
'ปานศิริ'สั่งเอ็กซเรย์ปืนป้องกันอาชญากรรม
ล้อมคอก! 'ปานศิริ' สั่งเอ็กซเรย์ปืนป้องกันอาชญากรรม โยน 'บก.น.5' สอบเหตุวิวาทกลางคอนเสิร์ต 'คาราบาว-เสก'
15 ม.ค.56 พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย โฆษกฯตร. แถลงว่า จากกรณีมีเหตุวิวาทกันของกลุ่มนักศึกษาสถาบันอุเทนถวาย กับกลุ่มวัยรุ่นย่านท่าเรือ ในคอนเสิร์ตคาราบาว และเสก โลโซ ที่สนามการท่าเรือแห่งประเทศไทย เมื่อกลางดึกที่ผ่านมา จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย นั้นโดยขณะเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.น.5 ที่ตรึงกำลังดูแลความปลอดภัยแต่แรก 3 กองร้อย ได้เข้าระงับเหตุ และควบคุมตัวกลุ่มนักศึกษาสถาบันอุเทนถวายได้กว่า 100 คน และมีการดำเนินคดีแจ้งข้อหากับวัยรุ่น 1 ราย ข้อหาต่อสู้ขัดขืนเจ้าพนักงาน ซึ่งได้ประกันตัวออกไปแล้ว อย่างไรก็ตาม พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้สั่งการให้พล.ต.ต.กฤษฏิ์ เปียแก้ว ผบก.น.5. เข้าไปดูแลการสืบสวนสอบสวนสาเหตุและดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้อง
พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวอีกว่า จากการเกิดเหตุวิวาทของกลุ่มผู้ชมคอนเสิร์ตบ่อยครั้ง ผบ.ตร. ได้สั่งการว่า กรณีจะมีการจัดการแสดงใดๆในพื้นที่ใด ซึ่งประเมินได้ว่ามีความเสี่ยงเกิดเหตุไม่สงบ ให้จัดตั้งกองอำนวยการร่วมเพื่อดูแลความสงบเรียบร้อยทุกครั้ง เพื่อให้มีความพร้อมในการเข้าคลี่คลายและควบคุมสถานการณ์ อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ล่าสุดถือว่าโชคดีที่ไม่มีการใช้อาวุธปืน ส่วนหนึ่งเพราะมีการควบคุม โดยต่อไปทุกพื้นที่ต้องใช้มาตรการควบคุมเช่นเดียวกัน
พล.ต.ต.ธนา ชูวงศ์ รองโฆษกตร. กล่าวว่า จากกรณีที่คนร้ายมักใช้อาวุธปืนก่ออาชญากรรม โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นและเด็ก พล.ต.อ.ปานศิริ ประภาวัต รอง ผบ.ตร. ซึ่งรับผิดชอบงานด้านป้องกันปราบปรามอาชญากรรม จึงมีข้อสั่งการด่วนที่สุดให้ตำรวจทั่วประเทศระดมกวาดล้างอาวุธปืนทุกๆเดือน โดยกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน เพิ่มความเข้มในการตั้งจุดตรวจสกัด ด่านตรวจ ตรวจค้นอาวุธปืน อาวุธสงคราม เครื่องกระสุน สิ่งเทียบอาวุธ หากพบไร้ใบอนุญาตให้ดำเนินการตามกฎหมายทุกกรณี หากเป็นเด็กให้ดำเนินการกับผู้ปกครอง ตามพรบ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 ด้วย และเมื่อตรวจยึดอาวุธได้ให้นำมาเก็บประวัติ ตรวจสอบเกลียวกระสุน หัวกระสุน เก็บเป็นฐานข้อมูลในระบบของสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ โดยให้รายงานผลยังตร.ทุกระยะด้วย โดยในการตรวจค้นอาวุธปืนที่เข้มข้นของตำรวจนี้อาจทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบบ้าง อาจล่าช้า ต้องขอความร่วมมือด้วยเพื่อความสงบปลอดภัย
ผกก.ท่าเรือ ยันตร.คุมเข้มป้องกันเหตุตีกันกลางคอนเสิร์ต
