
'ปลัดกทม.'รับทราบข้อหาปม'BTS'
'ปลัดกทม.' เข้ารับทราบข้อหา 'ดีเอสไอ' มั่นใจสรุปสำนวนคดี 'บีทีเอส' ส่งอัยการได้ภายใน 1 เดือน
15 ม.ค. 56 นางนินนาท ชลิตานนท์ ปลัดกทม. นายเจริญรัตน์ ชูติกาญจน์ อดีตปลัด กทม. และนายธนา วิชัยสาร ผอ.สำนักจราจรและขนส่ง กทม. เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนดีเอสไอตามหมายเรียก เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา ฐานร่วมกันประกอบกิจการรถรางโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือได้รับสัมปทานจาก รมว.มหาดไทย ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ลงวันที่ 26 ม.ค. 2515 ข้อ 3 , 4 , 11 และ 16 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 , 83 , 84 และ 86 ในคดีการต่อสัญญาสัมปทานเดินรถไฟฟ้าให้บีทีเอส โดยมีข้าราชการ และเจ้าหน้าที่จากสำนักงานเขตหลักสี่จำนวนหนึ่ง เดินทางมามอบดอกไม้ให้กำลังใจก่อนเข้ารับทราบข้อหา
ภายหลังใช้เวลาสอบปากคำนาน 2 ชั่วโมง นางนินนาท กล่าวภายหลังรับทราบข้อกล่าวหาว่า ตนเซ็นรับทราบข้อหาแล้ว แต่ได้ปฏิเสธทุกข้อหา โดยได้ให้การเบื้องต้น และจะทำเป็นเอกสารชี้แจงเพิ่มเติมภายหลัง สำหรับคำให้การเบื้องต้น คือ การชี้แจงถึงการดำเนินงานที่ผ่านมาในเรื่องดังกล่าวของ กทม. ส่วนกรณีที่ดีเอสไอตั้งข้อหาว่า กทม.ต่อสัญญา หรือทำสัมปทานโดยที่ไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยนั้น ก่อนหน้านี้เคยมีการชี้แจงไปแล้วหลายครั้งว่า ไม่ใช่การขยายสัมปทานแต่เป็นการจ้างบริหารจัดการเดินรถ
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่ากระทรวงมหาดไทยอาจพิจารณาสั่งพักราชการชั่วคราวหลังรับทราบข้อหานั้น นางนินนาท กล่าวว่า ตนไม่ทราบ และไม่เคยได้ยินเรื่องดังกล่าว เมื่อวันที่ 14 ม.ค. ที่ผ่านมา มีโอกาสได้เจอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ก็ไม่ได้มีการพูดถึงเรื่องการสั่งพักราชการระหว่างการสอบสวน
พ.ต.ท.ถวัล มั่งคั่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านคดีพิเศษ ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีการต่อสัญญาสัมปทานให้บีทีเอส กล่าวว่า ทั้ง 3 รายให้ความร่วมมือกับพนักงานสอบสวนเป็นอย่างดี โดยดีเอสไอได้แจ้งข้อกล่าวหาเช่นเดียวกับ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร อดีตผู้ว่าฯกทม. คือ ร่วมกันประกอบกิจการค้าอันเป็นสาธารณูปโภคโดยไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เบื้องต้นทั้ง 3 รายให้การปฏิเสธ โดยยืนยันว่า สัญญาที่ทำขึ้นใหม่มีการระบุว่าเป็นสัญญาจ้างบริหาร จ้างเดินรถไม่มีสัญญาสัมปทาน ซึ่งมีการเปรียบเทียบกฎหมายคนละฉบับโดยมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องมากถึง 3 ฉบับ คือ รัฐธรรมนูญ กฎหมายระเบียบ กทม. และกฎหมายกระจายอำนาจส่วนท้องถิ่น
