
พิษ!ค่าแรง300'SME'เสี่ยงตอกฝาโลง
จับตาพิษขึ้นค่าแรง 300 บาท เอสเอ็มอีเสี่ยงตอกฝาโลงกลางปี : ณัฎฐ์ชิตา เกิดแดง ... รายงาน
หลังจากที่นโยบายการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาทรอบสองอีก 70 จังหวัด มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา พบว่าเพียงสัปดาห์เดียวมีสถานประกอบการ โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี ได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้น จนออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือ และส่อแววว่าอาจจะมีการเลิกจ้างหากแบกรับต้นทุนไม่ไหวแล้วหลายจังหวัด ทั้งขอนแก่น พะเยา และอีก 29 จังหวัดที่กระทรวงแรงงานอยู่ระหว่างเฝ้าระวัง ซึ่งแน่นอนว่าย่อมจะมีตามมาอีกเป็นจำนวนไม่น้อย
ข้อมูลชี้ชัดส่อทยอยเลิกจ้าง
จากข้อมูลกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) พบว่าตั้งแต่วันที่ 1-4 มกราคม 2556 มีสถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 4 แห่ง เลิกจ้างลูกจ้าง 275 คน ส่วนสถานประกอบการที่มีแนวโน้มการเลิกจ้าง อันเนื่องมาจากการปรับค่าจ้างมีจำนวน 2 แห่ง ลูกจ้างเกี่ยวข้อง 480 คน และมีอีก 5 แห่ง ที่ส่งสัญญาณการขาดสภาพคล่อง และหมดสัญญาเช่าที่มีลูกจ้างที่เกี่ยวข้อง 999 คน
นอกจากนี้ กสร.ยังรายงานสถานการณ์ด้านแรงงานก่อนวันที่ 1 มกราคม 2556 (10 ก.ค.-31 ธ.ค.2555 ) มีสถานประกอบการ 76 แห่ง เลิกจ้างลูกจ้างรวม 10,696 คน และมีแนวโน้มการเลิกจ้าง 39 แห่ง ลูกจ้างเกี่ยวข้อง 33,655 คน แยกเป็นเลิกจ้างปิดกิจการ เพราะการปรับขึ้นค่าจ้าง 6 แห่ง ลูกจ้าง 1,002 คน เลิกจ้างบางส่วน 3 แห่ง ลูกจ้าง 2,159 คน และเลิกจ้างเพราะวิกฤติเศรษฐกิจยุโรป 13 แห่ง ลูกจ้าง 3,159 คน การเลิกจ้างเนื่องจากสาเหตุอื่นๆ จำนวน 54 แห่ง ลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้าง 5,378 คน
สำหรับผลกระทบขึ้นค่าจ้าง 300 บาทในรอบแรกใน 7 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ สมุทรสาคร ปทุมธานี นครปฐม นนทบุรี สมุทรปราการ และภูเก็ต พบว่ามีสถานประกอบการได้รับผลกระทบ 5 แห่ง และมีการเลิกจ้างไปแล้วกว่า 1.7 พันคน
ค่าแรงดันต้นทุนเพิ่มพรวด
แม้จะยังเป็นประเด็นถกเถียงว่าการปรับขึ้นค่าแรงมีผลเสีย หรือผลดีมากกว่ากันนั้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วก็คือ การปรับขึ้นค่าจ้างครั้งนี้ ทำให้ภาระต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นอย่างพรวดพราด โดยนายอัทธ์ พิศาลวานิช คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่า การปรับขึ้นค่าแรง จะส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันด้านราคาและการส่งออกลดลงตามมาด้วย โดยเฉพาะในกลุ่มเอสเอ็มอี เพราะทำให้ไทยมีอัตราค่าแรงสูงเป็นอันดับ 7 เมื่อเทียบกับค่าแรงในกลุ่มอาเซียนบวก 3 โดยฟิลิปปินส์ค่าแรงอยู่ที่วันละ 255 บาท อินโดนีเซียวันละ 112 บาท และเวียดนามวันละ 61 บาท ซึ่งของไทยต้นทุนค่าแรงจะเพิ่มขึ้นอีก 22.29%
