
ศาลชี้'บุญมี'ถูกกระสุน.233ตาย
ศาลชี้'บุญมี'ถูกกระสุน.233ยิงตาย แจงไม่สามารถชี้สาเหตุการตายจากการถูกยิงว่ามาจากฝ่ายใด หลังสอบพบทั้งสองฝ่ายต่างใช้ M 16 ยิงตอบโต้กันไปมา
16 ม.ค. 56 ศาลอ่านคำสั่งไต่สวนชันสูตรศพผู้เสียชีวิตจากเหตุชุมนุมแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ( นปช.) รายที่ 5 ในคดีหมายเลขดำ ช.7/2555 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ ยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวนการชันสูตรการเสียชีวิตของ นายบุญมี เริ่มสุข อายุ 71 ปี เพื่อทำคำสั่ง แสดงว่าผู้ตายเป็นใคร ตายที่ไหนเมื่อใด และถึงเหตุ และพฤติการณ์ที่ตาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 150 ซึ่งที่ห้องพิจารณา 804 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก วันที่ 20 ธ.ค.55 เวลา 09.50 น. ศาลอ่านคำสั่งไต่สวนชันสูตรศพผู้เสียชีวิตจากเหตุชุมนุมแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ( นปช.) รายที่ 3 ในคดีหมายเลขดำ อช.3/2555 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 8 ยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวนการชันสูตรการเสียชีวิตของ ด.ช.คุณากร ศรีสุวรรณ อายุ 14 ปี หรืออีซา เพื่อทำคำสั่ง แสดงว่าผู้ตายเป็นใคร ตายที่ไหนเมื่อใด และถึงเหตุ และพฤติการณ์ที่ตาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 150 ซึ่งนายบุญมี ถูกยิงบริเวณท้องเมื่อวันที่ 14 พ.ค.53 บริเวรพระราม 4 และเสียชีวิตเมื่อวันที่ 28 ก.ค.53 ช่วงที่รักษาตัวในโรงพยาบาล ช่วงที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงพื้นที่ กทม.
โดยศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานทั้งสองฝ่ายแล้ว อัยการ ผู้ร้อง มีช่างภาพสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 สี ที่ปฏิบัติหน้าที่ถ่ายภาพการปะทะกันระหว่างฝ่ายเจ้าพนักงานกับกลุ่มผู้ชุมนุม ยืนยันว่า เห็นการยิงตอบโต้กันระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุมกับเจ้าพนักงานเป็นเหตุให้กลุ่มผู้ชุมนุมได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต บริเวณหน้าสถานีบริการน้ำมัน ปตท. และเห็นฝ่ายผู้ชุมนุมมีการใช้พลุ และอาวุธปืนยิงตอบโต้ฝ่ายเจ้าพนักงาน โดยพยานดังกล่าวเป็นคนกลางซึ่งไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับฝ่ายใด เชื่อว่า พยานเบิกความตามความจริงที่รู้มา
เมื่อรับฟังประกอบความเห็นของพยานผู้ตรวจสถานที่เกิดเหตุ และทำรายงานการตรวจสถานที่เกิดเหตุว่า มีรอยกระสุนปืนมีทิศทางยิงมาจาก ถ.พระราม 4 ฝั่งแยกวิทยุมุ่งหน้าใต้ทางพิเศษเฉลิมมหานคร(ด่านบ่อนไก่) ซึ่งเป็นฝั่งของเจ้าพนักงานและมีรอยกระสุนที่ถูกยิงมาจากฝั่งใต้ทางพิเศษเฉลิมมหานคร(ด่านบ่อนไก่) มุ่งหน้าแยกวิทยุ ซึ่งเป็นฝั่งของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) จึงรับฟังได้ว่า มีคนในกลุ่ม นปช.และฝ่ายเจ้าพนักงานใช้อาวุธปืนยิงตอบโต้กัน
