
'คราบอสุจิ'มัดโจรปล้น-ข่มขืน'รัสเซีย'
คลี่ปมปริศนา CSI THAILAND : คราบอสุจิ...เปื้อนเสื้อ มัดโจรปล้น-ข่มขืน 'แหม่มรัสเซีย' : โดย...ทีมข่าวรายงานพิเศษ
ตีสาม คืนวันที่ 25 ธันวาคม 2555 ทั่วโลกต่างรื่นเริงกับการเฉลิมฉลองวัน "คริสต์มาสอีฟ" เช่นเดียวกับ 2 แหม่มสาวชาวรัสเซีย ที่เลือกเดินทางมาฉลองเทศกาลคริสต์มาสใน "เมืองพัทยา" สถานอากาศชื่อก้องโลกของไทย แต่กลับต้องเผชิญกับเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุดในชีวิต เมื่อทั้งสองถูก 3 คนร้ายฉุดไปข่มขืนและปล้นทรัพย์
เหตุร้ายดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างสองสาวชาวรัสเซียกลับจากดื่มฉลอง "วันคริสต์มาสอีฟ" จากสถานบันเทิงแห่งหนึ่งย่านวอล์กกิ้งสตรีท เมื่อมาถึงบริเวณปากซอย 2 ถนนพระตำหนัก หมู่ 12 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี มีรถกระบะโตโยต้า รุ่นไมตี้เอ็กซ์ สีน้ำเงินเข้ม ทะเบียน บธ 7200 ชลบุรี วิ่งมาจอดเทียบ
หลังจากนั้นมีคนร้าย 3 คน ลงมาจากรถแล้วใช้ปืนและมีด จี้บังคับฉุดกระชากลากถูหญิงสาวทั้ง 2 คน ให้ไปขึ้นรถ และขับออกจากเมืองพัทยา มุ่งหน้าสู่ป้อมยามร้างแห่งหนึ่ง ริมอ่างเก็บน้ำชากนอก ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี
ป้อมยามร้างแห่งนี้ถูกใช้เป็นสถานที่กระทำย่ำยีสองแหม่มสาว ซึ่งระหว่างถูกกระทำหญิงสาวทั้งสองคนพยายามต่อสู้จึงถูกทำร้ายจนบาดเจ็บ และหลังจากเสร็จกิจแล้วคนร้ายยังได้เอาทรัพย์ของนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียทั้ง 2 คน ซึ่งมีทั้งเงินสด โทรศัพท์มือถือ และเครื่องประดับ ติดไม้ติดมือไปด้วย
เมื่อคนร้ายหนีไปแล้ว แหม่มสาวชาวรัสเซียได้หอบร่างที่สะบักสะบอม ไปขอความช่วยเหลือจากชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในละแวกนั้นพาเข้าแจ้งความต่อตำรวจ สภ.พัทยา ก่อนจะมีการระดมกำลังตำรวจทั้ง ชุดสืบสวน สภ.พัทยา สภ.ห้วยใหญ่ ชุดสืบสวน บก.ภ.จว.ชลบุรี ชุดสืบสวน บช.ภ.2 ตำรวจท่องเที่ยว ตำรวจกองปราบปราม และตำรวจพิสูจน์หลักฐาน พลิกแผ่นดินล่าคนร้ายทั้ง 3 คน
เพื่อเร่งกู้ภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของประเทศ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. มอบหมายให้ พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รองผบ.ตร. ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่ บช.ภ.2 ควบคุมการคลี่คลายคดีดังกล่าวด้วยตัวเอง โดยมี พล.ต.ท.จรัมพร สุระมณี ผู้ช่วยผบ.ตร. คอยสนับสนุนเกี่ยวกับงานด้านพิสูจน์หลักฐาน ซึ่งจะใช้หลักนิติวิทยาศาสตร์เข้าไปช่วยในการแกะรอยหาตัวคนร้าย รวมถึงใช้เป็นหลักฐานมัดตัวคนร้ายให้ดิ้นไม่หลุด
