ข่าว

'ประยุทธ์'ชี้ทนไม่ได้'ASTV'ด่า'กองทัพ'

'ประยุทธ์'ชี้ทนไม่ได้'ASTV'ด่า'กองทัพ'

14 ม.ค. 2556

ทหารตบเท้าให้กำลังใจ 'ประยุทธ์' งานสถาปนา 'ทภ.1' ด้าน ผบ.ทบ.ขอโทษ 'สังคม-ผู้จัดการ' รับหงุดหงิดทนไม่ได้ 'กองทัพ' โดนด่า ขอลูกน้องให้อดทน ยันไม่ได้สั่งบุก

                          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  เมื่อวันที่ 14 ม.ค. 56  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) เป็นประธานวันสถาปนากองทัพภาคที่ 1 ครบรอบ 103 ปี โดยมี พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รอง ผบ.ทบ. พล.อ.ชลวิชญ์ เพิ่มทรัพย์ ประธานที่ปรึกษากองทัพบก พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล ผช.ผบ.ทบ. พล.อ.จิระเดช โมกขะสมิต ผช.ผบ.ทบ. และ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร เสนาธิการทหารบก รวมถึงอดีตนายทหารระดับสูงที่เคยสังกัดกองทัพภาคที่ 1 มาร่วมงานกันมากมาย อาทิ พล.อ.พิจิตร กุลละวณิชย์ องคมนตรี พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี  พล.อ.สมทัต อัตตะนันทน์ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด โดยนายทหารหน่วยขึ้นตรงกองทัพภาคที่ 1 ได้ยืนเข้าแถวแสดงความเคารพ พล.อ.ประยุทธ์ ระหว่างทางเดินไปเป็นประธานพิธีเปิดหอประชุมกองทัพภาคที่ 1 แห่งใหม่ ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ ได้เข้าไปตบไหล่กำลังพล แล้วกล่าวคำขอบคุณ

                          ทั้งนี้มีรายงานว่า เมื่อวันที่ 11 ม.ค.ที่ผ่านมา กองทัพภาคที่ 1 ได้แจ้งไปยังหน่วยขึ้นตรงของกองทัพภาคที่ 1 ให้ผู้บังคับหน่วยตั้งแต่ระดับผู้บังคับกองร้อย ผู้บังคับกองพัน ผู้บังคับการกรม จนถึงระดับผู้บัญชาการกองพลมาร่วมงานกันอย่างพร้อมเพรียง ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่า ปกติงานสถาปนากองทัพภาคที่ 1 จะไม่มีผู้บังคับกองร้อยมาร่วมงานแต่อย่างใด แต่งานสถาปนาครั้งนี้กลับมีผู้บังคับหน่วยมาร่วมงานกันเป็นจำนวนมาก

                          อย่างไรก็ตาม พล.ท.ไพบูลย์ คุ้มฉายา แม่ทัพภาคที่ 1 ได้เป็นตัวแทนมอบแจกันดอกไม้ เพื่อเป็นกำลังใจ พล.อ.ประยุทธ์ โดย พล.ท.ไพบูลย์ กล่าวว่า ความสำเร็จที่ผ่านมา ผบ.ทบ.เป็นผู้บังคับบัญชาในหัวใจที่กำลังพลมีความเคารพรักเชื่อมั่นศรัทธา และมีความภูมิใจที่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของท่าน พวกผมขอเป็นกำลังใจและยืนเคียงข้าง ผบ.ทบ. และขอให้คำมั่นสัญญาว่าจะมั่นคงต่อท่านเป็นหนึ่งเดียว จะรักศักดิ์ศรี เกียรติยศและเกียรติศักดิ์ของผู้บังคับบัญชา และผู้ใต้บังคับบัญชา ทุ่มเทเสียสละ ปฏิบัติหน้าที่ และฝ่าฟันอุปสรรคภายใต้การนำของ ผบ.ทบ. อย่างพร้อมเพรียง และมั่นคงตลอดไป

                          จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ได้กล่าวให้โอวาทกับกำลังพลว่า ขอบคุณตัวแทนจากกำลังพลกองทัพภาคที่ 1 ทุกภาคส่วนที่ให้กำลังใจ ตนจะทำหน้าที่ต่อไป สิ่งที่อยากฝากไว้ในกองทัพ คือ ช่วยกันทำให้เป็นกองทัพที่เข็มแข็ง ชาญฉลาด ทันสมัย และมีวิสัยทัศน์ในอนาคต เราทำงานมากมายจนบาดเจ็บสูญเสียมานับไม่ถ้วน แต่สิ่งที่เราผูกไว้ด้วยกันขณะนี้ไม่ใช่เรื่องของการตอบแทนเรื่องยศหรือตำแหน่งและเงินทอง เราตอบแทนกันด้วยหัวใจ ขอให้รู้อยู่เสมอว่าผู้บังคับบัญชาทุกคนห่วงใยพวกเราเสมอ เพราะทุกคนในกองทัพยังเป็นผู้ปฏิบัติอยู่ในสนามรบ แม่ทัพภาคก็ยังคงเป็นผู้นำในสนามรบอยู่ จนกระทั่งถึงพลทหาร ทั้งนี้ขอฝากถึงทหารทุกคนว่าเราต้องเป็นทหารที่มีระเบียบวินัย มีเหตุมีผล รู้จักแยกแยะผิดถูก และสามารถจะอธิบายกับประชาชนได้ วันนี้เราอาจทำงานมากเกินไป โดยบางทีไม่ได้อธิบายกับประชาชน ซึ่งคงจะต้องอธิบายมากขึ้น และต้องอดทนให้มากกว่าที่ตนอดทน บางครั้งตนอาจจะอดทนน้อย เพราะว่าต้องเผชิญกับสิ่งแวดล้อมที่มากพอสมควร ทำให้เกิดความกดดันพอสมควร อย่างไรก็ตามกำลังใจที่ให้กับตนนั้นตนจะทำตัวให้ดีที่สุด จะเป็นผู้บังคับบัญชาที่นำพากองทัพไปในสิ่งที่ดีงาม ดูแลเรื่องสวัสดิการและชีวิตความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น เราดูแลอย่างอื่นมามากแล้ว ทำไมจะดูแลกันเองไม่ได้ และตนขอให้ทุกระดับชั้นนำไปปฏิบัติ

                          "เราต้องมีหัวใจที่ยิ่งใหญ่กว่าคนอื่น หัวใจแห่งการให้อภัย เสียสละ กล้าหาญ และการสู้รบ พวกท่านต้องพร้อมเสมอ เราจะดูแลครอบครัวของท่าน หากเกิดเหตุการณ์ไม่ปลอดภัย ขอให้ท่านมั่นใจ และทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด ผมขอให้พวกเราส่งใจไปให้ลูกน้องเราที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่บริเวณชายแดนภาคใต้ให้ปลอดภัยดีกว่า และทำอย่างไรให้เกิดความสงบสุขโดยเร็ว เพราะเรารบกับคนไทยด้วยกัน อีกทั้งทำอย่างไรให้ประชาชนรักกัน บ้านเมืองไปข้างหน้าได้ และไม่ทำระบบต่างๆ ของเราเสียหาย ผมเป็นห่วงเท่านั้นเอง"

                          จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ว่า ที่ผ่านมาทหารได้รับการสูญเสียจากเหตุการณ์ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ชายแดนเขาพระวิหาร และการปฏิบัติหน้าที่ตาม พ.ร.บ.ความมั่นคงที่ผ่านมา ซึ่งทั้ง 3 กลุ่มถือเป็นบุคลกรของกองทัพบกที่ทุ่มเทเสียสละกำลังกายใจ ชีวิต ในการปกป้องตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายทุกประการ ขอเรียนว่า งานชายแดนเราไม่ได้เพลี่ยงพล้ำให้กับใครตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ยังคงรักษาเขตแดนทั้งหมดที่เรามีอยู่ ตรงไหนที่มีปัญหาก็ยังเป็นขั้นตอนของคณะกรรมการปักปันเขตแดนพิจารณา ซึ่งทั้งสองประเทศต้องมาพูดคุยกัน โดยขณะนี้ส่วนหนึ่งยังไม่เรียบร้อย ซึ่งการแก้ไขปัญหาจะทำอย่างสันติ แต่หากประเทศใดไม่ปฏิบัติตามก็จะมีการประท้วงกัน ซึ่งต้องแก้ไขด้วยกลไกปกติ

                          "วันนี้เรายังไม่เสียดินแดน อย่าเอาเรื่องนี้มาเป็นประเด็น อะไรที่ยังมาไม่ถึงก็ต้องแก้ปัญหาไปทั้งในและนอกประเทศ ถ้าบอกว่า เสียดินแดนไปแล้ว ทหารที่บาดเจ็บจากชายแดนเขาเสียใจ ผมเข้าใจว่า ทุกคนห่วงใยรักประเทศชาติ ถึงผมจะหงุดหงิดอยู่บ้าง แต่ที่หงุดหงิดไม่ใช่เพราะสื่อหรือประชาชน แต่ตนหงุดหงิดเพราะเกรงว่า ลูกน้องจะเสียใจว่า ที่เขาพลีชีพไปจะสูญเปล่า ส่วนคดีความของกลุ่มที่สูญเสีย ผมก็ต้องดูแลเขา เพราะเขาทำหน้าที่ตามกฎหมาย ที่เราทำอะไรมากกว่านี้ไม่ได้ เพราะเราเป็นข้าราชการ และคดียังอยู่ในกระบวนการยุติธรรม ผมจึงทำไม่ได้ที่จะให้ผู้ใต้บังคับบัญชากดดัน ร้องเรียนนอกถนนไม่ได้ ต้องแยกแยะให้ออก ที่ผมไม่พูดมากในเรื่องนี้ เพราะมีคนทำงานตามกฎหมายอยู่ ขณะนี้เรามีทนาย พยานที่จะให้ข้อเท็จจริงช่วยเรา แต่จะผิดหรือถูกขึ้นอยู่กับกระบวนการ ผมไม่สามารถไปพูดจา หรือลูกน้องจะไปเดินตามท้องถนนเรียกร้องความสูญเสียได้ ซึ่งเขาสูญเสียเหมือนกัน ทั้งนี้ต้องไปดูสาเหตุปัญหาแล้วไปแก้กัน ถ้ามัวแต่ใช้กระบวนการนอกศาลอยู่ บ้านเมืองจะสับสนวุ่นวาย"

                          พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ส่วนเรื่องสถาบัน ทุกท่านรู้ดีว่า อะไรเป็นอย่างไร เรามีคณะทำงานอยู่ แต่จะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย คือ เมื่อมีเหตุการณ์ร้ายแรง มีการกระทำชัดเจน ซึ่งตำรวจเป็นผู้ดำเนินการ คิดว่า ไม่มีใครสบายใจ ซึ่งตนพยายามใช้กฎหมาย แต่ถ้าใช้กฎหมายมากๆ สื่อก็รู้ว่า จะเกิดอะไรขึ้น ตนคิดว่า พระองค์ท่านคงไม่สบายพระทัยเรื่องนี้ จึงต้องมีการเข้าไปพูดคุยทำความเข้าใจกับคนพวกนี้จำนวนมา เพราะไม่อยากดำเนินคดี แบะขณะนี้พระองค์ท่านยังไม่แค้นเคืองอะไรกับใคร ท่านไม่สามารถต่อสู้ด้วยพระองค์เองได้ สิ่งต่างๆ บางทีต้องระมัดระวัง วิธีการสู้ที่ถูกต้องคือ การร้องทุกข์กล่าวโทษ แล้วดำเนินคดีตามกฎหมายถ้าร้ายแรง แต่ถ้าไม่ร้ายแรงต้องช่วยกันพูดคุยอธิบายว่า อย่าทำอย่างนี้เลย พระองค์ท่านทรงอยู่เหนือความขัดแย้งทั้งปวง ไม่เคยยุ่งกับอะไรทั้งสิ้น เมื่อมีฝ่ายหนึ่งออกมาปกป้องกัน อีกฝ่ายหนึ่งก็ออกมาปกป้องท่าน แต่อาจปกป้องด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้อง พระองค์ท่านจะยิ่งโดนดึงลงมามากขึ้น ซึ่งเรื่องนี้ต้องระมัดระวัง อย่าคิดว่า พวกเราสบายใจหรือนิ่งนอนใจ แต่เราทำเรื่องนี้มาโดยตลอด ทุกเดือนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการรายงานสำนักราชเลขาธิการตลอด และรัฐบาลก็มีการรายงานขึ้นไป ทุกอย่างต้องค่อยๆ แก้ ซึ่งการดำเนินการทันทีกับคนพวกนี้ค่อนข้างยาก ต้องใช้เวลา เพราะการใช้ความรุนแรงไม่เกิดประโยชน์ ทุกกองทัพเราติดตามและทำความเข้าใจมาโดยตลอด