พ.ต.อ.เกติ์ฉกาจ นิลประดับ ผกก.สน.ท่าเรือ กล่าวถึงกรณีกลุ่มวัยรุ่นยกพวกตีกันกลางงานคอนเสิร์ตการกุศล “แสงแห่งหวัง LIGHT OF HOPE SEK - BAO CHARITY CONCERT” ว่า สำหรับมาตรการรักษาความปลอดภัยนั้น ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เตรียมกำลังเอาไว้จำนวน 5 กองร้อย หรือ 750 นาย แบ่งเป็นกองร้อยควบคุมฝูงชน จากบก.น.5 จำนวน 2 กองร้อย บก.อคฝ. จำนวน 2 กองร้อย และชุจู่โจมของ บก.น.5 อีก 1 กองร้อย นอกจากนี้ยังมีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด นำเครื่องตรวจระเบิดและเครื่องสแกนโลหะ ทำการตรวจอาวุธบริเวณประตูปากทางเข้าทั้ง 2 ทาง และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจหญิงประจำอยู่ด้วย โดยเมื่อเริ่มงานก็มีผู้ชมเข้ามาประมาณ 5,000-6,000 คน
พ.ต.อ.เกติ์ฉกาจ กล่าวต่อว่า จากนั้นช่วง 20.00 น.ที่ เสก โลโซ เล่นนั้น ไม่มีเหตุวุ่นวายแต่อย่างใด แต่พอเวลาประมาณ 22.30 น. ซึ่งเป็นช่วงที่วงคาราบาว กำลังเล่นเพลงที่ 3 ระหว่างนั้น ก็มีเสียงประทัดยักษ์ดังขึ้น 2 ครั้ง ในบริเวณโซนบี บัตรราคา 500 บาท จากนั้นก็เกิดการชุลมุนปะทะกันขึ้นระหว่างวัยรุ่น 2 กลุ่ม คือกลุ่มของนักศึกษาอาชีวะของสถาบันแห่งหนึ่งย่านปทุมวัน (ช่างกลอุเทนถวาย) กับกลุ่มวัยรุ่นในพื้นที่คลองเตย ทางเจ้าหน้าที่จึงรีบกันผู้ชมที่ไม่เกี่ยวข้องให้ออกไปจากสนาม ซึ่งกลุ่มวัยรุ่นในพื้นที่คลองเตยได้ออกจากสนามไปอยู่ด้านนอกแล้ว แต่ทั้ง 2 ฝั่งก็ยังตะโกนด่าทอกัน รวมทั้งมีการปาขวดน้ำและก้อนหินข้ามรั่วใส่กันไปมาเป็นระยะ ซึ่งเมื่อกำลังเจ้าหน้าที่กันผู้ไม่เกี่ยวข้องออกไปได้แล้วจึงได้เข้ามาระงับเหตุทันที
พ.ต.อ.เกติ์ฉกาจ กล่าวอีกว่า เมื่อเหตุการณ์สงบลง เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมกลุ่มผู้ก่อเหตุเอาไว้ทั้งหมดจำนวน 58 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนักศึกษาอาชีวะ และกลุ่มวัยรุ่นพื้นที่คลองเตยบางคน จากนั้นได้นำตัวมาถ่ายรูปทำประวัติเก็บข้อมูลไว้ ก่อนเรียกผู้ปกครองมารับตัวกลับไปโดยไม่ได้แจ้งข้อหาแต่อย่างใด แต่มีการแจ้งข้อหา 1 ราย เป็นนักศึกษาถาบันอาชีวะ อายุ 18 ปี ซึ่งได้แจ้งข้อหาทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติหน้าที่และต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน เนื่องจากได้ก่อเหตุชกเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยทางผู้ปกครองได้ใช้หลักทรัพย์เป็นเงินสด จำนวน 30,000 บาท ประกันตัวออกไปตั้งแต่ช่วงเช้าวันนี้
เมื่อถามว่าทางเจ้าหน้าที่ทำการตรวจค้นอาวุธอย่างเข้มงวดแล้ว แต่ทำไมยังมีประทัดยักษ์เล็ดลอดเข้าไปได้ พ.ต.อ.เกติ์ฉกาจ กล่าวว่า อาจจะเป็นเพราะว่าทางอัฒจันทร์ของสนามเป็นแบบโครงเหล็ก ไม่ใช่อัฒจันทร์แบบปูนที่ปิดล้อมทั้งหมดแบบสนามอื่น จึงอาจจะมีการแอบซุกซ่อนเล็ดลอดเข้ามาตามช่องเล็กๆของรั้วได้บ้าง อย่างไรก็ตามหลังจากนี้จะทำการประสานขอภาพวงจรปิดจากทางผู้จัดงานมาตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง เพื่อหาสาเหตุว่าใครเป็นคนเริ่มก่อความวุ่นวายปาประทัดยักษ์ในครั้งแรก และจะติดตามตัวมาพิจารณาแจ้งข้อหาต่อไป



