ข่าว

'อภิสิทธิ์'ลงใต้15ม.ค.ร่วมถกนานาชาติ

'อภิสิทธิ์'ลงใต้15ม.ค.ร่วมถกนานาชาติ

14 ม.ค. 2556

'อภิสิทธิ์' เตรียมลงใต้ 15 ม.ค. ร่วมประชุมนานาชาติ หวังใช้เวทีวิชาการแก้ไขปัญหาพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

                        14 ม.ค.56 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ในรายการฟ้าวันใหม่ ทางสถานีโทรทัศน์บลูสกายชาแนลว่า วันพรุ่งนี้ (15 ม.ค.) ตนจะเดินทางไปที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เพื่อร่วมงานการประชุมนานาชาติทางวิชาการ ซึ่งเป็นงานที่ได้ริเริ่มไว้เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ในการทำเรื่องอิสลามศึกษา ระดับอุดมศึกษา ซึ่งการประชุมนานาชาติทางวิชาการเรื่องนี้เป็นครั้งแรกที่จะมีการเชิญผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ และฝ่ายนโยบายสำคัญของประเทศมุสลิมเข้าร่วมประชุม

                        อีกทั้งจะเป็นการส่งสัญญาณให้เห็นว่าประเทศไทยให้เสรีภาพเรื่องนับถือศาสนาและส่งเสริมเรื่องของอิสลามศึกษาด้วย ส่วนการประชุมครั้งที่แล้วมีผู้ร่วมประชุมจากประเทศต่างๆ ก็ประสบความสำเร็จมาก เพราะหลายคนเมื่อมีโอกาสไปที่ 3 จังหวัดภาคใต้ โดยเฉพาะที่ จ.ปัตตานี แล้วก็มีความเข้าใจถึงแนวทางหรือจุดยืนของรัฐมากขึ้น จะเป็นส่วนที่จะช่วยทำความเข้าใจและแก้ปัญหาในพื้นที่

 

'องอาจ' ติง 'รัฐบาล' อย่าสร้างภาระปมแก้รธน.

 

                        นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า รัฐบาลพยายามหาทางลง โดยดึงเวลาโยนคำถามกลับมาให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)เกี่ยวกับการทำประชามติ ทั้งๆที่กกต.เคยให้คำตอบแล้ว ซึ่งคิดว่า รัฐบาลควรมีความจริงใจกับหน่วยงานราชการ ทั้งนี้อยากเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการเรื่องการทำรัฐธรรมนูญใหม่อย่างตรงไปตรงมา ไม่ควรสร้างภาระให้กับหน่วยงานอื่น เช่น กรณีกกต. ถ้ารัฐบาลไม่ประสงค์ทำประชามติก็ควรตัดสินใจด้วยรัฐบาลเองไม่ควรนำความเห็นของกกต. มาเป็นข้ออ้างในการตัดสินใจ ดังนั้นการดำเนินการเพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญควรเป็นไปด้วยความโปร่งใสและฉันทามติของสังคมมากกว่ามีจุดมุ่งหมายพิเศษเกิดขึ้น จึงอยากให้รัฐบาลดำเนินการเรื่องนี้อย่างถูกต้องเหมาะสม ไม่โยนความรับผิดชอบให้หน่วยงานอื่น เพราะอำนาจตัดสินใจสุดท้ายอยู่นายกฯ และรัฐบาลเป็นหลักมากกว่า

 

'ชวนนท์' ซัด 'นิติราษฎร์' เดินหน้าเข้าหาเผด็จการ-มุ่งล้างผิดคนบางกลุ่ม

 

                        นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงกรณีที่คณะนิติราษฎร์ มีข้อเสนอการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้มีการนิรโทษกรรมภาคประชาชนที่เข้าร่วมชุมนุมว่า ตนตั้งข้อสังเกตว่า1.การที่คณะนิติราษฎร์เสนอให้นิรโทษกรรมผู้ที่ไม่ใช่แกนนำทางการเมืองแต่เป็นภาคประชาชน โดยให้มีคณะกรรมการขจัดความขัดแย้งขึ้นมาถือเป็นเรื่องล่อแหลม เพราะคณะกรรมการชุดดังกล่าวจะมีอำนาจชี้เป็นชี้ตายเหนือกระบวนการยุติธรรมได้ อาจทำให้คนที่เผาศาลากลางจังหวัดโดยมีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองจะกลายเป็นผู้บริสุทธิ์ ถือเป็นเจตนาล้างผิดให้คนกลุ่มใหญ่ 2.คณะนิติราษฎร์พยายามลิดรอนสิทธิประชาชนในการขอตีความรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติมนี้ โดยสงวนสิทธิเป็นของรัฐสภา หรือประธานสภาฯ โดยไม่เปิดโอกาสให้ประชาชน เท่ากับว่าหากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เราจะเดินหน้าเข้าหาเผด็จการ

