลงอยู่ตามป่าในเทือกเขาแก้วอีกจำนวนมากและยังไม่ทราบชะตากรรมโดยทั้งหมดมีเป้าหมายต้องการเดินทางต่อไปยังประเทศมาเลเซีย

               
 

"โฆษกกอ.รมน."เผยเร่งแก้ปัญหา"โรฮิงญา"แจงปฏิบัติตามหลักสากล

                พล.ท.ดิฏฐพร ศศะสมิต โฆษกกอ.รมน. ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีชาวโรฮิงญาที่เดินทางเข้ามายังประเทศไทยว่า ชาวโรฮิงญาทั้งหมดต้องการเดินทางต่อไปยังประเทศที่ 3 ที่ผ่านมาไทยได้สกัดกั้นและปฏิเสธการเข้าเมืองของชาวโรฮิงญา ตาม พรบ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ซึ่งสอดคล้องกับหลักปฏิบัติสากล หลักมนุษยธรรมและพันธกรณีระหว่างประเทศ ตลอดจนได้ให้การช่วยเหลือตามหลักการปฏิบัติ และแนวทางการปฏิบัติต่อผู้หลบหนีเข้าเมืองทางทะเล (เอสโอพี) โดยเน้นหลักมนุษยธรรม และคำนึงถึงสิทธิมนุษยชน

                "ที่ผ่านมาองค์กรระหว่างประเทศจะพยายามยื่นมือเข้าช่วยเหลือเพื่อยุติปัญหา สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างชาวพุทธกับชาวมุสลิมในรัฐยะไข่ยังคงไม่ปกติ ทำให้ชาวมุสลิมโรฮิงญายังคงหลบหนีเข้ามายังประเทศไทย เพื่อพักพิงและเดินทางต่อไปยังประเทศที่ 3 อย่างต่อเนื่อง ประกอบกับช่วง พ.ย.- เม.ย. ของทุกปีเป็นช่วงปลอดมรสุม ด้วยเหตุนี้ในปี 55 จึงมีผู้อพยพชาวโรฮิงญาเข้ามายังประเทศไทยโดยทางเรือจำนวนเกือบ 3,000 คน ซึ่งเพิ่มมากขึ้นเป็นพิเศษ จนเมื่อต้นเดือน ม.ค. 56 กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนแยก ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่จ.สงขลาและฝ่ายปกครองได้ช่วยเหลือผู้อพยพดังกล่าวจากการกักขังของกลุ่มที่เชื่อว่าเป็นขบวนการนำพาเป็นจำนวน 800 กว่าคน และได้ให้การช่วยเหลือเรื่องอาหารและสิ่งของจำเป็นตามหลักปฏิบัติและแนวทางการปฏิบัติต่อผู้หลบหนีเข้าเมืองทางทะเล หลังจากนั้นก็จะเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจและตำรวจตรวจคนเข้าเมืองที่จะได้ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป" พล.ท.ดิฏฐพร กล่าว

                พล.ท.ดิฏฐพร กล่าวต่อว่า สำหรับความคืบหน้าในการแก้ปัญหาดังกล่าวนั้น เมื่อวันที่ 14 ม.ค. ที่ผ่านมา สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ได้ประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กอ.รมน. กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย กองทัพบก กองทัพเรือ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งมติที่ประชุมมีดังนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นชอบให้ดำเนินการตามหลักปฏิบัติและแนวทางการปฏิบัติต่อผู้หลบหนีเข้าเมืองทางทะเล และเน้นย้ำเรื่องสิทธิมนุษยชน เตรียมความพร้อมในการรับมือสถานการณ์ เบื้องต้น สมช.รวบรวมความต้องการงบประมาณในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของส่วนราชการ เพื่อขอใช้งบกลางอย่างเร่งด่วน มาตรการระยะสั้นดูแลให้ความช่วยเหลือชาวโรฮิงญาตามหลักมนุษยธรรม และคัดกรองชาวโรฮิงญาที่ตกเป็นเหยื่อขบวนการนำพา เพื่อส่งกลับประเทศต้นทางหรือประเทศที่ 3