พ.ต.ท.ถวัล กล่าวต่อว่า ข้อเท็จจริงในคดีนี้เกือบจะยุติแล้ว แต่ยังมีประเด็นข้อกฎหมายที่จะต้องนำคดีขึ้นสู่ศาล เพื่อให้ศาลได้ชี้ว่ามีทิศทางหรือแนวทางใดแนวทางหนึ่ง และคำให้การในวันนี้ ผู้ต้องหาทั้ง 3 ก็ได้นำหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรมายื่นให้ด้วย บางประเด็นที่เราซักถามเพิ่มเติมท่านก็ไม่ได้เตรียมมา ขอส่งมอบให้ภายหลังภายใน 15 วัน และในวันที่ 16 ม.ค. ผู้บริหารบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด จะมาพบพนักงานสอบสวนในเวลา 09.00 น. จำนวน 2 นาย อีกราย คือ ผู้บริหารบีทีเอส ได้ทำหนังสือขอเลื่อนรับทราบข้อกล่าวหาไปเป็นวันจันทร์ที่ 21 ม.ค . คดีดังกล่าวคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 เดือนก็สามารถสรุปสำนวนส่งฟ้องต่ออัยการได้
"หลังจากนี้ดีเอสไอจะเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหานำข้อเท็จจริง ข้อกฎหมายมาหักล้างนำมามอบให้พนักงานสอบสวน ซึ่งเราก็จะดูว่าข้อหักล้างดังกล่าวเพียงพอหรือไม่ หากว่ามีข้อเท็จจริงฟังได้เพียงพอทางพนักงานสอบสวนก็อาจจะไม่ฟ้องได้ ตรงนี้จะเป็นดุลพินิจที่จะต้องสอบสวนต่อ ช่วงนี้เป็นช่วงระหว่างที่เรากำลังรอข้อมูลผู้ที่ถูกกล่าวหา และรอพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม ส่วนพยานบุคคลอื่นที่จะต้องเข้าให้ปากคำเพิ่มเติมจะมีเลขาครม.และเจ้าหน้าที่กระทรวงมหาดไทยที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้โดยตรง"
พ.ต.ท.ถวัล กล่าวอีกว่า ขณะนี้พนักงานสอบสวนยังพบประเด็นใหม่เพิ่มเติมในเรื่องการทำสัญญาส่วนต่อขยายเพิ่มเติมโครงการรถไฟฟ้าบีทีเอสในปี 2552 ซึ่งอยู่ในช่วงรอยต่อระหว่าง นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน และ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ โดยกทม.ได้ว่าจ้างบริษัท กรุงเทพธนาคมฯให้บริการเดินรถไฟฟ้าเส้นสาย สีลม-สะพานสมเด็จพระเจ้าตากสิน เป็นเวลา 3 ปี และรถไฟฟ้าเส้นสุขุมวิท 105 - สุขุมวิท 107 เป็นเวลา 1 ปี ซึ่งพนักงานสอบสวนได้สอบถามไปยังกระทรวงมหาดไทยแล้วได้รับคำตอบว่า กทม.ไม่ได้มีการขอสัมปทาน แต่เป็นการจ้างบริหารการเดินรถ หากตรวจสอบพบว่าประเด็นดังกล่าวมีความผิดจริงก็จะถือเป็นความผิดอีกหนึ่งกรรม เนื่องจากกทม.มีพฤติการณ์ว่าจ้างบริหารการเดินรถอีก 1 ฉบับในส่วนต่อขยายดังกล่าว โดยไม่ได้มีการขออนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
"ประเด็นนี้พนักงานสอบสวนจะพิจารณาในรายละเอียดว่าเป็นการกระทำความผิดลักษณะเดียวกับการทำสัญญาว่าจ้างเดินรถขยายสัมปทานอีกหรือไม่ โดยกลุ่มผู้ต้องหาอาจจะเป็นกลุ่มเดิมหรือกลุ่มใหม่ก็ต้องตรวจสอบดู"
พ.ต.ท.ถวัล ยังกล่าวถึงการให้ปากคำของ นายเจริญรัตน์ ว่าได้ให้การปฏิเสธ โดยระบุว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเพราะเป็นเพียงผู้ลงนามและให้ความเห็นชอบตามขั้นตอนทางราชการเท่านั้น ซึ่งกรณีนี้แตกต่างจากนางนินนาท ซึ่งเป็นผู้ลงนามในสัญญาว่าจ้างการเดินรถและเป็นผู้ลงนามในคำสั่งปฏิบัติราชการแทนผู้ว่าราชการกทม.ส่วนนายธนา ก็ให้การปฏิเสธ แต่ในฐานะผู้เสนอโครงการจะต้องเสนอทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย จะปฏิเสธอย่างไรก็เป็นไปตามพยานหลักฐานและเอกสารที่มีอยู่ ทั้งนี้คดีดังกล่าวเกิดขึ้นในปี 2552 และมีอายุความ 5 ปี