ชุดคลี่คลายคดีแบ่งงานกันทำ โดยตำรวจฝ่ายสืบสวนกระจายกำลังออกตรวจสอบกล้องวงจรปิดรายทางตั้งแต่ปากซอย 2 ถนนพระตำหนัก ไปสุดปลายทางที่ป้อมยามร้างริมอ่างเก็บน้ำชากนอก รวมถึงเสาะหาพยานบุคคลที่อาจพบเห็นเหตุการณ์ดังกล่าว
ขณะที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐาน เข้าตรวจสอบป้อมยามร้างริมอ่างเก็บน้ำชากนอก ซึ่งเป็นจุดที่คนร้ายทั้ง 3 คนลงมือทำร้ายร่างกายและข่มขืนเหยื่อ พบเศษกระเบื้องเปื้อนเลือดและเส้นผมความยาว 59 เซนติเมตร ตกอยู่ภายในป้อม จึงนำคราบเลือดและเส้นผมนั้นมาตรวจดีเอ็นเอ และเมื่อนำไปเทียบเคียงกับดีเอ็นเอของ น.ส.เอ็ม (นามสมมุติ) หนึ่งในเหยื่อสาว พบว่าตรงกัน กลายเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่ยืนยันว่าป้อมร้างแห่งนี้คือสถานที่ที่เหยื่อถูกย่ำยี
ภายในป้อมร้างแห่งนี้ยังพบก้นบุหรี่ต่างประเทศ ซึ่งเหยื่อสาวให้การว่าหนึ่งในกลุ่มคนร้ายได้แย่งบุหรี่ไปสูบ ตำรวจจึงได้เก็บก้นบุหรี่ที่พบไปตรวจสอบหาดีเอ็นเอ เพื่อเตรียมไว้เทียบเคียงกับผลตรวจดีเอ็นเอของคนร้ายภายหลังจากจับกุมตัวได้
นอกจากนี้ ตำรวจพิสูจน์หลักฐานยังได้รับมอบเสื้อผ้าที่เหยื่อทั้ง 2 คน สวมใส่ขณะเกิดเหตุไว้ตรวจสอบ โดยเสื้อสีน้ำเงินของ น.ส.เอ็ม พบคราบอสุจิเปื้อนอยู่ 2 จุด ขณะที่เสื้อสีเหลืองของ น.ส.เอ (นามสมมุติ) เหยื่อสาวอีกคน ก็พบคราบอสุจิเปื้อนอยู่ 1 จุดเช่นกัน หลังจากนั้นไม่นานตำรวจพิสูจน์หลักฐานก็นำคราบอสุจิที่พบเข้าสู่ขั้นตอนการตรวจสอบดีเอ็นเอ ซึ่งเป็นหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ชิ้นสำคัญที่จะใช้ยืนยันตัวผู้กระทำความผิด
ขณะที่ตำรวจฝ่ายสืบสวนสามารถตรวจยึดรถกระบะโตโยต้า รุ่นไมตี้เอ็กซ์ ต้องสงสัยว่าจะเป็นรถกระบะคันเดียวกับที่คนร้ายใช้เป็นพาหนะในการก่อเหตุได้ที่บ้านเลขที่ 46/7 ซอยมาบยายเลีย 33 หมู่ 5 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี และได้ส่งให้ตำรวจพิสูจน์หลักฐานตรวจสอบเพื่อหาหลักฐานเชื่อมโยงทางคดี
จากการสอบถามเหยื่อให้ข้อมูลว่า ระหว่างนั่งอยู่บนรถคนร้าย น.ส.เอ ได้อาเจียนใส่ประตูข้างรถด้านซ้าย พล.ต.ท.จรัมพร จึงได้กำชับให้ตำรวจพิสูจน์หลักฐานตรวจหาคราบน้ำลายที่เปื้อนอยู่บนประตูข้างรถในตำแหน่งที่ น.ส.เอ ระบุ เพื่อเทียบดีเอ็นเอยืนยัน ปรากฏว่า พบคราบน้ำลายเปื้อนอยู่บนประตูด้านข้างรถตามที่ น.ส.เอ ระบุจริง และเมื่อตรวจเทียบดีเอ็นเอแล้วพบว่าตรงกับของ น.ส.เอ
นอกจากนี้ภายในรถกระบะคันดังกล่าว ตำรวจพิสูจน์หลักฐานยังพบเส้นผม 11 เส้น สามารถนำมาตรวจหาดีเอ็นเอได้ 7 เส้น พบว่า 4 เส้น ตรงกับของ น.ส.เอ็ม อีก 3 เส้นตรงกับดีเอ็นเอของ น.ส.เอ หลักฐานที่พบจึงเชื่อได้ว่า รถกระบะคันนี้ เป็นคันเดียวกับที่คนร้ายใช้เป็นพาหนะในวันเกิดเหตุแน่
