ข่าว

ปชป.จี้รัฐลาออกกก.มรดกโลก

ปชป.จี้รัฐลาออกกก.มรดกโลก

13 ม.ค. 2556

ปชป. จี้ รัฐบาลลาออกจากการเป็นสมาชิกกรรมการมรดกโลก เพื่อปกป้องอธิปไตยไทย อัดทหารบุก 'ผู้จัดการ' ถือเป็นการคุกคาม เปิดนโยบาย 'กทม.มหานครแห่งความสุข 7 ด้าน'

                           13 ม.ค. 56  นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถงถึงกรณีคดีพิพาทประสาทเขาพระวิหารระหว่างไทยกัมพูชา ว่า กรณีนี้เกิดจากรัฐบาลพรรคพลังประชาขน ไปลงนามในแถลงการณ์ร่วม ไทย - กัมพูชา สนับสนุนให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกแต่เพียงฝ่ายเดียว โดยที่ไทยไม่คัดค้าน ซึ่งก่อนหน้านั้นรัฐบาลทุกชุดได้พยายามที่จะขัดขวาง โดยผลักดันให้มีการขึ้นทะเบียนร่วมกันของทั้งสองประเทศ แต่พรรคพลังประชาชนกลับสนับสนุนให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนได้เพียงฝ่ายเดียวจนเป็นปัญหามาถึงทุกวันนี้ แม้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยให้แถลงการณ์ดังกล่าวเป็นโมฆะเนื่องจากขัด รธน.มาตรา 190 แต่ก็ไม่เป็นผลในการยับยั้ง เนื่องจากกัมพูชาได้ใช้แถลงการณ์ดังกล่าวเป็นประโยชน์ต่อการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกไปเรียบร้อยแล้ว อีกทั้งยังมีแผนบริหารจัดการพื้นที่รอบปราสาท เพื่อให้การขึ้นมีทะเบียนมีความสมบูรณ์ แต่รัฐบาลประชาธิปัตย์ได้เข้าไปคัดค้านตลอดช่วงการบริหารประเทศเกือบสามปีในเวทีมรดกโลก ด้วยการโต้แย้งสิทธิในพื้นที่รอบปราสาทพระวิหารว่าอาจกระทบต่ออธิปไตยของไทย จนทำให้กัมพูชาไม่สามารถบริหารจัดการพื้นที่รอบปราสาทพระวิหารตามแผนที่เสนอต่อมรดกโลกได้มาจนถึงทุกวันนี้

                           "รัฐบาลชุดนี้มีจุดยืนที่แตกต่างจากรัฐบาลที่แล้ว โดยไม่ตระหนักถึงจุดยืนในการรักษาอธิปไตยของชาติ หากยังปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป ในการประชุม ซึ่งกัมพูชาจะเป็นเจ้าภาพคณะกรรมการมรดกโลกในช่วงเดือนเมษายน 2556 นี้ อาจทำให้ไทยเสียเปรียบ และทำให้กัมพูชาสามารถผลักดันแผนบริหารพื้นที่ได้สำเร็จ จะมีผลกระทบต่อการตัดสินคดีในศาลโลกด้วย เพราะท่าทีของรัฐบาลไม่มีความเข้มแข็งในการต่อสู้กับกัมพูชา จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยทำหนังสือต่อคณะกรรมการมรดกโลก เพื่อยืนยันสถานะของไทยในการลาออกจากการเป็นประเทศสมาชิกของกรรมการมรดกโลกทันที" นายชวนนท์ กล่าวและว่า อย่างไรก็ตามเห็นว่า รัฐบาลมีความจำเป็นที่ต้องยืนยันการลาออกดังกล่าว แต่ถ้ายังไม่ลาออก ก็ขอตั้งคำถามกลับว่า รัฐบาลต้องการให้แผนบริหารพื้นที่รอบปราสาทพระวิหารของกัมพูชาตามที่เคยตกลงไว้ในสมัยรัฐบาลพรรคพลังประชาชน ประสบความสำเร็จใช่หรือไม่

 

อัดทหารบุก 'ผู้จัดการ' ถือเป็นการคุกคาม

 

                           นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่มีทหารกลุ่มหนึ่งเดินทางไปสำนักงานเอเอสทีวีผู้จัดการ และ ผบ.ทบ.แจ้งว่า การกระทำดังกล่าวไม่ผิดกฎหมายว่า ตนคิดว่าไม่ใช่เรื่องผิดหรือไม่ผิดกฎหมาย แต่ถามว่าถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ ถ้าเป็นกลุ่มบุคคลธรรมดาทั่วไปจะแสดงออกเรื่องใดเรื่องหนึ่งพอเข้าใจได้ แต่เมื่อเป็นทหารและสวมเครื่องแบบทหารไปแสดงออกเช่นนั้น ทำให้มองเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากเป็นการข่มขู่คุกคาม ซึ่งไม่ควรกระทำอย่างยิ่ง เพราะสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนไม่ควรถูกข่มขู่คุกคามจากคนกลุ่มใด รธน.ปี 50 บัญญัติไว้ในส่วนที่ 7 ว่าด้วยเสรีภาพในการแสดงความเห็นของประชาชนและสื่อมวลชน เกี่ยวข้องกับเสรีภาพในการแสดงออกความเห็นของสื่อมวลชนถึง 4 มาตรา คือ มาตรา 45 - 48 แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนและการแสดงออกของสื่อ ที่ไม่ควรถูกข่มขุ่คุกคามหรือถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพจากใครทั้งสิ้น อย่างไรก็ตามการแสดงความเห็นของสื่ออาจมีการล่วงละเมิด หรือหมิ่นประมาท สื่อมวลชนก็ไม่ได้อยู่เหนือกฎหมาย ใครคิดว่าถูกละเมิดหรือถูกหมิ่นประมาท สามารถใช้กระบวนการทางกฎหมาย และใช้กระบวนการยุติธรรมในการปกป้องรักษาสิทธิของตัวเองและกลุ่มบุคคลของท่านไม่ให้ถูกริดรอนละเมิดหรือหมิ่นประมาทได้

