
หลักเมืองผู้ว่าการเมืองและพลเมือง
หลักเมืองผู้ว่าการเมืองและพลเมือง : ประชาธิปไตยที่รัก โดยพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ([email protected])
เสียงปี่เสียงกลองของการเลือกตั้งผู้ว่าราชการ กทม. ครั้งใหม่เริ่มขึ้นแล้ว แม้ว่าในช่วงนี้ยังไม่ได้มีการเดินเครื่องทำข่าวกันอย่างเต็มสูบ เนื่องจากยังไม่ได้มีการสมัครกันอย่างเป็นทางการ
แต่ก็พอจะเห็นแล้วครับว่ารอบนี้น่าจะเป็นการต่อสู้กันอย่างมันยกร่อง
เพราะเอาเข้าจริง ก็เริ่มมีการวิเคราะห์จากสื่อหลายฉบับแล้ว ว่าเอาเข้าจริงการเลือกตั้งผู้ว่าฯ ในครั้งนี้ น่าจะเป็นศึกใหญ่ของประชาธิปัตย์ และเพื่อไทย
และพูดต่ออีกก็กลายเป็นเรื่องของการวัดกระแสเรตติ้งของคนที่ชอบอภิสิทธิ์ และคนที่ชอบยิ่งลักษณ์ (ผมไม่แน่ใจว่าคนที่ชอบทักษิณจะมีส่วนในเรื่องนี้ หรือ คนที่ชอบเสื้อแดงจะเป็นพลังบวกในเรื่องนี้แค่ไหน)
และในด้านกลับกัน ก็คือคนที่เกลียดอภิสิทธิ์ และ คนที่เกลียดทั้งยิ่งลักษณ์และทักษิณ รวมทั้งคนที่เกลียดเสื้อแดงด้วย
แต่เรื่องนี้ไม่จบง่ายๆ หรอกครับ เพราะยิ่งประชาธิปัตย์มีความเชื่อว่าตนเองนั้นชนะทุกโพลล์มากแค่ไหน ก็อาจจะพลาดได้เช่นกัน เพราะยิ่งมีกองเชียร์ออกมาช่วยผู้สมัครมากแค่ไหน เอาเข้าจริงยิ่งออกมาก คนที่เกลียดก็มากขึ้นด้วย อย่างกรณีคุณกรณ์เนี่ย คนรักก็คงจะเยอะ แต่คนเกลียดก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกันครับ
ที่เขียนมาถึงตรงนี้ ก็เพื่อจะชี้ให้เห็นว่า อย่าได้ประมาทกับการเลือกตั้งผู้ว่าฯ นัดประวัติศาสตร์ครั้งนี้ เพราะอย่างน้อยการเลือกตั้งครั้งนี้ก็อยู่ในบรรยากาศที่เป็นการเมืองปกติอยู่บ้าง และสนุกมาก เพราะฝ่ายค้านนั้นครองพื้นที่กทม.มาอย่างยาวนาน
แต่ถ้ามองให้ลึกลงไป วันนี้ก็ยังน่าเศร้าใจ เพราะทั้งอาจารย์สุขุมพันธุ์ และคุณพงศพัศ นั้นกลับไม่ใช่ตัวหลักในเกมนี้สักเท่าไหร่
ทีนี้เรื่องต่อมา ผมคิดว่า นอกจากเราจะสนใจเรื่องของการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. แล้ว ผมกลับคิดว่าสิ่งที่เราควรจะสนใจก็คือเรื่องของการมี "หลักเมือง" ในความหมายของการบริหารจัดการเมืองสมัยใหม่
กล่าวคือ การเลือกตั้ง กทม. นั้นที่ผ่านมาไม่ค่อยชัดเจนว่า ตกลงผู้สมัคร กทม.?นั้นมีความคิดเรื่องเมืองอะไรที่ชัดเจนบ้าง บางคนกระทำแม้แต่ในลักษณะของการประกอบทางการเมืองแทบจะแบบฉุกละหุก วันต่อวัน
คือใช้ต้นทุนทางสังคมที่ตนมีออกมาให้คนรู้จัก(ความจริงรู้จักอยู่แล้ว) แล้วก็บอกว่านโยบายต่างๆ นั้นผู้คนต้องมาช่วยกันคิด ทั้งที่ถ้าเราอยากจะมีเมืองในฝัน และผู้ว่าฯ การเมืองในฝันนั้น ก็คงต้องมีความคิดเหล่านี้ชัดเจนมาตั้งแต่ก่อนจะมาสมัครแล้วครับ
และยิ่งไปกว่านั้น เรื่องของหลักเมืองที่ผมพูดถึงนั้น ก็คือเรื่องของการทำความเข้าใจและเสนอให้ได้ว่าประชาชน ควรจะมีหลักยึดปฏิบัติอะไรร่วมกันในการอยู่ในเมือง และเป็นสิ่งที่ต้องไม่ละเมิด คือหลักเมืองต้องมีความศักดิ์สิทธิ์จริงๆ และทุกคนเคารพในสิ่งนี้
บ้านเราชอบออกมาโวยวายเรื่องว่าไม่มีผังเมือง หรือไม่มีนโยบายเมือง หรือเสียเงินเสียทองกับอุตสาหกรรมการให้คำปรึกษา และรับจ้างจัดทำนโยบาย ฯลฯ แต่ผมคิดว่าเรื่องสำคัญก็คือ ต้องมีความเข้าใจตรงกันก่อนว่าจากวันนี้พลเมืองทั้งหลาย (หลายกลุ่ม) และผู้ว่าการเมืองจะมีข้อตกลงร่วมกันว่าอะไรคือทั้งความใฝ่ฝันและความศักดิ์สิทธิ์ของการรับผิดชอบร่วมกันในการบริหารจัดการเมือง
ตรงนี้ไม่ใช่แค่ว่ามาสมัครเป็นผู้ว่าแล้วค่อยมาหาทางรับฟังเสียงของประชาชน เพราะนี่ไม่ใช่การเลือกตั้งหัวหน้าเวรวันจันทร์ของเด็กประถมสี่ แต่นี่คือมหานครของโลกที่เชื่อมโยงกันไปทั่ว
ดังนั้นในวันนี้ สิ่งที่ต้องจับตามองก็คือ อาจารย์สุขุมพันธุ์ "ย่อม" และ "ควร" จะมีแต้มต่อในแง่ของการเสนอวิสัยทัศน์เมือง เพราะทำงานในหน้าที่มานาน และขณะเดียวกันคู่ท้าชิงจาก เพื่อไทย ก็ต้องทำงานหนักและเสนอความชัดเจนในหลายๆ เรื่องอย่างจริงจัง (แม้ว่าจะมีเวลาอันสั้น)
ไม่นับประชาชนผ่านสื่อก็จะต้องกดดันเรียกร้องว่ายังขาดเรื่องอะไรบ้างที่เตรียมการกันมาของแต่ละฝ่าย และนี่จะชี้ให้เห็นว่า เรามีพรรค และมีผู้สมัครที่เข้มแข็งแต่พลเมืองอ่อนแอเกินไปหรือเปล่า
ช่วยๆ กันหน่อยครับ ผมเบื่อการทำเรื่องการแข่งขันลงสมัครผู้ว่าฯ กทม?. เป็นเรื่องการเมืองแบบสาดโคลน ทั้งที่การเลือกตั้งครั้งนี้น่าจะเป็นนิมิตหมายที่ดีที่จะเห็นความพร้อมของทั้งสองพรรคใหญ่และความเข้มแข็งของพลเมืองครับ



