
แกะรอยจับโจรชิงทรัพย์ไปรษณีย์
แกะรอย'ใบฝาก' จับโจรชิงทรัพย์ไปรษณีย์ : ตะลุยข่าว โดยทีมข่าวภูมิภาค
"ชื่อนามสกุลและที่อยู่" ของผู้รับเงินบนใบฝากธนาณัติในประเทศ คือเบาะแสสำคัญทำให้ชุดสืบสวนแกะรอยล่าตัวคนร้ายตระเวนชิงทรัพย์เงินสดภายในที่ทำการไปรษณีย์ 11 แห่งใน 10 จังหวัด!!
พฤติกรรมอุกอาจของคนร้ายขับขี่รถจักรยานยนต์ใช้อาวุธปืนเข้าชิงทรัพย์ภายในที่ทำการไปรษณีย์หลายแห่ง กลายเป็นหนามยอกอกของตำรวจมาหลายเดือน ครั้งแรกเหตุเกิดวันที่ 30 พฤศจิกายน 2555 คนร้ายชายหญิง 2 คน ขับขี่รถจักรยานยนต์ฮอนด้า รุ่นเวฟ 110 ไอ สีน้ำเงิน-ขาว คนร้ายผู้ชายใช้ปืนพกสั้นแบบไทยประดิษฐ์ ขู่บังคับเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ ภายในที่ทำการไปรษณีย์พนมทวน อ.พนมทวน จ.กาญจนบุรี ให้ส่งทรัพย์สินให้ ได้เงินสดไป 7.8 หมื่นบาท
ต่อมาวันที่ 26 ธันวาคม 2555 คนร้ายชาย 1 คน ใช้รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นเวฟ 110 ไอ สีน้ำเงิน-ขาว ใช้อาวุธปืนพกสั้นแบบไทยประดิษฐ์ ขู่บังคับเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ดอนเจดีย์ จ.สุพรรณบุรี ได้เงินสดไป 14,360 บาท ถัดมาไม่กี่วัน เกิดเหตุทำนองเดียวกันอีก เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2556 ที่สำนักงานไปรษณีย์บางหลวง ต.บางหลวง อ.บางเลน จ.นครปฐม ได้เงินสดไป 133,600 บาท
หลังเกิดเหตุซ้ำซ้อนและต่อเนื่อง พล.ต.อ.ปานศิริ ประภาวัต รองผบ.ตร.กำชับให้ พล.ต.ท.หาญพล นิตย์วิบูลย์ ผบช.ภ.7 เร่งรัดคลี่คลายคดี ซึ่ง พล.ต.ท.หาญพล เรียกประชุมชุดสืบสวนประกอบด้วย พล.ต.ต.พูลทรัพย์ ประเสริฐศักดิ์, พล.ต.ต.พศิน นกสกุล รองผบช.ภ.7, พล.ต.ต.สุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น ผบก.สส.ภ.7 พร้อมด้วยชุดสืบสวนของ บก.ภ.จว.นครปฐม, บก.ภ.จว.กาญจนบุรี และ บก.ภ.จว.สุพรรณบุรี
การประชุมชุดสืบสวนมีความเห็นตรงกันว่า คนร้ายชายหญิงที่ก่อเหตุในพื้นที่รับผิดชอบคือคนร้ายที่ก่อเหตุต่อเนื่อง เพราะพยานแวดล้อมยืนยันสอดคล้องกันว่า รถจักรยานยนต์ซึ่งเป็นยานพาหนะของคนร้ายตำหนิรูปพรรณตรงกัน นอกจากนี้กล้องวงจรปิดบางสถานที่สามารถบันทึกภาพของคนร้ายชายหญิงที่ขับขี่ซ้อนท้ายไว้ได้อย่างชัดเจน
นอกจากนี้ชุดสืบสวนเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ ณ ที่ทำการไปรษณีย์ทั้ง 3 แห่งอีกครั้ง รวมถึงสอบถามเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ที่อยู่ในวันเวลาที่เกิดเหตุอย่างละเอียดอีกครั้ง จนกระทั่งชุดสืบสวนได้เบาะแสสำคัญจากเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ ที่ทำการไปรษณีย์พนมทวน
เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ก่อนที่จะถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนชิงทรัพย์ ก่อนหน้านั้นมีผู้มาใช้บริการเป็นผู้ชายอายุ ประมาณ 26-30 ปี เข้ามายื่นคำร้องเพื่อขอโอนเงินธนาณัติไปยังที่ทำการไปรษณีย์ใน จ.พระนครศรีอยุธยา จึงให้ผู้มาใช้บริการกรอกข้อมูลและที่อยู่ของผู้รับเงินปลายทางบนใบฝากธนาณัติในประเทศ แต่ปรากฏว่าผู้มาใช้บริการคนดังกล่าวกลับไม่ขอโอนเงินแล้วเดินออกจากที่ทำการไปรษณีย์ ไม่นานก็มีคนร้ายเข้ามาก่อเหตุ ซึ่งตำหนิรูปพรรณใกล้เคียงกับผู้มาใช้บริการ เพียงแต่สวมเสื้อคลุมทับแล้วสวมหมวกกันน็อกเท่านั้น
เบาะแสดังกล่าวทำให้ชุดสืบสวนได้รับมอบหลักฐาน ซึ่งเป็นใบฝากธนาณัติภายในประเทศ ที่ผู้ต้องสงสัยกรอกชื่อนามสกุลของผู้รับเงิน และที่อยู่ของผู้รับเงิน เพื่อนำไปตรวจสอบ
"ชุดสืบสวนตรวจสอบชื่อนามสกุลของผู้รับเงิน จากข้อมูลในระบบ POLIS ปรากฏว่าไม่พบชื่อนามสกุลบุคคลที่ถูกระบุว่าเป็นผู้รับเงิน จึงตรวจสอบลึกลงไปโดยนำที่อยู่ของผู้รับเงินมาตรวจสอบ พบว่าที่อยู่ดังกล่าวมีอยู่จริง จึงสืบค้นบุคคลที่มีอยู่ภายในบ้านหลังดังกล่าวว่ามีกี่คน แล้วตรวจสอบตำหนิรูปพรรณของบุคคลในบ้านทั้งหมดมาตรวจสอบ จนกระทั่งพบผู้ต้องสงสัยที่ตำหนิรูปพรรณตรงกับคำบอกเล่าของพยานในที่เกิดเหตุและภาพจากกล้องวงจรปิดบางแห่งที่สามารถบันทึกภาพไว้ได้" พล.ต.ต.สุทธิพงษ์ กล่าว
หลังจากที่หลักฐานเริ่มชัดเจน ชุดสืบสวนจึงออกติดตามหา นายวิชัย หรือแจ๊ค สว่างญาติ อายุ 29 ปี จนกระทั่งพบตัวและถูกนำมาสอบสวน โดยรับสารภาพว่าเป็นคนร้ายที่ก่อเหตุชิงทรัพย์ภายในที่ทำการไปรษณีย์หลายแห่งจริง โดยบางครั้ง น.ส.สมคิด หรือ แหม่ม ชื่นฤทัย อายุ 20 ปี ซึ่งเป็นภรรยา ร่วมก่อเหตุ โดยทำหน้าที่ดูต้นทาง
นายวิชัย สารภาพว่า ก่อเหตุชิงทรัพย์มาแล้วหลายครั้ง ลงมือชิงทรัพย์ภายในที่ทำการไปรษณีย์ 11 ครั้ง ใน 10 จังหวัด ทั้งนครปฐม ปทุมธานี นครนายก ปราจีนบุรี สิงห์บุรี พระนครศรีอยุธยา กาญจนบุรี สุพรรณบุรี สระบุรี และลพบุรี รวมถึงร้านสะดวกซื้อ 9 ครั้ง ใน 4 จังหวัด ทั้งนครปฐม สมุทรสาคร นนทบุรี และพระนครศรีอยุธยา
"เคยเข้าไปใช้บริการที่ไปรษณีย์เห็นว่ามีเงินสดเยอะ การรักษาความปลอดภัยไม่ดี แตกต่างกับธนาคารหรือร้านทอง และคิดว่าการชิงทรัพย์ภายในที่ทำการไปรษณีย์ ตำรวจคงไม่สนใจที่จะติดตามคนร้าย ทำให้ย่ามใจก่อเหตุเรื่อยมาแล้วไม่คิดว่าจะพลาดให้ตำรวจแกะรอยจับกุมได้" นายวิชัย กล่าว
....................
(หมายเหตุ : แกะรอย'ใบฝาก' จับโจรชิงทรัพย์ไปรษณีย์ : ตะลุยข่าว โดยทีมข่าวภูมิภาค)