สอดคล้องกับที่ภาคเอกชนทั้งสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ที่ระบุว่า เอสเอ็มอี หรือผู้ประกอบการในกิจการที่ใช้แรงงานคนจำนวนมาก อย่างสิ่งทอ เซรามิก รองเท้า ได้รับผลกระทบมากที่สุด และอาจถึงขั้นเลิกจ้างแรงงาน หรือปิดกิจการหากรัฐบาลไม่มีมาตรการเยียวยา ส.อ.ท.จึงพยายามยื่นข้อเสนอมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ 7 มาตรการเยียวยาที่เห็นว่าน่าจะช่วยเหลือเอสเอ็มอีได้จริง โดยเฉพาะการเสนอให้ช่วยด้านสภาพคล่อง ทั้งการตั้งกองทุนจ่ายเงินชดเชยส่วนต่างค่าจ้างที่เพิ่มขึ้น กับการตั้งกองทุนสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการเพื่อให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น
สุดท้ายแล้วรัฐบาลได้พิจารณามาตรการการคลังและการเงินเพื่อบรรเทาผลกระทบจากการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำและเพิ่มขีดความสามารถของผู้เอสเอ็มอีเพิ่มเติมอีก 6 มาตรการ ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนเป็นมาตรการเดิมที่มีการขยายระยะเวลาการบังคับใช้ออกไปอีก 1 ปี รวม 11 มาตรการจากการปรับค่าแรงรอบแรก ก่อนหน้านี้ และส่วนใหญ่เป็นมาตรการด้านภาษีเพื่อช่วยลดภาระรายจ่ายให้เอสเอ็มอี และไม่ได้สนองตอบข้อเสนอของภาคเอกชนเกี่ยวกับการตั้งกองทุนชดเชยส่วนต่างหรือกองทุนให้สินเชื่อแต่อย่างใด
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ยืนยันว่า ภาครัฐไม่สามารถตั้งกองทุนเพื่อชดเชยส่วนต่างการขึ้นค่าแรงได้ และขอให้ผู้ประกอบการอดทน เพราะแม้ว่าการปรับเพิ่มค่าแรงเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้นทันที แต่ในอนาคตกำลังซื้อแรงงานจะเพิ่มขึ้น ผลประโยชน์จากการขายสินค้าก็จะเพิ่มขึ้น และเชื่อว่ามาตรการที่ออกมาจะช่วยเสริมสภาพคล่องทางการเงินและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศไทยได้ โดยเฉพาะการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้เอสเอ็มอีสำหรับกำไรสุทธิ 150,000 บาทเป็น 300,000 บาท คาดว่าจะมีเอสเอ็มอีได้รับประโยชน์ประมาณ 210,000 ราย
ส่วนมาตรการด้านการเงินคาดว่าจะทำให้มีเอสเอ็มอีได้สินเชื่อเพิ่ม 80,000 ราย สร้างสินเชื่อในระบบสถาบันการเงิน 424,800 ล้านบาท เกิดการจ้างงานรวม 320,000 คน และสร้างเงินทุนหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ 2.328 ล้านล้านบาท อีกทั้งมองว่าขณะนี้ยังเร็วเกินไปที่จะประเมินผลกระทบคงต้องรอดูช่วงเดือนมกราคมอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของภาคเอกชนก็ออกมาสวนหมัดว่า มาตรการเยียวยาของรัฐบาลสามารถช่วยเหลือเอสเอ็มอีได้เพียงน้อยนิด และเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด โดยนายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า มาตรการเยียวยาของภาครัฐที่ออกมาขณะนี้ ดูเหมือนจะยังเป็นการช่วยเหลือธุรกิจที่ได้รับผลกระทบแบบไม่ถูกจุด เพราะภาคเอกชนทั้งส.อ.ท. หอการค้าแห่งประเทศ และสมาคมธนาคารไทย เห็นว่ามาตรการที่เยียวยาได้ทันทีคือ รัฐต้องหางบประมาณเข้ามาช่วยอุดหนุนเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายของภาครัฐ ซึ่งการขึ้นค่าจ้างรวดเดียว 80-90% ถือว่าเป็นเรื่องผิดปกติ รัฐต้องหันมาดูว่านโยบายของรัฐบางครั้งก็เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจ
4 พันรายน่าห่วงเสี่ยงปิดกิจการ
นายธนิต โสรัตน์ เลขาธิการ ส.อ.ท. กล่าวว่า ที่ผ่านมา ส.อ.ท.ศึกษาพบว่าการปรับค่าจ้างขั้นต่ำขึ้นวันละ 300 บาท ทำให้ต้นทุนรวมเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 10-15% ในขณะที่กำไรของธุรกิจเฉลี่ยอยู่ที่ 4-5% จึงทำให้ธุรกิจมีโอกาสขาดทุนมากกว่ากำไรและจะทำให้มาตรการด้านภาษีไม่มีประโยชน์กับผู้ที่ขาดทุน ซึ่งมาตรการที่ ส.อ.ท.เสนอไป 7 ข้อนั้น น่าจะได้รับการสนองตอบมาเพียงข้อเดียวและยังได้ไม่เท่าที่เสนอไปด้วย