                           "ดังนั้นกรณีนี้คิดว่าเป็นการดำเนินการของทหารกลุ่มหนึ่ง แต่ไม่ใช่จุดยืนของทหารทุกคน เพราะฉะนั้นจึงเห็นว่า ทหารที่คิดว่าสื่อมวลชนทำให้เกิดความเสียหายขอให้ใช้ช่องทางทางกฎหมายตามกระบวนการยุติธรรมในการปกป้องบรรเทาความเสียหายของตัวเอง ดีกว่าการใช้วิธีการข่มขู่ คุกคาม หรือวิธีการอื่นๆ เชื่อมั่นว่าการที่โฆษกกองทัพบกได้ออกมาแสดงจุดยืนไม่อยากให้มีการแสดงออกลักษณะนี้อีก น่าจะทำให้สถานการณ์คลี่คลายลง และหวังว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้อีก"

 

เตรียมผลักดันนโยบาย 'กทม.มหานครแห่งความสุข 7 ด้าน'

 

                           นายองอาจ กล่าวถึงความพร้อมของพรรคในการรณรงค์หาเสียง ว่า ในสัปดาห์นี้คาดว่าจะมีการเปิดตัวผู้สมัครของพรรคเพื่อไทย ซึ่งในส่วนของ ปชป.เรียนว่า ไม่ว่าจะเป็น พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ หรือคนอื่น รวมทั้งผู้สมัครอิสระ หรือจากพรรคการเมืองอื่น พรรคให้ความเคารพทุกคน เพราะเชื่อว่ามีศักยภาพในการบริหาร กทม.ได้ หากประชาชนให้โอกาส ทั้งหมดจึงอยู่ที่ดุลพินิจของประชาชนที่จะเลือกตั้งในวันที่ 3 มีนาคมนี้ อย่างไรก็ตามพรรคจะเดินหน้าตามคำขวัญที่เปิดตัวว่า "รักกรุงเทพฯร่วมสร้างกรุงเทพฯ" เปิดโอกาสให้ผู้ที่ประสงค์จะสร้างกรุงเทพฯด้วยกันเข้าไปในเฟซบุ๊ก ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร อดีตผู้ว่ากทม. ซึ่งจะมีแอพพลิเคชั่นร่วมสร้าง กทม. โดยนำเสนอ 7 ด้านให้เป็นมหานครแห่งความสุขร่วมกัน ประกอบด้วย 1. มหานครแห่งความปลอดภัย 2. มหานครแห่งความสุข 3. มหานครสีเขียวและสะอาด 4. มหานครแห่งการเรียนรู้ 5. มหานครแห่งโอกาส 6. มหานครของทุกคน และ 7. มหานครแห่งอาเซียน ซึ่งมีรายละเอียดที่ประชาชนสามารถเข้าไปดูรายละเอียด และนำเสนอความเห็นเพื่อร่วมกันสร้าง กทม.กับพรรค และ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ได้ ถือเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมอีกช่องทางหนึ่ง

                           นายองอาจ กล่าวต่อว่า สำหรับ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ จะมีกำหนดการเริ่มต้นหาเสียงวันแรกในวันพรุ่งนี้ (14 ม.ค.) ที่เยาวราช รพ.เทียนฟ้า จากนั้นเดินพบปะประชาชนตลอดเส้นทางจนถึงวัดไตรมิตร และเข้าร่วมพิธีในงานที่วัดดังกล่าว และในทุกวันจะมีการนำเสนอนโยบายในแต่ละด้าน ซึ่งที่เยาวราช จะเสนอนโยบายเกี่ยวกับการท่องเที่ยว กทม. ซึ่งได้รับรางวัลเป็นเมืองน่าท่องเที่ยวติดต่อกันหลายสมัยและเป็นที่ีรวมของการอยู่ร่วมกันอย่างหลากหลายทางด้านวัฒนธรรม เชื้อชาติ ภาษา และเผ่าพันธุ์ เป็นความสวยงามของการอยู่ร่วมกันใน กทม.

                           ด้านนายชวนนท์ กล่าวถึงกรณีการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. ว่า ช่วงเวลานี้ควรเป็นเวลาที่นำเสนอยุทธศาสตร์นโยบายที่เป็นประโยชน์กับคนกทม. ทำการแข่งขันให้บริสุทธิ์ยุติธรรม แต่พรรคเพื่อไทยยังไม่สามารถคัดสรรเสาไฟฟ้ามาลงสมัครแข่งกับ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ได้ แต่ ปชป.อยู่ในขั้นตอนทำยุทธศาสตร์นำเสนอนโยบายให้คน กทม.พิจารณา แต่พรรคเพื่อไทยอยู่ในขั้นตอนคัดเลือกเสาไฟฟ้า และใช้น้ำลายทำลายคู่แข่ง ดูถูกคนกรุงเทพฯว่าจะส่งเสาไฟฟ้าลง จากนั้นดูถูกซ้ำปฏิเสธว่าไม่ได้พูด ทั้งยังไม่มีการนำเสนอนโยบายที่เป็นประโยชน์ แต่พูดจาไร้สาระหวังประโยชน์ทางการเมือง ยืนยันแม้เป็นเสาไฟฟ้าของพรรคเพื่อไทย พรรคก็จะไม่ประมาท จะนำเสนอนโยบายไม่ดูถูกคู่แข่ง ให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างบริสุทธิ์เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชนทุกคน