
กก.สิทธิฯดันกม.เอาผิด'อาจารย์หื่น'
'กสม.' ดันยุทธศาสตร์การละเมิดทางเพศในมหาวิทยาลัย หวังบัญญัติเป็นกฎหมายเอาผิดอาจารย์หื่น เช่นเดียวกับกฎ ก.พ. คุมเหล่าราชการบ้ากาม
15 ม.ค. 56 นางอมรา พงศาพิชญ์ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ บอกว่า การจัดการปัญหาการละเมิดทางเพศในมหาวิทยาลัย หากมองผิวเผินหลายคนอาจคิดว่า ยังดูเหมือนว่าไม่น่าจะเป็นประเด็นปัญหาที่สำคัญมากเท่าไหร่ เนื่องจากขณะนี้ยังไม่มีเหตุการณ์ที่เป็นประเด็นร้อนทางสังคม แต่ในฐานะที่ทำงานอยู่ในมหาวิทยาลัยกว่า 30 ปี ต้องขอบอกว่า ได้พบเห็นเรื่องราวของการละเมิดทางเพศในรั่วมหาวิทยาลัยมาอย่างต่อเนื่อง
หากมองย้อนหลังไปสมัยที่เพิ่งเริ่มเข้ามาทำงานในมหาวิทยาลัยใหม่ๆ ประเด็นการละเมินทางเพศในมหาวิทยาลัยในสังคมไทยยังไม่มีคนพูดถึงมากนัก เพราะว่าคนทั่วไปมักมองว่าการมีพฤติกรรมล่วงเกินเพศหญิงเล็กๆ น้อยๆ นั้น ถือเป็นเพียงความเคยชินและเป็นค่านิยม ในการแสดงออกทางเพศของเพศชายเพียงเท่านั้น ประกอบกับผู้หญิงเอง บางคนก็ยังไม่รู้ว่าการถูกประพฤติและปฏิบัติในลักษณะใด ถึงจะเรียกว่าเป็นการถูกละเมิดทางเพศ
"สมัยก่อนคนจะมองว่าการละเมิดทางเพศ เป็นเรื่องการมีเพศสัมพันธ์ที่มีความลึกซึ้งเพียงเท่านั้น แต่จริงๆ แล้ว แม้จะไม่ถูกเนื้อต้องตัวก็ถือเป็นการละเมิดทางเพศได้เช่นกัน ทั้งการใช้วาจาพูดลวนลามส่อไปในทางลามก หรือการใช้สายตามองสรีระร่างกาย ในขณะเดียวกันแม้ว่าผู้หญิงหลายคนอาจจะรู้ตัวว่า ตนเองนั้นกำลังถูกละเมิดทางเพศอยู่ ซึ่งก็ไม่ได้มีความสุขหรือชื่นชอบ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะต้องไปเรียกร้องสิทธิของตนได้ที่ไหน ไม่รู้ว่าวิธีการเรียกร้องสิทธินั้นเป็นอย่างไร จึงปล่อยให้ตนเองถูกละเมิดทางเพศเสมอมา"
เธอเล่าว่า สมัยทำงานเป็นอาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็มีเพื่อนร่วมงานเป็นอาจารย์ผู้ชาย ซึ่งมีลักษณะพฤติกรรมที่ชอบเรื่องทะลึ่ง และมีการนำเรื่องเหล่านี้มาพูดเล่นกันอยู่เป็นประจำ แต่ที่นี้พอเรื่องการละเมิดทางเพศถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึง อาจารย์ผู้ชายหลายคนก็ทำหน้าตกใจมาก พร้อมกับพูดว่าพฤติกรรมที่เขาเคยทำและมองว่าเป็นเรื่องสนุกสนานเหล่านั้น ถูกกำหนดให้เป็นเรื่องของการละเมิดทางเพศหรอ ดังนั้นจึงสะท้อนให้เห็นว่าสังคมไทยจะต้องมีการระมัคระวัง ในเรื่องการละเมิดทางเพศและการปฏิบัติต่อเพศหญิงให้มากขึ้
ขณะที่นางสาวกฤตยา อาชวนิจกุล สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายถึงความหมายของ “การละเมิดทางเพศ” ว่า ครอบคลุมตั้งแต่การพยายามล่วงละเมิดด้วยวาจา สายตา ไปจนถึงความพยายามในการสัมผัส ลูบไล้ กอดจูบ และพยายามข่มขืนจนทำสำเร็จ ซึ่งหากนำมาประเมินกับสถานการณ์การละเมิดทางเพศในบ้านเรา โดยเฉพาะในสถานศึกษา พบว่าการละเมิดทางเพศนั้นมีทุกระดับการกระทำ ไม่ว่าจะเป็นการละเมิดด้วยวาจา สายตา ไปจนถึงการข่มขืน