“สิ่งที่ภาคเอกชนต้องการมากที่สุดคือการให้รัฐตั้งกองทุนจ่ายเงินชดเชยส่วนต่างที่จะช่วยเข้ามาเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการได้ทันทีวงเงินที่ใช้น่าจะประมาณ 5 หมื่นล้านบาทแต่รัฐบาลบอกว่าทำไม่ได้ ขณะที่นำเงินไปให้ผู้ประกอบการรายใหญ่สร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วมได้เป็นหมื่นล้านบาท ช่วยเกษตรกรหลายแสนล้านบาทและรถคันแรกที่ใช้เงินไป 9 หมื่นล้านบาทกลับทำได้”
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาในภาพรวมพบว่ามาตรการที่ออกมาแล้วของรัฐบาลช่วยบรรเทาผลกระทบให้เอสเอ็มอีได้ระดับหนึ่งแต่ไม่มาก เพราะมีหลายมาตรการที่ไม่ได้เกี่ยวข้องทางตรงหรือช่วยได้ไม่มาก เช่น การลดค่าธรรมเนียมต่างๆ และที่ผ่านมารัฐบาลพยายามออกมาตรการด้านสินเชื่อเพื่อช่วยสภาพคล่องกับเอสเอ็มอีที่ขาดทุน แต่มาตรการสินเชื่อของรัฐมีปัญหาเรื่องการเข้าถึง เช่น การกู้มีเงื่อนไขเหมือนกับการขอสินเชื่อปกติจากธนาคารพาณิชย์ ซึ่งทำให้เอสเอ็มอีที่เข้าถึงสินเชื่อจากมาตรการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำของรัฐได้มีไม่มาก
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขที่ รมว.คลังระบุว่า มาตรการของรัฐจะช่วยเอสเอ็มอีได้ประมาณ 3 แสนรายนั้น เท่าที่ตรวจสอบข้อมูลมีเอสเอ็มอีที่อยู่ในระบบเพียง 4.2 หมื่นรายเท่านั้น ที่มีการจ้างงานจำนวนมากและได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าจ้าง ขณะที่ตัวเลขเอสเอ็มอีที่อยู่นอกระบบกว่า 2.9 ล้านราย ส่วนใหญ่มีการจ้างงานน้อยมีคนงาน 5-10 คนเท่านั้น การที่บอกว่าช่วยได้เป็นแสนคนจึงไม่ทราบว่าเอาตัวเลขใดมาอ้างอิง และรัฐบาลควรจะช่วยเหลือผู้ประกอบการกลุ่มนี้ให้อยู่รอด โดยเฉพาะ 10% หรือประมาณ 4 พันกว่ารายให้อยู่รอด หรือกลุ่มนี้มีความเสี่ยงสูงที่จะเลิกจ้างหรือปิดกิจการตามมาหากไม่ได้รับการช่วยเหลือเร่งด่วน เช่น กลุ่มเครื่องนุ่งห่ม สิ่งทอ รองเท้า เฟอร์นิเจอร์
“ถ้าผู้ประกอบการรายใดขาดทุนก็คงต้องปิดกิจการ แค่ภาครัฐชี้แจงว่าโรงงานที่ปิดมีผลประกอบการขาดทุนอยู่แล้ว ไม่เกี่ยวกับการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ ทั้งที่การปรับเป็นวันละ 300 บาทเป็นการปรับขึ้นถึง 40% ถือเป็นอัตราก้าวกระโดดมีผลต่อต้นทุนค่าจ้าง จึงเห็นว่ารัฐบาลไม่ควรอ้างว่าไม่เกี่ยวข้องกัน”
บสย.-ธพว.พร้อมอุ้มเอสเอ็มอี
ขณะที่สถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องกับมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอีในครั้งนี้ อย่างบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) พร้อมจะเดินหน้ามาตรการค้ำประกันสินเชื่อให้ผู้ประกอบการเต็มที่ในวงเงิน 2.4 แสนล้านบาท ระยะเวลา 3 ปี แม้ว่าเบื้องข้อต้นจะประเมินว่าปีแรกจะมีเอสเอ็มอีมาขอใช้บริการประมาณ 6 หมื่นล้านบาท แต่หากมีเอสเอ็มอีได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและต้องการสินเชื่อไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนมากกว่านี้ บสย. ก็พร้อมจะค้ำประกันผ่านสถาบันการเงินให้ 100%