                          "วันนี้ทุกคนบอกว่า เรารักประเทศไทย แต่บางคนบอกว่า ไม่ชอบนั่น ไม่ชอบนี่ แต่ไม่ทำอะไร ไม่ช่วยเจ้าหน้าที่ ไม่ไปป้องปราบปรามคนเหล่านี้ ถ้าท่านช่วยเราจะดีขึ้น คิดว่า วันนี้ทุกคนน่าคลี่คลายปัญหาต่างๆ ให้ได้โดยเร็ว ส่วนเรื่องเกียรติยศศักดิ์ศรีของกองทัพ ผมก็ไม่เห็นใครมาดูถูกกองทัพ เว้นแต่มีคนบางกลุ่ม บางพวกว่า ไม่รู้เจตนาว่า จะทำไปเพื่ออะไร ผมต้องขอโทษสังคมว่า ผมอาจแสดงกริยาหงุดหงิดไปหน่อย แต่ผมพูดแบบทหาร ผมพูดแรงไปนิดหน่อย ต้องรู้จักนิสัยผม ส่วนทหารที่ออกไปที่หน้าสำนักพิมพ์เอเอสทีวีผู้จัดการนั้น ผมก็เรียกมาสอบสวนหลายหน่วย โดยเขาบอกว่า เขาขออนุญาตไป โดยไม่น่าผิดอะไร เพราะเขาไปนอกเวลา ไม่ได้ถูกเกณฑ์ไป เป็นการพูดคุยระหว่างเพื่อนๆ เพราะเพื่อนเขาเสี่ยงชีวิต เสียชีวิต บาดเจ็บอยู่ที่เขาพระวิหาร เขาถามผมกลับมาว่า จะรู้สึกอย่างไร ผมจึงบอกว่า ทราบแล้ว และเข้าใจแล้ว เดี๋ยวผบ.ทบ.จะทำความเข้าใจเอง ขอให้อดทน"

                          พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ตนไม่ได้เป็นคนสั่งเขาออกไป ตนห้าม และให้เขากลับมาอยู่ในระเบียบวินัย ประวัติศาสตร์จะสอนเราจนถึงทุกวันนี้ ต้องเอาบทเรียนต่างๆ มาแก้ให้ได้ อย่าบอกว่า ตนไปห้ามเรื่องการออกมาชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตร เพราะต้องกำหนดบทบาทของทหารให้ชัดเจน คือ ทหารเป็นเจ้าหน้าที่และประชาชน ตราบใดที่แต่งเครื่องแบบอยู่ต้องปฏิบัติตามหน้าที่ ถ้าไม่มีหลักตรงนี้ก็ทำงานไม่ได้ ตนต้องรักษากองทัพไว้ตรงกลาง ให้เป็นกองทัพที่ดูแลบ้านเมืองได้ แต่ตนห้ามใจคนไม่ได้ จิตใจแต่ละคนห้ามไม่ได้ ถ้าสิ่งใดก็ตามที่บางคนบอกว่า ตนทำให้กองทัพอ่อนแอ ไม่เข้มแข็ง แต่ยังยืนยันได้ว่า ทหารทุกคนพร้อมทำงานและทำหน้าที่ กองทัพ คือ กองทัพและตน กองทัพไม่ใช่ของตน ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นของคนไทยในชาตินี้ทุกคน ไม่ได้เป็นศัตรูกับใคร