                “การดำเนินการอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายและหลักกติกาสากล วางมาตรการระยะยาว กระทรวงการต่างประเทศ เจรจากับประเทศต้นทางและหารือกับองค์การระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวต่อไป สำหรับหลักการปฏิบัติต่อผู้หลบหนีเข้าเมืองทางทะเล ทางการไทยได้ปฏิบัติตามหลักสากล ทั้งยังคำนึงถึงหลักการด้านมนุษยธรรม และผลกระทบที่มีต่อเด็ก สตรี และผู้ป่วยเป็นอันดับแรก ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังดำเนินคดี เบื้องต้นให้ถือว่าชาวโรฮิงญาที่อพยพเข้ามาเป็นผู้หลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศเตรียมหารือกับสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชซีอาร์) เพื่อหาทางออกร่วมกันต่อไป” พล.ท.ดิฎฐพร กล่าว

 

"โรฮิงญา"ยื่นร้องกสม.ช่วยเหลือหวั่นถูกส่งกลับพม่า

               กลุ่มโรฮิงญา นำโดยนายวินัย สะเล็ม สมาคมโรฮิงญาประเทศไทย (บีอาร์เอที) พร้อมคณะ เดินทางมายื่นเรื่องให้ กสม. ขอให้ช่วยเหลือชาวโรฮิงญาถูกจับกุม ที่ จ.สงขลา เพื่อไม่ให้ส่งกลับประเทศพม่า ผ่าน นพ.นิรันดร์  พิทักษ์วัชระ กสม. ในฐานะประธานอนุกรรมการสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง โดย นพ.นิรันดร์ กล่าวว่า กสม. ได้รับทราบเรื่องราวมาประมาณ 2 สัปดาห์ และได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง เมื่อวันที่ 15 ม.ค.ที่ผ่านมา โดยอนุกรรมการฯ จะเสนอประเด็นและข้อมูลจากการลงพื้นที่เข้าที่ประชุมคณะอนุกรรมการฯ ในวันที่ 28 ม.ค. เวลา 13.00 น. พร้อมเชิญหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องเข้ารับฟังและหาทางออกในการแก้ปัญหาร่วมกัน ประกอบด้วย กระทรวงการต่างประเทศ(กต.) สภาความมั่นคง(สมช.) กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) สำนักจุฬาราชมนตรี สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ(ยูเอ็นเอชซีอาร์) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

               "ประเด็นที่จะหารือประกอบด้วย 2 ประเด็นหลัก คือ หลักประกันการส่งชาวโรฮิงญากลับประเทศพม่าว่า จะมีความปลอดภัย ไม่ถูกละเมิดสิทธิหรือถูกทำร้ายถึงขั้นเสียชีวิตอย่างเหตุการณ์ในอดีตที่ผ่านมา และแนวนโยบายที่จะดำเนินการกับชาวโรฮิงญาที่อพยพและถูกจับกุมที่ประเทศไทยระหว่างเดินทางไปประเทศที่สาม อย่างไรก็ตาม กสม. ไม่เคยเห็นด้วยกับแนวทางในการส่งชาวโรฮิงญากลับประเทศพม่า เพราะประเทศพม่าประกาศว่า ชาวโรฮิงญาไม่ใช่ประชาชนของประเทศพม่า ถ้าส่งชาวโรฮิงญากลับประเทศพม่าก็เหมือนเป็นการส่งไปตกนรก รวมทั้งการอพยพของชาวโรฮิงญา อาจจะตกเป็นเหยื่อของกลุ่มค้ามนุษย์ ซึ่งปัญหาดังกล่าวได้ประสานไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจและกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) เพื่อป้องกันชาวโรฮิงญาไม่ให้ถูกละเมิดสิทธิและตกเป็นเหยื่อของกระบวนการค้ามนุษย์ และในระหว่างนี้ กสม. จะตรวจสอบจำนวนชาวโรฮิงญาที่อยู่ในประเทศไทย พร้อมทั้งเข้าไปช่วยเหลือดูแลชีวิตความเป็นอยู่ทุกด้านของชาวโรฮิงญาให้เหมาะสม ดังนั้นขอให้ทางกลุ่มโรฮิงญากลับไปรวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น มายื่นให้กับอนุกรรมการฯ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาในการหารือร่วมกับหน่วยงานของรัฐ ในวันที่ 28 ม.ค.นี้" นพ.นิรันดร์ กล่าว