นายวัลลภ เตชะไพบูลย์ รักษาการผู้จัดการทั่วไป กล่าวว่า เงื่อนไขการค้ำประกันสินเชื่อถือว่ามีความผ่อนปรนค่อนข้างมาก เปิดกว้างให้เอสเอ็มอีเป็นการทั่วไปไม่จำกัดเฉพาะผู้ได้รับผลกระทบจากการปรับค่าแรง และไม่จำเป็นต้องมีหลักประกัน โดยจะให้กู้ต่อรายไม่เกิน 40 ล้านบาท คิดอัตราค่าเบี้ยค้ำประกัน 1.75% สถาบันการเงินคิดดอกเบี้ยประมาณ 7% ส่วนหลักเกณฑ์การขอสินเชื่อขอเพียงให้เป็นธุรกิจเอสเอ็มอีที่ทำธุรกิจโดยสุจริตเท่านั้น โดยสามารถนำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนและเสริมสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจ รวมทั้งจ่ายเงินเดือนที่สูงขึ้นได้ด้วย
อีกทั้งยังขยายวัตถุประสงค์ใหม่ในการขอสินเชื่อเพื่อไปใช้ในการขยายกิจการในต่างประเทศ เพื่อรองรับการย้ายฐานการผลิตไปสู่แหล่งต้นทุนที่ต่ำกว่าและเตรียมพร้อมรับการวมตัวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(เออีซี)ที่จะมีการเคลื่อนย้ายการลงทุนระหว่างกันด้วย
“มาตรการดังกล่าวจะทำให้มีเงินทุนหมุนเวียนจากสถาบันการเงินไปสู่เอสเอ็มอีประมาณ 3.5 แสนล้านบาท ช่วยให้เอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้หลายหมื่นรายเพราะส่วนใหญ่กู้เงินเฉลี่ยรายละ 3 ล้านบาท หากปีนี้มียอดขอค้ำประกันทะบุแสนล้านก็ไม่มีปัญหาเพราะสามารถขอครม.ขยายวงเงินได้ในอนาคต” นายวัลลภกล่าวและว่า ขณะนี้ยังไม่พบว่าลูกค้าของ บสย. ประมาณ 6 หมื่นราย ได้รับผลกระทบรุนแรงถึงขั้นขาดสภาพคล่องและปิดกิจการ โดยบสย.พร้อมให้ความช่วยเหลือลูกค้าอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมสิ่งทอ ธุรกิจเกษตรพืชไร่ พืชสวน ที่มีการใช้แรงงานจำนวนมาก
ด้านธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์ ซึ่งมีลูกค้าที่เป็นเอสเอ็มอีประมาณ 8 หมื่นกว่ารายนั้น นายพงษ์ศักดิ์ ชาเจียมเจน รองกรรมการผู้จัดการ รักษาการกรรมการผู้จัดการ ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่พบว่ามีลูกค้าของธนาคารประสบปัญหาหนักถึงขั้นปิดกิจการ เนื่องจากธนาคารมีมาตรการดูแลลูกค้าอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปีก่อน โดยเฉพาะการให้สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยผ่อนปรน
ล่าสุดเดือนตุลาคม 2555 มีโครงการสินเชื่อเพื่อปรับเปลี่ยนเครื่องจักรวงเงิน 2 หมื่นล้านบาท เพื่อช่วยผู้ประกอบการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต มีการขอสินเชื่อแล้วประมาณ 6 พันล้านบาท ซึ่งเป็นสินเชื่อที่มีดอกเบี้ยต่ำเพียง 4% กว่าเท่านั้น ส่วนมาตรการลดผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำล่าสุดก็มีการขยายมาตรการดังกล่าวไปอีก 1 ปีและมีการเพิ่มวงเงินอีก 1 หมื่นล้านบาท มองว่าน่าจะช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่ต้องการลดการใช้แรงงานไปใช้เครื่องจักรได้อีกจำนวนมาก
“นอกจากสินเชื่อซื้อเครื่องจักรแล้วยังมีสินเชื่อเสริมสภาพคล่องวงเงินไม่เกิน 5 ล้านบาทต่อรายด้วย ซึ่งขณะนี้ลูกค้าบางกลุ่มที่ต้องการกู้เงินเสริมสภาพคล่อง เช่น เซรามิก ลำปาง ที่ขาดหลักประกันการกู้เงินจึงกำลังเจรจาให้เข้าไปกู้เงินผ่านทางบสย.ค้ำประกันเพื่อช่วยให้ธุรกิจสามารถอยู่รอดต่อไป”
---------------------
(จับตาพิษขึ้นค่าแรง 300 บาท เอสเอ็มอีเสี่ยงตอกฝาโลงกลางปี : ณัฎฐ์ชิตา เกิดแดง ... รายงาน)