                          "เราเป็นศัตรูกับคนที่รุกราน ไม่ได้เข้าข้างโน้น ข้างนี้ วันนี้ผมเป็นเจ้าหน้าที่ ไม่มีใครรู้จิตใจผมได้ ดังนั้นอย่ามาเขียนอะไรที่ไม่ถูกต้อง สิ่งที่เกิดขึ้นผ่านมา ลูกน้องได้แสดงความรู้สึกไปแล้ว ผมโกรธเคืองใครไม่ได้ เพราะผมเป็นผู้ใหญ่ขนาดนี้แล้ว อาจพูดไม่เพราะอยู่บ้าง แต่เป็นนิสัยผม เพราะอยู่ทหารมาทั้งชีวิต 36 ปี เอะอะโวยวายตลอด แต่ไม่เคยด่าใครเสียหาย ไม่เคยเอ่ยชื่อด่าใครโดยตรง การที่ทหารออกไปเพื่อปกป้องเกียรติ ศักดิ์ศรี ไม่ได้เป็นการคุกคามสื่อ ถ้าผมคุกคามสื่อคงไม่มายืนพูดมากขนาดนี้ เพราะผมรักท่าน เชื่อมั่นว่า เป็นท่านเป็นสื่อที่ดี เข้าใจ ถ้าเราไม่ดูแลซึ่งกันและกัน แล้วถามว่า สื่อจะเอาข่าวที่ไหนไปเขียน ถ้าผมไม่ร่วมมือ ไม่รักท่าน เราเป็นทหารของประชาชน แต่บางเรื่องอยากให้สื่อช่วยรักษาสิทธิให้ผมหน่อย ผมบอกผู้ใต้บังคับบัญชาไปแล้วว่า อย่าทำอีก"

                          เมื่อถามว่า รู้สึกอย่างไรที่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรตอบโต้ผบ.ทบ.ด้วยถ้อยคำรุนแรง พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า อย่าไปเอ่ยชื่อเขาเลย ท่านเป็นผู้ใหญ่แล้ว ผมก็เป็นใหญ่ ต่างคนต่างเป็นผู้ใหญ่ เรารู้ว่า อะไรควร หรือไม่ควร ทั้งนี้ผมไม่ได้ห้ามนักข่าวเอเอสทีวีไม่ให้มาทำข่าว ที่ผมเอ่ยชื่อหนังสือพิมพ์แต่ผมไม่ได้ด่าใคร ผมพูดแบบทหาร เป็นธรรมดา ขอโทษด้วยถ้ารู้สึกว่า ดูถูกเหยียดหยามกันมากเกินไป ผมเป็นผู้ใหญ่ก็ขอโทษ ซึ่งขณะนี้ผมควบคุมอารมณ์แล้ว ไม่อย่างนั้นจะยิ่งกว่านี้ ลูกน้องรู้ว่า แม้ผมเสียงดัง แต่ผมไม่ใช่คนใจร้าย เป็นคนใจดี

                          เมื่อถามว่า การที่ผบ.ทบ.ขอโทษแสดงว่าผบ.ทบ.ยอมถอยใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ผมไม่ได้เดินไปข้างหน้าและถอยหลัง ผมขอโทษแทนลูกน้องผม ไม่ได้ขอโทษคนอื่น เพราะไม่ได้ทำความผิดกับใคร ไม่ได้เอ่ยชื่อใคร อยากให้เข้าใจทหาร อะไรที่หนักนิดเบาหน่อยก็ให้อภัยกัน เคยเห็นไก่ตรุษจีนไหม ไม่รู้ว่า จะจิกตีกันไปทำไม ผมไม่อยากเป็นไก่ตรุษจีน ดังนั้นผมออกมานอกเข่งดีกว่า