ที่ผ่านมาสวนดุสิตโพลเคยเผยผลสำรวจ เรื่องประสบการณ์ของนักเรียนหญิงกับการถูกละเมิดทางเพศ ผลปรากฏว่า ร้อยละ 75 นักเรียนหญิงเคยถูกละเมิดทางเพศโดยครูพละ แม้ว่าส่วนตัวจะไม่สบายใจมากนักกับการพูดว่าผู้ล่วงละเมิดเป็นครูพละ แต่ด้วยลักษณะการสอนวิชาพละนั้น ทำให้มีโอกาสสูงที่ครูผู้สอนจะถูกเนื้อต้องตัวนักเรียนเพศหญิง มากกว่าครูที่สอนในวิชาอื่นๆ ดังนั้นผลสำรวจจึงระบุว่า ครูพละเป็นผู้ละเมิดทางเพศเด็กนักเรียนหญิงมากที่สุด นอกจากนี้จากการเก็บข้อมูลและเหตุการณ์ตามหน้าหนังสือพิมพ์ พบว่าประเด็นเรื่องการละเมิดทางเพศในสถานศึกษานั้น มีแนวโน้มสูงขึ้น ทั้งครูทำกับนักเรียนนักศึกษา ครูทำกับครูด้วยกันเอง หรือแม้กระทั่งนักเรียนนักศึกษาละเมิดทางเพศกันเอง
เธอชี้ว่า อุปสรรคสำคัญของการทำงาน เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาละเมิดทางเพศในสถานศึกษานั้น เกิดจากความเงียบ เพราะสังคมไทยพยายามกดทับเรื่องเหล่านี้ไว้ ประกอบกับผู้บริหารสถานศึกษาทั้งโรงเรียนและมหาวิทยาลัย แทบจะพูดได้เลยว่าส่วนใหญ่ไม่มีใครคิดว่า ประเด็นการละเมิดทางเพศเป็นเรื่องที่ควรให้ความสำคัญ อีกทั้งสังคมที่มักตีตราผู้ถูกกระทำ ตัวอย่างเช่นในมหาวิทยาลัยเจ้าหน้าที่หญิง โดนอาจารย์ผู้ชายละเมิดทางเพศ แต่พอเกิดเป็นเรื่องเป็นราวขึ้น ฝ่ายผู้บริหารซึ่งเป็นผู้หญิงด้วยกันเอง กลับพูดว่าแล้วน้องเจ้าหน้าที่คนนั้นไปทำท่าไหน ทั้งที่ควรจะถามว่าอาจารย์ผู้ชายปฏิบัติแบบนี้ได้อย่างไร กลายเป็นว่าทำให้การร้องเรียนเรื่องเหล่านี้ทำได้ยากมากขึ้น
"ปัจจุบันมหาวิทยาลัยในประเทศไทย ไม่มีที่ไหนเลยแม้แต่แห่งเดียว ทำเรื่องการละเมิดทางเพศในสถานศึกษา เรามีแต่การระบุไว้ในจรรยาบรรณมหาวิทยาลัย ซึ่งดิฉันเพิ่งได้เปิดดูและถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างใหม่ ซึ่งมีเพียงสองมหาวิทยาลัยเท่านั้นที่เขียนไว้ คือ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และมหาวิทยาลัยมหิดล ในช่วงปี 2550 หลังจากที่มีประเด็นนี้เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จนเกิดเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โต โดยระบุว่าการละเมิดทางเพศหรือมีเพศสัมพันธ์กับคนที่ไม่ใช่คู่สมรส ถือเป็นการละเมิดจรรยาบรรณและมีความผิด แต่ก็เน้นเพียงอาจารย์และลูกศิษย์ ซึ่งในส่วนตัวดิฉันว่าควรกำหนดครอบคลุมทุกคน"
ด้านนางวิสา เบ็ญจะมโน กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ระบุว่า ภายใต้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ที่ผ่านมาได้มีการขับเคลื่อนประเด็นการละเมิดทางเพศมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการจัดเวทีในประเด็นคุกคามทางเพศตามหลักการ เรื่องอนุสัญญาเด็กเรื่องการแสวงหาประโยชน์ทางเพศ ข้อ 34 และในอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสุขภาพสตรีในทุกรูปแบบ ข้อ 5 จนนำไปสู่การคุ้มครองในรัฐธรรมนูญ มาตรา 52 ที่ระบุว่า บุคคล ย่อมมี สิทธิ เสมอกัน ในการรับบริการ ทางสาธารณสุข ที่ได้มาตรฐาน และ ผู้ยากไร้ มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาล จากสถานบริการสาธารณสุขของรัฐ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