ตำรวจฝ่ายสืบสวนสืบทราบว่า ผู้ที่นำรถยนต์คันนี้ไปใช้ในวันเกิดเหตุคือ นายวิเชียร หรือบังฟี ใจจา อายุ 35 ปี อยู่บ้านเลขที่ 41/7 หมู่ 5 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ตำรวจจึงขยายผลและติดตามจับกุมได้ขณะพักอาศัยอยู่ในโรงแรมแห่งหนึ่งใน อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา
และจากการสอบสวนขยายผล นายวิเชียร ก็ยอมรับสารภาพว่า ได้ร่วมกับพวกอีก 2 คน คือ นายธงชัย หรือโก๋ จันท์ดี อายุ 20 ปี และนายอนุวัตร์ หรือเค วัดอ่อน อายุ 32 ปี ก่อเหตุฉุดสองสาวชาวรัสเซียไปข่มขืนและปล้นทรัพย์จริง
"นายธงชัยเป็นคนชักชวนไปปล้นทรัพย์ เห็นน้องอยากได้เงินก็เลยพาไป ที่ทำไปนั้นเพียงประสงค์ต่อทรัพย์ไม่ได้ตั้งใจจะข่มขืน แต่พอทำไปแล้วก็ไม่รู้จะทำยังไงจึงหลบหนีไป ผมก็รู้สึกเสียใจและอยากขอโทษ อีกทั้งปืนก็เป็นของนายธงชัย ส่วนนายอนุวัตร์ทำหน้าที่ขับรถ" นายวิเชียร สารภาพหลังถูกจับกุม
ตำรวจได้ขยายผลติดตามหาตัวนายธงชัย และนายอนุวัตร์ หลังนายวิเชียรให้การซัดทอดถึง ปรากฏว่า นายธงชัย ถูกควบคุมตัวอยู่ที่ สภ.พัทยา หลังถูกตำรวจจับในคดียาเสพติด ขณะที่นายอนุวัตร์ อยู่ระหว่างการฟื้นฟูยาเสพติดที่เรือนจำชลบุรี จึงไปอายัดตัวทั้ง 2 คน มาดำเนินคดี
ตำรวจพิสูจน์หลักฐานได้เข้าดำเนินการจัดเก็บเนื้อเยื่อของ นายวิเชียร นายธงชัย และนายอนุวัตร์ ไปตรวจดีเอ็นเอ เพื่อนำไปเทียบเคียงกับดีเอ็นเอที่เก็บได้ในที่เกิดเหตุ ปรากฏว่า ดีเอ็นเอของนายวิเชียร ตรงกับดีเอ็นเอคราบอสุจิที่เปื้อนอยู่บนเสื้อของ น.ส.เอ็ม ขณะที่ดีเอ็นเอของนายธงชัย ตรงกับดีเอ็นเอคราบอสุจิที่พบบนเสื้อของ น.ส.เอ ส่วนดีเอ็นเอของนายอนุวัตร์ ตรงกับดีเอ็นเอที่พบบนก้นบุหรี่ซึ่งพบในป้อมยามร้างที่เกิดเหตุ
หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ดังกล่าวชี้ชัดว่า ทั้ง 3 คนเกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าว ผนวกกับคำรับสารภาพและพยานหลักฐานแวดล้อมอื่นต่างยืนยันสอดคล้องกันว่า ผู้ต้องหาทั้ง 3 คนนี้ ก่อเหตุข่มขืนและปล้นทรัพย์นักท่องเที่ยวสาวชาวรัสเซียอย่างแน่นอน
พล.ต.ท.จรัมพร ให้คำแนะนำ ผู้หญิง ที่อาจตกเป็นเหยื่อคนร้ายคดีข่มขืนว่า หลังเกิดเหตุให้รีบเข้าพบตำรวจทันที เพื่อรีบเข้าสู่กระบวนการเก็บพิสูจน์หลักฐาน โดยร่องรอยที่คนร้ายทิ้งไว้ โดยเฉพาะคราบอสุจิในช่องคลอด หรือที่เปื้อนตามเสื้อผ้า หรือตามร่างกายของผู้เสียหายเอง จะเป็นหลักฐานสำคัญที่มัดตัวคนร้ายจนดิ้นไม่หลุด
---------------------
(คลี่ปมปริศนา CSI THAILAND : คราบอสุจิ...เปื้อนเสื้อ มัดโจรปล้น-ข่มขืน 'แหม่มรัสเซีย' : โดย...ทีมข่าวรายงานพิเศษ)