ส่วนที่พยานกลุ่ม นปช.และพนักงานสอบสวน เบิกความว่า ผู้ตายถูกยิงขณะยืนอยู่ที่หน้าปั๊ม ปตท. ถ.พระราม 4 แต่กลับปรากฎจากรายงานการตรวจสถานที่เกิดเหตุว่า หน้าปั๊ม ปตท.เป็นจุดที่บุคคลอื่นถูกยิง ไม่ใช่จุดที่ผู้ตายถูกยิง และเมื่อตรวจสอบภาพเคลื่อนไหวจากแผ่นบันทึกภาพที่ได้มาจากการบันทึกการสัมภาษณ์ผู้ตาย ก็ไม่ได้ระบุว่า ตนเองถูกยิงที่หน้าปั๊ม ปตท.และยังได้ความจากพยานผู้ตรวจพิสูจน์อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนว่า หากจะระบุวิถีกระสุนที่ยิงผู้ตายตามหลักวิชาการจะต้องดูตำแหน่งที่ผู้ตายยืน ลักษณะท่าทาง และการเคลื่อนไหวของผู้ตายในขณะถูกยิง ซึ่งขณะนั้นก็ไม่มีผู้ใดเห็นว่า ผู้ตายยืนอยู่ในลักษณะใด แม้ในเอกสารการถอดคำสัมภาษณ์ผู้ตายจะระบุอ้างว่า ผู้ตายพูดว่า"ถูกยิงจากฝั่งทหาร" แต่เมื่อพิจารณาจากภาพเคลื่อนไหวจากแผ่นบันทึกภาพในช่วงเวลาที่อ้างว่า มีคำพูดเช่นนั้นของผู้ตาย ก็ไม่ปรากฎว่ามีเสียงพูดของผู้ตายด้วยถ้อยคำดังกล่าวโดยมีลักษณะเพียงขยับปากพูดเท่านั้น ซึ่งไม่แน่ชัดว่าลักษณะการขยับปากดังกล่าวเป็นไปตามเอกสารการถอดคำสัมภาษณ์หรือไม่
แม้พนักงานสอบสวนเบิกความว่า หัวกระสุนที่ได้จากตัวผู้ตายเป็นขนาด .223 หรือ 5.56 มม.ที่ใช้กับปืนเล็กกลเอ็ม 16 ซึ่งใช้ในราชการทหาร แต่ก็ได้ความจากเจ้าพนักงานด้วยว่า เจ้าพนักงานถูกยิงด้วยหัวกระสุนจริงซึ่งใช้กับอาวุธปืนอาก้าหรือปืนเล็กกลเอ็ม 16 เช่นเดียวกัน โดยพยานผู้ตรวจพิสูจน์อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนก็เบิกความว่า ลูกกระสุนปืนของกลางในตัวผู้ตาย มีลักษณะคล้ายลูกกระสุนปืนที่ยิงถูกเจ้าพนักงาน จึงเชื่อว่านอกจากฝ่ายเจ้าพนักงานจะใช้กระสุนปืนขนาด .223 แล้ว ยังมีบุคคลที่มีอาวุธปืนปะปน อยู่ในกลุ่ม นปช.และใช้กระสุนปืนขนาด .223 ยิงตอบโต้กับฝ่ายเจ้าพนักงานด้วย
สำหรับผลการตรวจพิสูจน์ของพยานผู้เชี่ยวชาญ ที่ระบุว่า กระสุนปืนขนาด .223 ของกลาง ไม่ได้ยิงออกมาจากอาวุธปืนเล็กกลเอ็ม 16 จำนวน 40 กระบอก ของเจ้าพนักงาน แม้พยานผู้เชี่ยวชาญเบิกความว่า อาวุธปืนของกลาง สามารถถอดเปลี่ยนลำกล้องได้ แต่ไม่มีหลักฐานใดยืนยันว่า ก่อนเจ้าพนักงานจะส่งอาวุธปืนของกลางมาตรวจพิสูจน์ ได้มีการเปลี่ยนลำกล้องปืนใหม่แต่อย่างใด จากข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า ผู้ตายถูกยิงด้วยกระสุน .223 โดยยังไม่ทราบแน่ชัดว่า ผู้ตายถูกยิงจากฝ่ายใดและใครเป็นผู้กระทำ