                        ดังนั้นคณะนิติราษฎร์ต้องตอบให้ได้ว่า เหตุใดกลุ่มที่เรียกร้องประชาธิปไตยกลับพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ดูแล้วไม่เป็นประชาธิปไตย และไม่ถูกต้องตามหลักบริหารราชการแผ่นดินตามปกติ แม้ความเห็นทางวิชาการจะทำได้แต่ต้องไม่เอาประเด็นการเมืองมาแอบแฝงหรือตั้งความสงสัยกับสังคมว่าที่ทำเพื่อต้องการช่วยใครคนใดคนหนึ่งหรือเพื่อช่วยบ้านเมือง ทั้งนี้ยืนยันว่าพรรคพร้อมสนับสนุนการนิรโทษกรรมประชาชนทุกกลุ่มที่ไม่ได้ผิดกฎหมายอาญา แต่ทำผิดพ.ร.ก.ฉุกเฉินเท่านั้น หากคณะนิติราษฎร์เห็นด้วยก็เดินหน้าได้เลย โดยไม่ต้องคิดให้ซับซ้อนเพราะประชาชนจะได้ประโยชน์โดยตัดแกนนำออกไปก่อนซึ่งจะทำให้ผู้บริสุทธิ์หรือประชาชนทั่วไปได้ประโยชน์ทันที

 

'ศิริโชค'สวน'เรืองไกร'ยันแจงปปช.แล้ว ซัดมุ่งเป้าหวังผลการเมือง

 

                        นายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงกรณีที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตส.ว.สรรหา ยื่นเรื่องต่อประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) เพื่อให้ตรวจสอบว่า จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน และเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ อันเป็นการขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา263 หรือไม่ว่า เรื่องนี้นายเรืองไกรเข้าใจผิด เนื่องจากได้ข้อมูลเอกสารไม่ครบถ้วน เพราะตนเคยชี้แจงผ่านสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 20ก.ค.2554 ว่ากรณีหนี้จำนวน 119,233,696.10 บาท เมื่อบริษัทถูกฟ้องล้มละลาย ตนในฐานะผู้ค้ำประกันได้เจรจาปรับโครงสร้างหนี้หลักกับกองทุนรวมไทยรีสตรัคเจอริ่ง โดยมีธนาคารเกียรตินาคิน เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ พร้อมนำทรัพย์สินออกมาขายทอดตลาดให้บุคคลภายนอกเพื่อเป็นการชำระหนี้ตามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ทำให้ภาระการค้ำประกันหมดไป

                        นายศิริโชคกล่าวว่า ดังนั้นการกล่าวหาว่าตนชำระหนี้หมดเพราะมีผลประโยชน์นั้นไม่เป็นความจริง ทั้งนี้ได้ทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้เมื่อวันที่ 27 ส.ค.2551 ก่อนที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์จะเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในเดือน ธ.ค.2551 และตนได้แนบเอกสารให้กับ ปปช. ถึงรายละเอียดการปรับโครงสร้างหนี้ดังกล่าว แต่นายเรืองไกรไม่ได้เห็นเอกสารนี้ จะเห็นเฉพาะใบปะหน้าที่ได้มีการลงในอินเตอร์เน็ตเท่านั้น จึงทำให้การวิเคราะห์ผิดพลาดกล่าวหาว่าตนซุกหนี้ ซึ่งไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

                        นายศิริโชค กล่าวว่า กรณีหนี้ตามสัญญาฉบับลงวันที่ 8มิ.ย.2554 สัญญาเลขที่ บสท.0682/2554 เป็นหนี้ที่เกิดจากการค้ำประกันและยังไม่มีการฟ้องร้องผู้ค้ำประกันเพื่อบังคับให้ชำระหนี้ จึงไม่สามารถลงบัญชีหนี้สินว่าเป็นหนี้ได้ ซึ่งหนี้จากการค้ำประกันดังกล่าวได้ชำระหนี้เป็นเงินสดครบแล้ว โดยการนำที่ดินในกรุงเทพฯ ของลูกหนี้ออกมาขาย เพื่อชำระให้กับตนในฐานะผู้ค้ำประกัน พร้อมโอนที่ดินบางส่วนชำระหนี้ ซึ่งเป็นภาระหน้าที่ของบริษัทฯที่เข้ามาซื้อที่ดิน ตามสัญญาซื้อขายที่ดินลงวันที่2มิ.ย.2555 ทำให้ไม่มีภาระหนี้สินในส่วนของตนที่ต้องมาลงในบัญชีหนี้สินที่ต้องยื่นต่อ ปปช. ซึ่งนายเรืองไกรได้แต่อ่านข้อความในสัญญาที่ระบุว่าเป็นการผ่อน แต่ไม่รู้ว่าได้มีการชำระหนี้ตามที่ได้ระบุไว้ข้างต้นเป็นที่เรียบร้อยจึงทำให้วิเคราะห์ผิดพลาด เพราะรีบร้อนมุ่งหวังที่จะนำมาเป็นประเด็นทางการเมือง ในฐานะที่ตนเป็นนักการเมืองพร้อมได้รับการตรวจสอบและให้ความร่วมมือกับหน่วยงานอิสระในการตรวจสอบอย่างเต็มที่