                          เมื่อถามว่า ถูกกล่าวหาเช่นนี้รู้สึกน้อยใจหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ก็ต้องมี เพราะตนเป็นปุถุชนก็มีโกรธบ้าง น้อยใจบ้าง แต่ท้ายที่สุดก็ต้องมานับหนึ่งถึงสิบ ตอนนี้ถึงร้อย ถึงพัน ถึงหมื่นแล้ว บอกลูกน้องให้อดทนแล้วก็ยิ้มเข้าไว้ เมื่อถามต่อไปว่า มีหลักคิดอย่างไรที่คิดเช่นนี้ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า หลักคิดคือจะทำอย่างไรให้กองทัพอยู่ได้เพื่อแก้ไขปัญหาของชาติ บ้านเมือง ทำอย่างไรที่กองทัพจะเป็นที่พึ่งของประชาชนได้ในทุกโอกาส ดูแลปกป้องสถาบัน ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน นั่นคือสิ่งที่เรายืนอยู่ทุกวันนี้ เราเอนไปข้างไหนไม่ได้ เรารู้ว่าเราเป็นเป้าในการติดตาม เอาใจช่วย และ มีคนไม่เข้าใจบ้าง แต่เชื่อว่าเวลาจะทำให้ทุกคนเข้าใจได้ ขอร้องว่าอะไรที่ไม่ดีก็บอกว่า พร้อมรับฟัง และพยายามจะไม่หงุดหงิด

                          เมื่อถามว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กองทัพและอีกฝ่ายหนึ่งจะทำอย่างไรต่อไป พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่มีฝ่าย สังคมก็ว่ากัน ผมไม่เคยไปขู่สื่อ อาจจะเสียงดังใส่บ้าง แต่ไม่ได้ไปทะเลาะกับเขา สังคมก็ดูว่าจะทำอย่างไรให้บ้านเมืองปลอดภัย ขอร้องสื่อว่า ถ้าเราจะไปกล่าวหาใคร โดยเฉพาะเรื่องที่ความเป็นความตายของลูกน้อง และความเสียใจของครอบครัวลูกน้องทั้งหมด เท่ากับไปทำร้ายจิตใจคนเหล่านี้ ซึ่งเขาเจ็บปวด แต่วันนี้ทหารก็ยังต้องไปเสี่ยง โดยเฉพาะในจังหวัดชายแดนภาคใต้

                          "ผมตอบท่านทุกคำถาม ลูกน้องบอกว่าพูดมากไปเดี๋ยวจะถูกโจมตีกลับ แต่ผมเชื่อมั่นในความเป็นนักข่าวของพวกท่าน คนดีๆ ก็เยอะ ผมอ่านหนังสือพิมพ์วันนี้ก็เข้าใจ ทุกคนก็รักทหารนะ แต่มันต้องมีอะไรซักอย่างที่ทำให้ไม่เข้าใจกัน ก็อยากขอร้องกัน ผมอยากเล่าว่า มีคนที่อยู่รายชื่อในสมุดโทรศัพท์ โทรมาด่าผม ซึ่งผมโดนคนด่าอย่างนี้มา4 ปีแล้ว ตั้งแต่เป็นแม่ทัพภาคฯ ด่าอย่างเสียหายเลยนะ แล้วผมจะไปต่อกรกับเขาได้ไหม เขาเป็นคนไทย ด่าผมไม่รักชาติ ไม่รักแผ่นดินบ้าง เป็นพวกโน่น พวกนี้ เปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนนามสกุลผม เป็นค่ายโน่นค่ายนี้ เรื่อยเปื่อย บางคนโทร.มาจากต่างประเทศ อายุ 80-90 ปี บอกว่าผบ.ทบ.ไม่รักประเทศชาติ ผมก็ถามว่าท่านไปอยู่เมืองนอกนานหรือยัง เขาก็ตอบว่าอยู่ตั้งแต่เด็ก ผมก็เลยบอกว่ากลับมาก็แล้วกัน บางทีเผลอรับโทรศัพท์ด่าผมนานเลย ปรากฏว่าเป็นผู้หญิง ไม่มีผู้ชายเลย ก็รู้สึกโกรธบ้าง แต่ต้องใจเย็น ต้องทำใจและใจเย็นลงไปอีก โมโหมากก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา ตายเปล่าคนเดียว"

