
วันเด็กของผู้ใหญ่-กระจกแห่งความจริง
สวัสดีเศรษฐกิจ : วันเด็กของผู้ใหญ่ กระจกแห่งความจริง : โดย...สุรพล โอภาสเสถียร
"เด็กในวันนี้ คือผู้ใหญ่ในวันหน้า เด็กดีย่อมเป็นศรีแก่ชาติ เด็กฉลาด ชาติก็จะเจริญ" คำกล่าวข้างต้นเป็นข้อความที่ผมมักจะคิดถึง ระลึกถึงเสมอ เมื่อเวลาวันของเด็ก หรือวันที่เด็กจะได้รับความสำคัญจากผู้ใหญ่ทั้งหลายมาดูมาแลมาพาไปเที่ยว เด็กๆ ทุกคนจะตั้งตารอวันเสาร์ที่สองของเดือนมกราคมของทุกปี เพราะวันนั้นเด็กจะเป็นใหญ่ พอผมอายุมากขึ้น เห็นคำขวัญเด็กทุกปี แต่ท้ายสุดก็จำไม่ได้ จำได้แต่ที่เป็นข้อความพาดหัวบทความที่แสดงข้างต้นนั้น
หากแต่วันเด็กในมุมของผมนั้น คิดว่าควรเป็นวันที่เด็กจะได้สะท้อนมุมมองที่ดีต่อผู้ใหญ่ให้ได้คิด มันไม่ควรเป็นวันที่โกลาหล วิ่งไปงานทุกที่ รถราติดกันเป็นแพ มีแต่ความเครียดในการแย่งชิง ดูแล้วคล้ายกับวันทำบุญ วันในพุทธศาสนาที่เราท่านต่างใส่บาตรชนิดขนกัน 7 วันไม่หมด ที่เป็นของสดก็อาจเน่าเสียไปมากมาย แทนที่จะเฉลี่ยกันไปเท่าๆ กันทุกวันดังเพลงลูกทุ่งที่กล่าวว่า "ไม่ต้องรักมากมาย แต่ขอให้รักน้อยๆ รักให้นานๆ ก็พอ" อาการสำลักเทศกาลแห่งการให้แบบนี้ เราๆ ในประเทศไทยจะเห็นได้บ่อยมากตามตารางเวลาวันสำคัญ กลับมาที่ประเด็นมุมมองของเด็กให้ผู้ใหญ่คิดกันน่าจะมีดังนี้
1. เด็กไทยมีนิสัยที่ไม่ดีวันนี้ เช่น พูดจาไม่ดี ไม่สุภาพ เห็นแก่ตัว ติดโทรศัพท์มือถือ ติดสื่อสังคมออนไลน์ ชอบพุ่งชนระเบียบ อาจติดพนันบอล หรืออื่นๆ ท่านที่เป็นผู้ใหญ่เคยคิดไหมว่าที่เขาเป็นอย่างนี้เพราะไปดูตัวอย่างแย่ๆ เลวๆ มาจากไหนกัน เขาไปดูจากเพื่อนบ้านหรือ เขาไปจำจากละคร จำจากทีวีต่างประเทศ หรือผู้ใหญ่วันนี้ทั้งนั้นที่ทำให้เห็น กระตุ้นให้เขาอยากได้ใคร่มี ที่แย่มากคือมองเด็กๆ เป็นลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย โดยมีแนวคิดทางการตลาดว่า ผู้ใช้คือเด็ก ผู้ซื้อคือแม่ คนออกเงินคือพ่อ คนที่ทำให้เกิดความต้องการคือดารา คือนักร้อง คือนักแสดง คือคนที่เป็นแบรนด์ทั้งไทยทั้งเทศใช่หรือไม่
2. เด็กไทยเราเรียนหนังสือแย่ลงไหมในภาพเฉลี่ย ทั้งที่เรียนมาก เรียนเยอะ มีกวดวิชาที่ต้องเป็นภาระทางการเงินมากมาย ในการจัดอันดับระบบการศึกษาที่ดีที่สุดของเพียร์สัน ปลายปี 2555 ไทยอยู่ที่อันดับ 37 จาก 40 ประเทศโดยมีฟินแลนด์เป็นที่ 1 เกาหลีใต้เป็นที่ 2 ฮ่องกงเป็นที่ 3 ญี่ปุ่นเป็นที่ 4 สิงคโปร์เป็นที่ 5 ทั้งที่หลายประเทศเกิดหลังไทย 100 ปี กรมสุขภาพจิตสำรวจเด็ก ป.1 ถึง ป.5 จากที่มีอยู่ 5 ล้านคนมีปัญหาสมาธิสั้น 3 แสนคน
3. อย่าเอาแต่จัดงานรื่นเริง กินเลี้ยง แจกลูกโป่ง จับของขวัญ ประกวดร้องเพลง ประกวดการแสดง แบบที่ผู้ใหญ่ชอบในทุกเทศกาล เลิกได้ไหม หันมาเอาจริงเอาจังกับการศึกษา การสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญาให้มากเหมือนบ้านเมืองอื่นเขา มีป่ามีที่ที่ให้เขาได้ศึกษารากเหง้าความเป็นไทย สังคมไทยใจเกษตรพอเพียง เอาเงินที่จะใช้จ่ายไปทำอะไรที่สร้างความกระหายที่จะเรียนรู้ให้กับเด็ก สร้างกระบวนการเพิ่มพูนปัญญา อย่าเป็นแบบพิพิธภัณฑ์เด็กที่จนเวลานี้ก็ยังปิดปรับปรุงอยู่
เด็กคือกระจกแห่งความจริง ในสิ่งที่ผู้ใหญ่ต้องรับผิดชอบ เราปลูกอะไรเราก็จะได้สิ่งนั้น ผู้ใหญ่ที่คิดดีทำดีในวันนี้จะสร้างเด็กไทยที่ฉลาด ชาติก็จะเจริญ ดังคำขวัญในอดีต หรือเราจะเป็นผู้ใหญ่ที่ต้องการให้เด็กเติบโตมาพร้อมกับความโง่เพื่อจะได้ปกครองได้ง่ายๆ ในระบบประชาธิปไตยและภายใต้สังคมเศรษฐกิจเสรี ที่รู้จักแต่สิทธิแต่ไม่พยายามทำสิ่งที่เรียกว่า "หน้าที่"
ใครที่คิดและที่กำลังทำแบบนั้นในวันนี้ กรรมจะตามมาตอบแทนอย่างแน่นอนในวันหน้าไม่ช้าไม่นานแน่
--------------------
(สวัสดีเศรษฐกิจ : วันเด็กของผู้ใหญ่ กระจกแห่งความจริง : โดย...สุรพล โอภาสเสถียร)



