
การสรรหาคณบดีที่รับใช้ประโยชน์ของกลุ่ม
การสรรหาคณบดีที่รับใช้ประโยชน์ของกลุ่ม : แลกคนละหมัด โดยชินสัคค สุวรรณอัจฉริย [email protected]
หลังจากปีใหม่น่าจะเป็นช่วงเวลาของการเกิดสิ่งที่ใหม่ๆ และสร้างสรรค์ โดยเฉพาะหน่วยงานด้านการศึกษาที่บ่มเพาะสติปัญญาให้แก่สังคม เพราะที่ผ่านมานั้นการรายงานผลการศึกษาระดับอุดมศึกษาในกลุ่มอาเซียนไทยอยู่อันดับ 8 “ตกลงเราอยู่อันดับเท่าไหร่ หากมี 8 ประเทศเข้าแข่งขัน” แต่นั่นแหละประเด็นดังกล่าวก็ยังเป็นเรื่องภายนอกมหาวิทยาลัยที่ผู้คนซึ่งมีการศึกษาระดับสูงไม่อยากจดจำ เพราะพูดวิสัยทัศน์ก่อนออกนอกระบบและปัจจุบันก็ออกนอกระบบมากว่า 8 ปีแล้วก็ไม่มีท่าทีว่าอันดับจะมีการเปลี่ยนแปลงและไปถึงความฝันที่วาดไว้
แต่เมื่อพูดเกี่ยวกับประโยชน์ของตนเองในการทำงานก็มีการแสดงความกล้าและความสามารถออกมาทันที แต่น่าเสียดายกับวัฒนธรรมความกล้าที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นในระดับหน่วยงานที่ใช้ปัญญาในการทำงาน เพราะพยายามหาตัวแทนของตนในตำแหน่งคณบดีที่ไม่เกี่ยวกับผลประโยชน์ของคณะเลย แต่เป็นเรื่องของกลุ่มในคณะ “ไม่น่าเชื่อว่าหน่วยงานที่ใช้ปัญญาเขาคิดกันแบบนี้ ถึงขนาดวิ่งเต้นและมีการใส่ร้ายป้ายสีอีกฝ่ายหนึ่งทั้งที่ตนเองก็เคยได้ประโยชน์ด้วยกันในรอบ 4 ปีที่ผ่านมา” คำถามคือ “หากมหาวิทยาลัยไม่มีอันดับการแข่งขัน ทำไมตำแหน่งคณบดีถึงต้องมีการต่อรองและใส่รายป้ายสีอีกฝ่ายหนึ่ง แทนที่น่าจะมาคิดในเรื่องการประกันคุณภาพการศึกษาให้ตลาดแรงงานยอมรับให้ได้อย่างที่บริษัทขายน้ำมันบางแห่งบอกว่า เราเชื่อมั่นในคุณภาพ เราใช้...”
คำตอบคือตำแหน่งคณบดีของคณะที่มหาวิทยาลัยไม่มีอันดับเหมาะสมสำหรับผู้คนที่ต้องการมีรายได้ที่เพิ่มขึ้นแต่ทำงานเหมือนเดิมหรือเดินไปเดินมา เนื่องจากหากอาจารย์มีความสามารถก็จะทำงานอื่นๆ ในการหารายได้เช่น ทำวิจัย เป็นที่ปรึกษาหรือประกอบธุรกิจส่วนตัวของตนเอง นอกจากนั้นตำแหน่งดังกล่าวยังมีอำนาจในการใช้ระเบียบปฏิบัติภายในที่ตนเองกำหนดขึ้น ซึ่งหมายถึงการโยกงบประมาณหรือกิจกรรมที่ตนเองสนใจ แม้ว่าไม่สอดคล้องกับประโยชน์ของนิสิตหรือผู้เรียนก็ตาม ซึ่งหลายๆ ครั้งการใช้จ่ายงบประมาณในการศึกษาดูงานหรือตัดสินใจด้านนโยบายในโครงการอะไรบางอย่างสามารถทำได้หากได้รับการสนับสนุนในทีมงานของตนซึ่งยอมรับว่ามีอำนาจหลายอย่างทั้งด้านการจัดซื้อจัดจ้างและการหาผู้รับจ้าง การตกลงกันภายในเรื่องของการประเมิน และอื่นๆ ซึ่งมีอีกมาก ฉะนั้นเมื่อถึงฤดูการสรรหาต่างก็พยายามวิ่งฝุ่นตลบระหว่างสาขา ภายในสาขา หรือแม้แต่ในบางสาขานั้นก็พยายามสรรหาหลายๆ ครั้งเพื่อที่จะประกบคู่แข่งและให้ตนเองมีโอกาส โดยไม่ต้องพูดถึงจริยธรรมที่ชอบสอนนิสิต อย่างเช่น เรื่องประโยชน์ของคณะ การประกันคุณภาพบัณฑิตในตลาดแรงงานแก่ผู้ประกอบการ การผลิตหลักสูตรใหม่ที่มีมาตรฐานหรืออื่นๆ ปัญหานี้เกิดขึ้นมาอย่างไรในแวดวงการศึกษา?
คำตอบง่ายมากคือผู้บริหารระดับสูงอย่างอธิการบดี นายกสภามหาวิทยาลัยก็ไม่ต่างกันเพียงแต่โจทย์ต่างกันเพราะการสรรหาคณบดีไม่เคยประเมินในเรื่องคะแนนด้านวิสัยทัศน์ ภารกิจมาตรการต่างๆ และทีมงานที่ไปพัฒนาคณะเหมือนกับไม่เคยให้คะแนนว่าเมื่อแข่งขันกันแล้วอันดับอยู่ที่เท่าไหร่และมีความเป็นไปได้แค่ไหนอย่างไร เห็นภาพของการสรรหาคณบดีแล้วบอกได้เลยว่าอีกนาน อีกไกลมาก ในการแข่งขันด้านการศึกษา เหตุผลที่สำคัญคือผู้ที่จะเป็นคณบดีนั้นไม่เคยทำงานวิจัยหรือถ้าทำงานวิจัยก็จะเก็บไว้ในห้องตนเองเท่านั้น ไม่กล้าเผยแพร่ ไม่มีตำแหน่งทางวิชาการหรือแม้แต่การเขียนหนังสือก็ไม่รู้ว่าทำหรือเปล่าในปีหนึ่งๆ แต่แปลกตรงที่ต้องมานั่งบริหารอาจารย์ที่มีผลงานดังกล่าว นี่คือความคิดของหน่วยงานทางปัญญาของบางมหาวิทยาลัย ความขลังเริ่มถดถอยลง ความน่าเชื่อถือลดลง จึงไม่แปลกที่การศึกษา ซึ่งเรารั้งท้ายในกลุ่มอาเซียน เพราะตำแหน่งนั้นไม่โยงใยกับคุณภาพการศึกษา นี่คือจริยธรรมควรจำไว้ ฮาฮาฮา ว่าที่คณบดีทั้งหลาย