การขับเคลื่อนด้านการละเมิดทางเพศในมหาวิทยาลัย เหล่าคณะทำงานเห็นตรงกันว่าควรต้องผลักดันยุทธศาสตร์ดังกล่าว ให้เกิดเป็นกฎหมายเช่นเดียวกับการออกกฎ ก.พ.ว่าด้วยการกระทำอันเป็นการล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศ พ.ศ.2553 ของข้าราชการพลเรือนสามัญกระทำต่อข้าราชการด้วยกันหรือผู้ร่วมปฏิบัติราชการ ทั้งในและนอกสถานที่ราชการ ด้วยพฤติกรรม เช่น การโอบกอด การจูบ การจับอวัยวะส่วนหนึ่งส่วนใด ทางวาจาส่อเสียดทางเพศ เช่น พูดวิพากษ์วิจารณ์ทางร่างกาย พูดหยอกล้อ พูดหยาบคาย แสดงกิริยาส่อในทางเพศ เช่น ใช้สายตาลวนลาม จะถือว่าเป็นการกระทำอันเป็นการล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศ ผิดวินัย ตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 ม.83 วรรค 8
สำหรับประเด็นความไม่พร้อมของหน่วยงานราชการ ในการให้บริการประชาชนที่ถูกระทำความรุนแรงและละเมิดทางเพศนั้น นางบุญพลอย ตุลาพันธ์ ศูนย์พึ่งได้ กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นศูนย์บริการให้ความช่วยเหลือเด็กและสตรี และบุคคลในครอบครัวที่กระทำรุนแรง ยอมรับว่า การปฏิบัติงานของศูนย์พึ่งได้ในช่วงที่ผ่านมา ยังไม่สามารถให้บริการได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยเฉพาะด้านการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ถูกกระทำความรุนแรง ทั้งจากการถูกข่มขืนหรือทำร้ายร่างกาย เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ เพราะหลังจากการปรับโครงสร้างกระทรวงสาธารณสุข งบประมาณดำเนินการส่วนใหญ่ ไปตกอยู่ที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพ (สปสช.)
เธอบอกว่า จริงๆ แล้วจุดประสงค์ของการจัดตั้งศูนย์พึ่งได้นั้น เกิดจากความเห็นชอบมติคณะรัฐมนตรี ที่ต้องการให้โรงพยาบาลที่สังกัดกระทรวงสาธารณสุขทุกแห่ง มีศูนย์บริการเด็กและสตรีที่ถูกกระทำรุนแรง เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในกรณีที่ถูกทำร้ายร่างกาย และถูกล่วงละเมิดทางเพศโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่เนื่องจากความไม่พร้อมของทั้งด้านงบประมาณและการฝึกฝนบุคลากร ทำให้เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้น ศูนย์พึ่งได้จึงไม่ได้เข้าไปมีบทบาทช่วยเหลือประชาชนเท่าที่ควร โดยตั้งแต่จัดตั้งศูนย์มาเพิ่งมีการจัดตั้งศูนย์พึ่งได้ ครอบคลุมโรงพยาบาลประจำจังหวัด จำนวน 94 แห่ง ยังไม่นับรวมโรงพยาบาลประจำอำเภอ 734 แห่ง และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) อีก 9,000 กว่าแห่งทั่วประเทศ
"ในช่วงแรกของการจัดตั้งศูนย์พึ่งได้ ทางหน่วงงานรัฐไม่ได้มีประชาสัมพันธ์ ให้กับประชาชนได้รับทราบ จึงเป็นประเด็นปัญหาตามมาว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์ประชาชนถูกละเมิดทางเพศ หรือคนในครอบครัวถูกกระทำความรุนแรง จึงไม่ทราบว่าสามารถมารับบริการกับทางศูนย์ได้ จากข้อจำกัดด้านงบประมาณ ปัญหาความพร้อมของบุคลากร ซึ่งต้องยอมรับว่าการให้บริการลักษณะนี้ เป็นเรื่องใหม่ที่จะต้องฝึกฝนทำความเข้าใจให้กับผู้ปฎิบัติหน้าที่ เช่นกรณีที่มีเด็กถูกละเมิดทางเพศมาจะต้องตรวจรักษาอย่างไร ต้องประสานไปที่มูลนิธิอะไร และต้องแจ้งตำรวจหรือไม่ ซึ่งทางศูนย์ก็ต้องพัฒนาการดำเนินงานให้ครอบคลุมทุกมิติต่อไป"