                          เมื่อถามว่า มีคนสงสัยเกี่ยวกับการวางตัวกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ตนต้องเอาภารกิจ หน้าที่เป็นหลัก ซึ่งภารกิจของตนคือการป้องกันประเทศ กฎหมายว่าอย่างไรก็เดินไปตามนั้น บางเรื่องที่ลูกน้องอยู่ในขั้นตอนการดำเนินคดี ตนก็ต้องเคารพในศาล ทำนอกกฎหมายไม่ได้ แต่เรื่องที่เกิดขึ้น 1-2 วันนี้ เป็นเรื่องศักดิ์ศรีทหารของเขาเอง จะมาบอกว่าตนไปตอบโต้ทางคดี ซึ่งยังไม่ใช่คดี เพราะยังไม่มีใครฟ้องใคร เพียงแต่ตนพูดแรงไปนิดนึง แต่ใครก็ไม่รู้ด่าตนกลับมาเป็นร้อยเท่าพันทวี ซึ่งมันไม่ใช่ และไม่ใช่ด่าตนคนเดียวเท่านั้น ซึ่งด่าตนก็ทนได้ แต่จะมาด่ากองทัพบกไม่ได้ ตนขอแค่นั้น จะมาบอกว่าตนไม่รักศักดิ์ศรีเช่นนั้นหรือ ทั้งนี้ คนไทยมีศักดิ์ศรีเท่ากันทุกคน ไม่ใช่มียศพลเอกแล้วจะมีศักดิ์ศรีเหนือคนอื่น ตนบอกลูกน้องว่า พลเอก พลโท พลตรี สิบตรี พลทหาร ศักดิ์ศรีเท่ากัน ชีวิตเดียวกัน ตายเหมือนกัน เพียงแต่ผมรับผิดชอบชีวิตเขา แต่เขาไม่ต้องรับผิดชอบชีวิตตน

                          "ทหารจะทำอะไรต้องระมัดระวัง ต้องคอยห้ามเขา ทหารก็มีอารมณ์รุนแรงนิดนึง ไม่เช่นนั้น เขาก็คงไม่กล้าที่จะเสี่ยงชีวิตในการทำหน้าที่ ซึ่งเป็นคนละประเด็น อย่านำมาโยงกัน อย่ามาบอกว่าผมไม่รักศักดิ์ศรีกองทัพบก แต่รักษาศักดิ์ศรีตัวเอง ให้ลูกน้องไปแก้ตัว ซึ่งมันไม่ใช่ เพราะผมห้ามเขาอยู่ อย่าไปเลย พอแล้ว อีกทั้งอย่าไปทำผิดกฎหมาย ก็ดีที่ทุกคนก็ย้ำเตือนไปแล้ว ก็ไม่เกิดเหตุ"

                          เมื่อถามว่า ต่อไปนี้จะใจเย็นและพูดเพราะขึ้นใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวตอบว่า ผมพูดเพราะแล้วใช่ไหมครับ มันก็ไม่ใช่ผม แต่ขอให้เป็นมิตรกับเรา เพราะผมไม่ได้เป็นศัตรูกับใครเลย และใครหวังไม่ดีกับเรา เราก็ไม่คิดเป็นศัตรู เพราะทุกคนเป็นคนไทยเหมือนกัน วันนี้ที่วุ่นวายกันอยู่เพราะคนไทยด้วยกันทั้งสิ้น ที่ชายแดนภาคใต้ก็คนไทยด้วยกันทั้งหมด หนีกันไปไม่ได้ รอบบ้านก็ย้ายประเทศหนีไปไม่ได้ อย่าเร่งเทศกาลมาเร็ว ไก่อยู่ในเข่งเดียวกัน ก็จิกกันจ็อกแจ๊กๆ กันทั้งวัน แต่ในที่สุดก็ต้องถูกเขาเชือดไปขาย ไหว้เจ้า