จึงมีคำสั่งว่า ผู้ตาย คือ นายบุญมี เริ่มสุข ถึงแก่ตายที่โรงพยาบาลตำรวจ แขวง-เขตปทุมวัน กทม. เมื่อวันที่ 28 ก.ค.53 เหตุและพฤติการณ์แห่งการตายสืบเนื่องจากการติดเชื้่อในกระแสเลือด ร่วมกับประวัติถูกยิงที่บริเวณช่องท้อง ด้วยกระสุนปืนขนาด .223 ขณะอยู่ที่ ถ.พระราม 4 แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กทม.โดยยังไม่ทราบแน่ชัดว่าใครเป็นผู้ลงมือกระทำ
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า สำหรับคดีนี้ ถือว่าสำนวนที่ 5 ที่ศาลมีคำสั่งชี้การเสียชีวิตเนื่องจากเหตุการณ์การชุมนุม นปช.ขณะที่คดีนี้เป็นคดีแรกที่ศาลไม่ได้มีคำสั่งว่ากระสุนที่ยิงมาจากฝั่งเจ้าพนักงาน โดยก่อนหน้านี้คดีชันสูตรศพนายพัน คำกอง ชาว จ.ยโสธร , นายชาญณรงค์พลศรีลา , นายชาติชาย ชาเหลา ชาวสุรินทร์ และ ด.ช.คุณากร ศรีสุวรรณ หรือน้องอีซา อายุ 14 ปี ทั้งสี่ราย ศาลอาญาและศาลอาญากรุงเทพใต้ มีคำสั่งทำนองเดียวกันว่า เสียชีวิตจากกระสุนขนาด .223 ที่มาจากฝ่ายเจ้าพนักงาน
ขณะที่การฟังคำสั่งวันนี้ มีนางนันทพร เริ่มสุข อายุ 68 ปี ภรรยาของนายบุญมี นางณัฐภัสสร เติมวิจิตร อายุ 46 ปี นางวรรณศิริ สารการ อายุ 42 ปี และน.ส. พรพิมล เริ่มสุข อายุ 39 ปี บุตรสาวมาร่วมฟังการพิจารณาด้วย
ภายหลังนางณัฐภัสสร กล่าวว่า ภายหลังศาลมีคำสั่งโดยไม่ระบุว่าบิดาถูกฝ่ายใดยิงเสียชีวิตซึ่งรับไม่ได้จึงจะต้องขอคิดดูก่อนว่าจะทำอย่างไรต่อไป แต่จะต้องสานต่อคดีอย่างแน่นอน ที่คำสั่งระบุว่าไม่ใช่เกิดจากฝีมือของเจ้าหน้าทหาร อ้างว่า ผู้ชุมนุมมีอาวุธแต่ผู้ชุมนุมอยู่ไกลถึงบ่อนไก่คงไม่สามารถยิงได้ นอกจากนี้กระสุนปืนที่พบในตัวของบิดาก็ระบุชัดเจนว่า เป็นชนิดเดียวกับของเจ้าหน้าที่ทหารจะอ้างว่า เป็นปืนของผู้ชุมนุมได้อย่างไร อีกทั้งที่คำสั่งระบุว่า ไม่ได้ยินเสียงบิดาตะโกนว่าถูกยิงมาจากฝั่งทหารนั้น ตนเห็นว่า คนถูกยิงทั้งคนจะมีเสียงตะโกนให้ได้ยินชัดเจนได้อย่างไรและเมื่อไปเยี่ยมบิดาที่รพ. ก็ยังบอกย้ำอีกว่า เกิดจากฝีมือเจ้าหน้าที่ทหาร คนเป็นบิดาอยู่ไอซียูจะโกหกลูกทำไม ยอมรับว่า รู้สึกเซ็ง รับไม่ได้ รู้อยู่ว่าคดีนี้ก็กำลังต่อสู้กับใครเราแค่ประชาชนจะไปสู้กับคนมีสีก็ลำบาก แต่ก็จะสู้ต่อไป
ด้านณัฐพล ปัญญาสุข ทนายความญาติผู้ตาย กล่าวว่า พยานที่นำเข้าไต่สวนในคดีนี้ก็เป็นพยานชุดเดียวกับนายชาติชาย ชาเหลา ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่งระบุว่า ถูกยิงเสียชีวิตโดยกระสุนมาจากฝั่งของเจ้าหน้าที่ ทั้งพยานฝ่ายตรวจพิสูจน์และตรวจที่เกิดเหตุก็ชุดเดียวกัน อย่างไรก็ตามเป็นดุลยพินิจของศาลที่จะมีคำสั่งคดีอย่างไร หลังจากนี้ พนักงานอัยการจะส่งคำสั่งดังกล่าวไปให้กรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอเพื่อสอบสวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติมก่อนจะสรุปสำนวนว่าจะต้องฟ้องใครถ้าข้อเท็จจริงสามารถระบุบุคคลที่กระทำผิดได้ก็จะฟ้องร้องดำเนินคดีต่อไป



